โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กกพ. ตรึงค่าไฟ 3.88 บาท ใช้เงิน 5,000 ล้าน อยู่ที่รัฐบาล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 09.40 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 09.10 น.
พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์

กกพ. ชง 3 ข้อเสนอค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. 69 ที่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย หากต้องตรึงไว้ที่ 3.88 บาท ให้กลุ่มเปราะบาง 20 ล้านครัวเรือน รัฐต้องอุ้ม 900 ล้านบาท หากช่วยทั้งประเทศต้องใช้เงินเฉียด 5,000 ล้านบาท ด้านการจัดหาพลังงานซื้อทั้งไฟจากลาวเพิ่ม จากเอกชนที่เป็นพลังงานหมุนเวียน จากเขื่อน กฟผ. รอเคาะค่าไฟจริง 1 เม.ย. 2569 นี้

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวยอมรับว่า ครั้งนี้เป็นการแถลงข่าวที่ลำบากใจ แต่เราก็พยายามชะลอและผ่อนปรนอัตราค่าไฟฟ้ารอบใหม่ให้กระทบกับประชาชนเบาบางที่สุด ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซเพื่อมาผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนถึง 54%

โดยก๊าซดังกล่าวเป็น LNG ถึง 40% ดังนั้นเราจึงได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามทาง กกพ. ได้เร่งแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่ขาดแคลนไฟฟ้า ทั้งการเร่งนำเข้า Spot LNG และเรายังมีแหล่งซื้อก๊าซจากอเมริกา แอฟริกา มาเลเซีย ออสเตรเลีย

นอกจากนี้ยังเร่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขื่อนของ กฟผ. แต่วัตถุประสงค์หลักน้ำในเขื่อนจะใช้เพื่อการชลประทานเป็นหลักก่อน ซึ่งในส่วนนี้จึงอาจได้ไฟฟ้าไม่มากเท่าไร และยังเพิ่มการซื้อไฟจาก สปป.ลาว อีก 100-200 เมกะวัตต์ เพิ่มประมาณ 4% และยังรับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนที่เป็นพลังงานหมุนเวียน รวมถึงนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยทั้งแหล่งอาทิตย์ แหล่งเจดีเอมาใช้ให้เพิ่มขึ้น เร่งผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ แผนทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการพึ่งพาตนเองของประเทศที่มีอยู่

“อยากให้มั่นใจว่าเราจะมีหลักประกัน มีเชื้อเพลิงพอที่จะผลิตไฟฟ้า ส่วนเรื่องของราคาที่เกิดขึ้นก่อนมีสงครามนั้นมันผันผวนมาก เมื่อเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตอนนี้ราคา LNG พุ่งไปที่ถึง 250% ดังนั้นการจะประกาศราคาค่าไฟในรอบนี้จึงต้องพิจารณาหลายทางเลือกให้รอบคอบมากที่สุด”

โดย กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค.-ส.ค. 2569 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งกรณีที่ 1 หากต้องจ่ายคืนหนี้ทั้งหมดให้ กฟผ. ภายในเดือนเมษายน 2569 จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 18% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 คืนหนี้ให้ กฟผ. บางส่วนจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 5% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3 ไม่คืนหนี้ กฟผ. และเอาเงิน Claw back (เรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้) มาช่วยบรรเทาผลกระทบจำนวน 9,472 ล้านบาท ใช้หมดในทันที จะช่วยลดค่าไฟได้ 13.43 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 2% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย

นอกจากนี้ หากรัฐบาลต้องการให้มีการตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยไว้เช่นเดิม โดยมีการประเมินว่าอาจสามารถช่วยได้ในกลุ่มเปราะบาง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ซึ่งมีประมาณ 14 ล้านครัวเรือน ต้องใช้เงิน 333 ล้านบาท และกลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย ประมาณ 17 ล้านครัว ประมาณ 545 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งคนทั้ง 2 กลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ จะใช้เงินเพียงแค่ประมาณ 1,000 ล้านบาท

แต่หากคิดจากค่าไฟยืนที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ให้ลงมาที่ 3.88 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 4,600-5,000 ล้านบาท เป็นการอุ้มผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ ในส่วนนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะอุดหนุนและช่วยเหลืออย่างไร โดยต้องมีมาตรการออกมาให้ชัดเจน อย่างไรก็ตามค่าไฟฟ้าจะถูกประกาศในวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้ ซึ่ง กกพ. ก็ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่พยายามหาวิธีการที่ช่วยประชาชนให้ได้มากที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กกพ. ตรึงค่าไฟ 3.88 บาท ใช้เงิน 5,000 ล้าน อยู่ที่รัฐบาล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...