รัฐบาล “ปล่อยน้ำมันลอยตัว” ยอมเจ็บวันนี้ สกัดกักตุน-งบรั่ว
วันนี้ (25 มี.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์วิกฤตพลังงานในสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งนี้ อาจมีความรุนแรงและยาวนานกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นที่ต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนกลไกตลาด เนื่องจากหากยังคงฝืนตรึงราคาไว้อาจก่อให้เกิดการกักตุนสินค้าและการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ รวมถึงเป็นการใช้ทรัพยากรงบประมาณอย่างไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน โดยเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Subsidy)แทนการอุดหนุนทั้งระบบ ซึ่งนายเอกนิติระบุว่าได้เตรียมแพ็คเกจช่วยเหลือไว้สำหรับ 5 กลุ่มเป้าหมายหลัก
1. กลุ่มเปราะบาง โดยครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.4 ล้านคน โดยจะพิจารณาเติมเงินช่วยเหลือผ่านบัตรเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เช่น ค่าอาหารหรือค่าไฟฟ้า ซึ่งสามารถช่วยชดเชยต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นได้
2. กลุ่มขนส่ง รวมถึงรถบรรทุก รถโดยสารประจำทาง แท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์ โดยจะพิจารณาช่วยเหลือผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น พร้อมเพย์ หรือการใช้คูปองและบัตรเติมน้ำมันราคาพิเศษ
3.กลุ่มเกษตรกร เน้นการดูแลต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะราคาปุ๋ยซึ่งได้รับผลกระทบจากราคา LNG และน้ำมัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วยดูแลให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยราคาถูกและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์
4.กลุ่มประมง เตรียมผลักดันการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งเป็นการนำน้ำมันปาล์มมาผสม โดยวางเป้าหมายให้มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มบนบกประมาณ 5 บาท เพื่อลดต้นทุนการเดินเรือ
5.กลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐและภาคบริการ: สำหรับผู้รับเหมาจะมีการปรับค่า K (Escalation Factor) เพื่อชดเชยต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น ส่วนภาคธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมจะเน้นการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อเสริมสภาพคล่อง
นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า การทำงานหลังจากนี้จะเป็นรูปแบบการบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ทั้งนี้ ในส่วนของรายละเอียดงบประมาณและจำนวนเงินที่จะช่วยเหลือนั้น อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารจัดการตามขั้นตอนของกฎหมาย