โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

มหากาพย์กองทุนน้ำมันฯ ตรึงราคาพลังงาน บทเรียนราคาแพงที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะยาว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตพลังงานที่กำลังปะทุขึ้นในปี 2569 ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจนเกินกำลังของประชาชน และทุกครั้งที่เกิดวิกฤต รัฐบาลไทยมักหยิบ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ขึ้นมาเป็นเครื่องมือดับไฟฉุกเฉิน แต่ราคาของการตัดสินใจนั้นคือหนี้ก้อนมหึมาที่ถูกผลักให้เป็นภาระของทุกคนในระยะยาว

ย้อนดูตัวเลขจากทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณที่เผชิญน้ำมันแพงจากสงครามอิรัก จนถึงรัฐบาลประยุทธ์ที่ต้องรับมือพิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนน้ำมันฯ ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในลักษณะเดิม คือดึงเงินมาอุดหนุนราคา สะสมหนี้ แล้วรอให้ราคาโลกลงเพื่อเก็บเงินใช้หนี้คืน วงจรนี้วนซ้ำมานานกว่า 20 ปี และดูเหมือนยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ

กำเนิดกองทุนน้ำมันฯ และหน้าที่ที่ถูกออกแบบมา

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถูกสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ฟังดูสมเหตุสมผล นั่นคือการสร้างกลไกรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันภายในประเทศ ในยามที่ราคาตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ น้ำมันแต่ละลิตรที่ขายในไทยจะถูกเก็บเงินเข้ากองทุน สะสมไว้เป็นทุนสำรอง เพื่อรอใช้ในยามที่ราคาโลกพุ่งสูง กองทุนจะปล่อยเงินอุดหนุนออกมาชดเชยส่วนต่าง ทำให้ผู้บริโภคไม่รู้สึกถึงความผันผวนในทันที

หลักการนี้ดูดีบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาใหญ่คือ ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมามีขนาดใหญ่และยาวนานเกินกว่าที่กองทุนจะรับมือได้ เมื่อรัฐบาลตัดสินใจตรึงราคาไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงนาน ๆ เงินในกองทุนก็หมดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อหมดแล้ว กองทุนก็กลายเป็นหนี้แทน

ยุครัฐบาลทักษิณ: บทเรียนครั้งแรกของการอุ้มราคาน้ำมัน

ช่วงปี 2547-2548 เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้สัมผัสกับแรงกดดันของราคาน้ำมันโลกในระดับรุนแรง ปัจจัยกระตุ้นหลักมาจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิรัก บวกกับปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในเวเนซุเอลา ซึ่งในขณะนั้นเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก อุปทานน้ำมันโลกตึงตัว และราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทักษิณ ชินวัตร

รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันฯ เข้ามาแทรกแซงราคาอย่างเต็มกำลัง ด้วยการประกาศตรึงราคาน้ำมันเบนซิน 95 ไว้ที่ 16.99 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 ไว้ที่ 16.19 บาทต่อลิตร และดีเซลไว้ที่ 14.59 บาทต่อลิตร ในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงกว่านั้นมาก

เงินไหลออกจากกองทุนเร็วกว่าที่เก็บเข้ามา จนกองทุนต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินมาเสริมสภาพคล่อง รวมเป็นเงินกู้ถึง 71,000 ล้านบาท แต่แม้จะกู้มาเพิ่ม ก็ยังไม่สามารถพยุงราคาได้ตลอดรอดฝั่ง

ในที่สุด เดือนกรกฎาคม 2548 รัฐบาลทักษิณต้องยอมรับความเป็นจริงและประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน ราคาดีเซลกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 22.49 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซินขยับขึ้นไปอยู่ที่ 25.56 บาทต่อลิตร เมื่อสรุปยอดทั้งหมด รัฐบาลทักษิณใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันไปรวม 92,070 ล้านบาท ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การบริหารกองทุนน้ำมันไทย

