โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ธุรกิจครอบครัว” ทุนใหญ่ ส่งไม้ต่อสืบทอดผิดทาง สะเทือนถึงระบบเศรษฐกิจประเทศ

TODAY Bizview

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • TODAY

รู้หรือไม่ว่า “ธุรกิจครอบครัว” คือพลังเงียบในระบบเศรษฐกิจโลก เพราะคิดเป็นถึง 2 ใน 3 ของธุรกิจทั้งหมด และสร้าง GDP ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ยิ่งถ้าโฟกัสในเอเชีย ตัวเลขยิ่งชัด ธุรกิจครอบครัวคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของบริษัทขนาดใหญ่สูงกว่าอเมริกาที่มีเพียง 1 ใน 16 และยุโรปที่ราว 1 ใน 7 เท่านั้น

พูดง่ายๆ คือ ถ้ามองเศรษฐกิจโลกเป็นเครื่องยนต์ “ธุรกิจครอบครัว” ก็คือเฟืองชิ้นใหญ่ที่ขาดไม่ได้

และในไทย ภาพนี้ยิ่งชัดเข้าไปอีก ตระกูลธุรกิจใหญ่ๆ เช่น ตระกูลเจียรวนนท์ ตระกูลจิราธิวัฒน์ และตระกูลสิริวัฒนภักดี และอื่นๆ ที่ทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมเครือค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ อาหาร หรือเครื่องดื่ม ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจทั้งในแง่การจ้างงาน การลงทุน และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งระบบ

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ธุรกิจในบ้าน” แต่คือ “ธุรกิจระดับประเทศ” ที่ผูกอยู่กับชื่อของครอบครัว หรือที่เรียก “กลุ่มทุนใหญ่” นั่นล่ะ

[ การสืบทอดกิจการถือเป็นเรื่องท้าทายของกลุ่มทุนใหญ่ ]

ทุกอย่างกำลังเดินมาถึงจุดเดียวกัน นั่นคือ “การส่งต่อกิจการ” เพราะธุรกิจครอบครัวจำนวนมหาศาลทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนรุ่นพร้อมกัน ฝั่งตะวันตกคือเจ้าของรุ่น Baby Boomer ที่กำลังเกษียณ ขณะที่ในจีนและเอเชีย ธุรกิจที่เติบโตมาตั้งแต่ยุค 80s ถึง 90s ก็กำลังเดินมาถึงวันที่ต้องส่งไม้ต่อให้ลูกหลาน

สิ่งที่น่าสนใจคือ มันมีประโยคที่ว่า “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง”

ปัญหาที่มาจาก “การส่งต่อ” นี่แหละที่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เรียกได้ว่าเป็นด่านหินที่สุดของธุรกิจครอบครัว เพราะต่อให้รุ่นพ่อสร้างมาดีแค่ไหน ถ้ารุ่นลูกรับต่อไม่ไหว ทุกอย่างก็พังได้ในเวลาไม่นาน ไม่ใช่แค่พังในเชิงธุรกิจ แต่บางครั้งพังถึงระดับ “ครอบครัวแตก” ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทระดับโลกจำนวนมากยังอยู่ในมือของตระกูลผู้ก่อตั้ง เช่น LVMH หรือกลุ่มธุรกิจใหญ่ในไทยหลายตระกูล หากนิยามว่าต้องถือหุ้นอย่างน้อย 20% และมีการส่งต่อรุ่นแล้ว ธุรกิจครอบครัวยังคงคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ทั่วโลก

คำถามคือ แล้วธุรกิจแบบนี้ “เก่งกว่า” บริษัททั่วไปไหม?

คำตอบคือ ไม่ได้ชัดขนาดนั้น งานวิเคราะห์บริษัทกว่า 1,600 แห่งพบว่า ผลตอบแทนโดยรวมพอๆ กัน แต่สิ่งที่ต่างคือวิธีคิดและจังหวะ เพราะธุรกิจครอบครัวมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งที่ต่างออกไป

จุดอ่อนที่โดนพูดถึงมากที่สุดคือ “การดันลูกขึ้นเป็นผู้นำ” แบบอัตโนมัติ ซึ่ง Warren Buffett เคยเปรียบไว้เจ็บๆ ว่า เหมือนส่ง “ลูกนักกีฬาเหรียญทอง” ลงแข่งแทนพ่อ ทั้งที่ไม่ได้การันตีว่าจะเก่งจริง และในโลกธุรกิจ ก็มีตัวอย่างมากมายที่การเลือกคนผิด ทำให้ธุรกิจดีๆ พังลงต่อหน้าต่อตา