บทเรียนจากยุคนี้ชัดเจนมาก การตรึงราคาในระยะสั้นอาจบรรเทาความเดือดร้อนได้ แต่หากราคาโลกสูงต่อเนื่องนาน ๆ กองทุนจะสูญเสียความสามารถในการรับมือ และท้ายที่สุดประชาชนก็ยังต้องเผชิญกับการปรับราคาในครั้งเดียวอย่างรวดเร็วและเจ็บปวดกว่าเดิม

ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์: ช่วงฟื้นตัวของกองทุน

หลังจากรัฐบาลทักษิณพ้นจากอำนาจและผ่านช่วงรัฐบาลชั่วคราวหลายชุด สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิกฤตการเงินโลกที่ทำให้ความต้องการใช้พลังงานหดตัวอย่างรวดเร็ว

ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กองทุนน้ำมันฯ กลับมาอยู่ในสภาพที่สามารถเก็บเงินได้มากกว่าจ่ายออก เพราะราคาน้ำมันโลกอยู่ในระดับต่ำ การเก็บเงินสะสมจากน้ำมันที่ขายในประเทศสามารถนำไปชำระหนี้เก่าที่ค้างอยู่จากยุครัฐบาลก่อน ๆ ได้หมดสิ้น และฐานะกองทุนน้ำมันกลับมาเป็นบวกอีกครั้งที่ 28,768 ล้านบาท

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่กองทุนน้ำมันฯ อยู่ในสภาพแข็งแกร่ง แต่ความสงบนั้นไม่ยืนยาว

ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์: ราคาน้ำมันผันผวนซ้ำอีกรอบ

เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศในปี 2554 ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มผันผวนอีกครั้ง ขยับขึ้นจนดีเซลในประเทศทะลุระดับ 40 บาทต่อลิตร รัฐบาลเลือกใช้มาตรการชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันบางประเภทเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการอุดหนุนราคาโดยทางอ้อม

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ผลที่ตามมาคือฐานะกองทุนน้ำมันกลับมาติดลบอีกครั้ง ครั้งนี้ในระดับหลักกว่า 20,000 ล้านบาท แม้จะไม่ถึงระดับที่รัฐบาลทักษิณเคยทำ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทุกรัฐบาลต้องเผชิญ และกองทุนน้ำมันฯ ยังคงเป็นเครื่องมือหลักที่ถูกหยิบมาใช้โดยอัตโนมัติ

ยุค คสช. และราคาน้ำมันโลกที่เป็นใจ

เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาบริหารประเทศในปี 2557 สถานการณ์พลังงานโลกกลับพลิกผัน ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนานกว่า 5 ปี และดิ่งลงอย่างหนักในปี 2562-2563 เพราะพิษจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ทั่วโลกปิดประเทศและประกาศให้ทำงานจากบ้าน ความต้องการน้ำมันหดตัวอย่างฉับพลัน

ในช่วงนี้ รัฐบาลไทยแทบไม่ต้องควักเงินออกจากกองทุนเลย กลับกัน กองทุนสามารถเก็บเงินเข้าสะสมได้กว่า 300,000 ล้านบาทตลอดช่วงนั้น ซึ่งเป็นโอกาสทองในการสะสมทุนสำรองรับมือวิกฤตครั้งหน้า แต่จะนำทุนนั้นไปใช้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล

จุดเปลี่ยนปลายปี 2564: เศรษฐกิจโลกฟื้น ราคาน้ำมันพุ่ง

ปลายปี 2564 หลายประเทศทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และทยอยเปิดประเทศ เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ความต้องการพลังงานกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ฝั่งอุปทานน้ำมันยังปรับตัวตามไม่ทัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กองทุนน้ำมันเริ่มต้องปล่อยเงินออกมาอุดหนุนราคาอีกครั้ง และภายในช่วงปลายเดือนมกราคม 2565 ฐานะกองทุนติดลบแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านี้จะมีการสะสมเงินสำรองไว้มากก็ตาม

แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 วิกฤตซ้อนวิกฤตก็เกิดขึ้น เมื่อรัสเซียบุกยูเครน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งกำลังอยู่ในสภาวะติดลบอยู่แล้ว ต้องแบกภาระหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในทันที

มหากาพย์ยุคประยุทธ์: สถิติการตรึงราคาที่ทุบทุกสถิติ

รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจรักษาราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท โดยใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกันชน ท่ามกลางราคาตลาดโลกที่พุ่งสูงกว่านั้นมากอย่างต่อเนื่อง

เงินไหลออกจากกองทุนแบบไม่หยุด ในเดือนเมษายน 2565 รัฐบาลยอมปรับราคาดีเซลขึ้นมาเป็น 32 บาทต่อลิตร แต่กองทุนติดลบทะลุ 50,000 ล้านบาทไปแล้ว จากนั้นก็ต้องปล่อยให้ดีเซลขยับขึ้นอีก แต่ก็ยังคงต่ำกว่าราคาตลาดจริง

กลางเดือนมิถุนายน 2565 ฐานะกองทุนติดลบกว่า 9 หมื่นล้านบาท และเพียงสามถึงสี่เดือนในช่วงนั้น กองทุนต้องใช้เงินอุดหนุนรวมกันหลัก 20,000 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งในส่วนของน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม LPG

วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ฐานะกองทุนติดลบแตะ 96,598 ล้านบาท และก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน 2565 ตัวเลขดังกล่าวก็ทะลุ 100,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทุบสถิติเดิมของรัฐบาลทักษิณที่ 92,070 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย

แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนต่อเนื่อง และกองทุนน้ำมันต้องยังคงทำหน้าที่ตรึงราคาต่อไป จนสุดท้ายตัวเลขสูงสุดในยุคพลเอกประยุทธ์ พุ่งขึ้นไปถึง 123,155 ล้านบาท ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2565 แบ่งเป็นเงินที่ใช้ตรึงราคาน้ำมัน 79,042 ล้านบาท และตรึงราคา LPG อีก 44,113 ล้านบาท

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ตัวเลขนี้คือสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทย และยังคงเป็นสถิติที่ยังไม่มีรัฐบาลไหนทำได้เกินกว่านี้ในขณะนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลดลง กองทุนน้ำมันก็สามารถเก็บเงินกลับเข้ามาชำระหนี้ในส่วนของน้ำมันได้หมดภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2568 แม้ว่าในส่วนของ LPG นั้นยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่อง

ยุครัฐบาลเศรษฐา: หนี้เพิ่มขึ้นอีก 56,000 ล้านบาท

เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2566 สิ่งที่รัฐบาลใหม่ได้รับมาพร้อมกับตำแหน่งไม่ใช่แค่อำนาจบริหาร แต่คือภาระหนี้กองทุนน้ำมันฯ ที่ยังติดลบอยู่ถึง 53,087 ล้านบาท ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2566 แบ่งเป็นส่วนที่ใช้ตรึงราคาน้ำมัน 8,364 ล้านบาท และส่วน LPG อีก 44,723 ล้านบาท

แม้ตัวเลขนี้จะดูเบาลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในยุคประยุทธ์ที่ 123,155 ล้านบาท แต่ความท้าทายที่รอรัฐบาลเศรษฐาอยู่นั้นหนักกว่าที่คิด เพราะราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวน และแรงกดดันทางการเมืองให้คงราคาพลังงานในระดับที่ประชาชนรับได้ก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา

เศรษฐา ทวีสิน

ตลอด 1 ปีของการดำรงตำแหน่ง กองทุนน้ำมันฯ กลับไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม ฐานะกองทุนยิ่งดิ่งลึกลงเรื่อย ๆ เมื่อนายเศรษฐาพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ฐานะกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2567 ติดลบแตะ 109,651 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนน้ำมัน 62,063 ล้านบาท และ LPG 47,588 ล้านบาท