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ธุรกิจครอบครัวก็มีของดีที่เลียนแบบยาก อย่างแรกคือ “ทุนทางความสัมพันธ์” เครือข่าย คู่ค้า และชื่อเสียงของตระกูลที่สั่งสมมาหลายสิบปี สิ่งเหล่านี้เหมือนเครดิตที่มองไม่เห็น แต่ใช้ทำธุรกิจได้จริง โดยเฉพาะในประเทศที่ระบบยังไม่แข็งแรง ใครมี “คอนเนกชัน” ดีกว่า ก็ได้เปรียบกว่า

อย่างที่สองคือ “การมองระยะยาว” ต่างจากบริษัทมหาชนที่ต้องวิ่งตามกำไรทุกไตรมาส ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากคิดเป็นรุ่น ไม่ใช่เป็นปี ทำให้ตัดสินใจแบบระมัดระวัง หนี้ไม่เยอะ เงินสดพร้อม และพอเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะปี 2008 หรือโควิด พวกเขามักฟื้นตัวได้เร็วกว่า แถมบางรายยังใช้จังหวะนี้ซื้อของถูกจากคู่แข่งอีกด้วย (ซื้อกิจการของคนกำลังล้มนั่นล่ะ เราคงเห็นภาพอยู่บ้างกับกลุ่มทุนในไทย)

[ สิ่งสำคัญของธุรกิจครอบครัว คือวางแผนสืบทอดตั้งแต่เนิ่นๆ ]

แต่สุดท้ายแล้ว ต่อให้มีข้อดีแค่ไหน ถ้าข้ามด่านสืบทอดไม่ได้ ก็จบ เพราะประวัติศาสตร์มีตัวอย่างชัดเจน เช่น Maurizio Gucciที่พาธุรกิจเข้าสู่วิกฤต ก่อนจบลงแบบโศกนาฏกรรม นี่ทำให้คำว่า succession ไม่ใช่แค่เรื่องบริหาร แต่เป็นเรื่อง “ความอยู่รอด”

ที่น่ากังวลคือ ธุรกิจจำนวนมากยังไม่พร้อม ข้อมูลชี้ว่าในสหรัฐฯ มีเพียงราวครึ่งเดียวที่มีแผนสืบทอดชัดเจน ขณะที่ปัญหาใหม่ก็เริ่มโผล่ขึ้นมา บางครอบครัวไม่มีทายาท หรือมีแต่ ไม่อยากสืบทอด อย่างกรณี Giorgio Armani ที่ไม่มีผู้รับช่วงต่อโดยตรง

ทางออกจึงเริ่มเปลี่ยนไป หลายครอบครัวหันมาวางแผนจริงจังมากขึ้น ทั้งการปั้นทายาทตั้งแต่เด็ก ทดลองให้ทำธุรกิจเอง ไปจนถึงการดึงที่ปรึกษามาช่วยจัดโครงสร้าง บางรายก็เลือก “คนนอก” เข้ามาบริหาร (รูปแบบนี้ในไทยก็มีให้เห็น) และเมื่อเริ่มใช้มืออาชีพแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักไม่ย้อนกลับไปใช้โมเดลเดิมอีก

อีกทางหนึ่งคือ “ขาย” ไม่ว่าจะเข้าตลาดหุ้น ขายให้กองทุน หรือขายให้คู่แข่ง เพราะสำหรับทายาทรุ่นใหม่ ธุรกิจของครอบครัวอาจไม่ใช่เส้นทางที่อยากเดินเหมือนรุ่นพ่ออีกต่อไป

สุดท้ายแล้ว คลื่นการส่งต่อธุรกิจครอบครัวที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของแต่ละตระกูล แต่คือ “การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก” เพราะเมื่อธุรกิจจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนมือจากครอบครัวไปสู่มืออาชีพหรือกลุ่มทุน ภาพของระบบทุนนิยมก็จะค่อยๆ เปลี่ยนตามไปด้วย

และบทเรียนที่ชัดที่สุดของเรื่องนี้คือ การสร้างธุรกิจอาจยาก แต่การส่งต่อให้รอด อาจจะยากกว่าเยอะ

ที่มา

  • https://www.economist.com/interactive/business/2026/04/09/a-giant-succession-wave-is-coming-for-family-businesses?utm_campaign=a.io&utm_medium=audio.podcast.np&utm_source=moneytalks&utm_content=discovery.content.anonymous.tr_shownotes_na-na_article&utm_term=sa.listeners
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...