หมายความว่าในระยะเวลาเพียง 1 ปี กองทุนน้ำมันฯ ติดลบเพิ่มขึ้นถึงกว่า 56,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการตรึงราคาน้ำมันยังดำเนินต่อเนื่อง และภาระส่วน LPG ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง รัฐบาลเศรษฐาส่งต่อหนี้ก้อนนี้ให้รัฐบาลชุดถัดไปในสภาพที่หนักกว่าตอนที่รับมา

ยุครัฐบาลแพทองธาร: พลิกฟื้นกองทุนน้ำมัน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 โดยรับมรดกฐานะกองทุนน้ำมันที่ติดลบ 109,651 ล้านบาทมาจากรัฐบาลชุดก่อน ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในยุคพลเอกประยุทธ์

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 1 ปีของการบริหารงาน สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุด ประกอบกับแนวทางนโยบายที่ให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนมากขึ้น ส่งผลให้กองทุนน้ำมันสามารถเริ่มเก็บเงินชำระหนี้ในส่วนของน้ำมันคืนได้อย่างต่อเนื่อง

แพทองธาร ชินวัตร

เมื่อนางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ฐานะกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ติดลบเหลือเพียง 22,982 ล้านบาท โดยที่น่าสังเกตคือในส่วนของน้ำมันนั้นพลิกกลับมาเป็นบวกได้แล้วถึง 19,960 ล้านบาท แต่ส่วน LPG ยังคงติดลบหนักอยู่ที่ 42,942 ล้านบาท

การลดหนี้กองทุนน้ำมันลงจาก 109,651 ล้านบาท เหลือ 22,982 ล้านบาท ภายใน 1 ปี สะท้อนว่าเมื่อราคาโลกเอื้ออำนวย กองทุนก็มีศักยภาพฟื้นตัวได้

อย่างไรก็ตาม ปมที่ยังแก้ไม่ได้คือการอุดหนุน LPG ซึ่งวนเวียนเป็นปัญหาสะสมมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อน ๆ และยังไม่มีรัฐบาลใดกล้าแตะโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มอย่างจริงจัง

สถานการณ์ปัจจุบัน ปี 2569: วิกฤตรอบใหม่ก่อตัวในยุครัฐบาลอนุทิน

ยุครัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกุล ต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบใหม่ที่ไม่คาดคิด เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางปะทุขึ้นจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง และกองทุนน้ำมันฯ ที่เพิ่งหายใจได้คล่องจากยุคก่อนก็ต้องกลับมาแบกภาระอุดหนุนราคาอีกครั้ง

ข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบแล้ว 28,109 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนน้ำมันที่ยังเป็นบวก 9,302 ล้านบาท แต่ส่วน LPG ติดลบอย่างหนักถึง 37,411 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการอุดหนุนก๊าซหุงต้มยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังแม้ผ่านมาแล้วหลายรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกุล

ขณะเดียวกัน อัตราการอุดหนุนน้ำมันในตลาดรายวันก็สูงน่าตกใจ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ขายอยู่ในปัจจุบันได้รับการอุดหนุนจากกองทุนถึง 26.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นจาก 24.09 บาทต่อลิตรในวันก่อนหน้าเพียงวันเดียว ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ได้รับการอุดหนุน 9.73 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ได้รับอุดหนุน 12.85 บาทต่อลิตร ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าส่วนต่างระหว่างราคาที่ผู้บริโภคจ่ายกับต้นทุนที่แท้จริงนั้นกว้างมาก และกองทุนกำลังแบกภาระหนักในทุกวัน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 มีนาคม 2569 มีสัญญาณบวกระยะสั้นเกิดขึ้น เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกร่วงลงมากกว่า 5% หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ส่งแผนยุติสงครามไปให้อิหร่านพิจารณา น้ำมันดิบเบรนท์ลดลงมาอยู่ที่ 98.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ขณะที่ WTI อยู่ที่ 87.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่แม้ราคาจะอ่อนตัวลงในวันนั้น นักวิเคราะห์ก็ยังระมัดระวังในการมองโลกในแง่ดี เพราะตราบใดที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายอย่างแท้จริง ความเสี่ยงด้านอุปทานก็ยังแขวนอยู่ และกองทุนน้ำมันฯ ก็ยังต้องเตรียมรับมือกับแรงกดดันที่อาจกลับมาได้ตลอดเวลา

รัฐบาลใหม่กับโจทย์เดิมที่ยากกว่าเดิม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุชัดเจนว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากการฝืนกลไกราคาจะสร้างความบิดเบือนในระบบเศรษฐกิจและสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่านโยบายจะไม่เดินซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

แทนที่จะอุดหนุนราคาน้ำมันเป็นการทั่วไป รัฐบาลชุดใหม่วางแผนมุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจริง ๆ ทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.4 ล้านคน กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ทั้งรถสาธารณะและรถบรรทุก กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบผ่านราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น กลุ่มชาวประมงที่จะได้รับการส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน B20 และกลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐที่จะได้รับการปรับค่า K พร้อมมาตรการ Soft Loan สำหรับภาคอุตสาหกรรม

แนวทางนี้ฟังดูสมเหตุสมผลกว่าการอุดหนุนราคาแบบถ้วนหน้า แต่ความท้าทายคือการดำเนินการให้เงินถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้จริงและทันเวลา รวมถึงการป้องกันการรั่วไหลและการใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อน

ถอดบทเรียน: 20 ปีของการวนซ้ำ

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดกว่าสองทศวรรษ รูปแบบที่ชัดเจนหนึ่งรูปแบบปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือทุกรัฐบาลเมื่อเผชิญกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง มักตัดสินใจในลักษณะเดิม คือรักษาราคาให้ต่ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะสั้น โดยแลกกับการสะสมหนี้ในกองทุนน้ำมันฯ และเมื่อราคาโลกลดลง ก็เก็บเงินคืน รอจนหมดหนี้ แล้ววนซ้ำรอบใหม่

ยุครัฐบาลทักษิณ ใช้เงิน 92,070 ล้านบาท กู้เพิ่มอีก 71,000 ล้านบาท ก่อนยอมลอยตัวราคา ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ใช้เงินอุดหนุนเกิน 20,000 ล้านบาท และยุครัฐบาลประยุทธ์ สร้างสถิติใหม่ที่ 123,155 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทุกครั้งที่กองทุนน้ำมันฯ ติดลบในระดับหมื่นล้าน มันไม่ใช่แค่ตัวเลขบัญชี แต่คือภาระที่ต้องถูกชำระในภายหลัง ไม่ว่าจะผ่านการเก็บเงินเพิ่มขึ้นจากน้ำมันในยามที่ราคาโลกลดลง หรือการปรับราคาขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อรัฐบาลยอมแพ้ต่อแรงกดดัน ซึ่งในทางใดทางหนึ่ง ผู้บริโภคก็คือผู้ที่ต้องแบกรับในท้ายที่สุดอยู่ดี

ความแตกต่างสำคัญในวิกฤตปี 2569 คือรัฐบาลดูเหมือนจะยืนยันชัดเจนกว่าในอดีตว่าจะไม่ใช้กลไกการตรึงราคาแบบเหวี่ยงแห หากแนวทางนี้ถูกนำไปปฏิบัติได้จริง มันอาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่ประเทศไทยจะก้าวออกจากวงจรอุบาทว์ของการตรึงราคา สะสมหนี้ แล้วลอยตัวพักใหญ่ แต่หากการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที แรงกดดันทางการเมืองก็อาจบีบให้รัฐบาลกลับไปใช้เครื่องมือเดิมอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...