โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครกำหนดเกม!! วิกฤตพลังงานไทย ต้นทุนชีวิตพุ่ง รายได้ไม่ขยับ

TOJO NEWS

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Admin Tojo

“นราพัฒน์” ชี้วิกฤตพลังงานซ้ำเติมเกษตรกรทำต้นทุนพุ่งทั้งระบบ ชงรัฐ “ปฏิรูปพลังงาน-ฟื้นปุ๋ยแห่งชาติ”

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวบรรยายพิเศษในโครงการฝึกอบรมด้านพลังงานและกฎหมาย ครั้งที่ 1/2569 “วิกฤตพลังงานไทย ต้นทุนชีวิตพุ่ง รายได้ไม่ขยับ ใครกำหนดเกม” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า แนวโน้มของวิกฤตพลังงานจะส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายนราพัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนปุ๋ย เนื่องจากปุ๋ยมีต้นทุนมาจากก๊าซธรรมชาติและพลังงาน พร้อมย้ำว่า “พลังงานคือต้นทุนของชีวิต” เมื่อพลังงานแพง ค่าครองชีพก็สูงขึ้นตาม นอกจากนี้ พลังงานยังเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องใช้พลังงานในการผลิตสินค้าเกษตร ขณะที่ในระดับประเทศ พลังงานถือเป็นต้นทุนสำคัญของการแข่งขัน หากต้นทุนสูง สินค้าไทยก็จะมีราคาสูง ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่มีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้สามารถขายสินค้าได้ถูกกว่า และแซงไทยใน “ตลาดข้าว” นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากระดับแสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและประคับประคองสถานการณ์

นายนราพัฒน์ กล่าวถึง “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรกร โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% ทั้งที่เป็นประเทศเกษตรกรรม พร้อมตั้งคำถามว่า “เหตุใดจึงไม่มีการผลิตปุ๋ยใช้เอง” ซึ่งในอดีตประเทศไทยเคยมี “ปุ๋ยแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2525 แต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง อีกทั้งยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผู้นำเข้าปุ๋ย ทำให้โครงการต้องปิดตัวลง ทั้งนี้ จากบทเรียนดังกล่าว จึงเป็นที่มาของนโยบาย “ปุ๋ยแห่งชาติ” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ต้องกจารผลิตปุ๋ยในประเทศเพื่อลดต้นทุน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในการผลิตยูเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่ปุ๋ยหลัก (N-P-K) โดยระบุว่า N คือ ไนโตรเจน ซึ่งได้จากก๊าซธรรมชาติ ส่วน P คือ ฟอสฟอรัส ยังต้องนำเข้าแต่ใช้ในปริมาณน้อย และ K คือ โพแทสเซียม ซึ่งไทยมีแหล่งในประเทศ เช่น ชัยภูมิและนครราชสีมา ซึ่งรัฐถือหุ้นอยู่ 20% ในโครงการ แต่ยังไม่สนับสนุนเงินลงทุน ทำให้โครงการล่าช้า ทั้งนี้จึงเสนอ 2 แนวทาง คือ รัฐต้องอัดฉีดงบประมาณ หรือถอนหุ้นเพื่อให้เอกชนระดมทุนต่อได้ ซึ่งหากไทยสามารถผลิตแม่ปุ๋ยได้เองอย่างน้อย 2 ใน 3 ตัว คือ ไนโตรเจนและโพแทสเซียม จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร และอาจพัฒนาไปสู่การส่งออกปุ๋ยได้ โดยเฉพาะโพแทชที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 4 แสนล้านบาท

ด้านการบริหารจัดการน้ำ นายนราพัฒน์ แบ่งน้ำออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ น้ำบนฟ้า น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน โดยระบุว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถวัดปริมาณน้ำฝนได้อย่างแม่นยำ จึงควรพัฒนา Weather Radar เพื่อประเมินปริมาณน้ำล่วงหน้าและเตรียมการรับมืออุทกภัย ขณะเดียวกัน ระบบชลประทานยังไม่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรทั้งหมด และการสูบน้ำทั้งจากผิวดินและใต้ดินยังต้องใช้พลังงาน จึงควรส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อช่วยลดต้นทุน

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ ยังกล่าวถึงต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถไถ รถเกี่ยว ซึ่งใช้เครื่องยนต์รอบต่ำ โดยเสนอแนวคิดใช้น้ำมัน “ไพโรไลซิส” (Pyrolysis) ที่ผลิตจากขยะ รวมถึงผลักดันนโยบาย “โซลาร์เสรี” เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร และยังระบุอีกว่า จากประสบการณ์ในกระทรวงเกษตรฯ พบว่าการสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกรรายละ 3 ล้านบาทในโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มักถูกนำไปซื้อเครื่องจักรซ้ำซ้อน ทำให้ใช้ไม่คุ้มค่า จึงเสนอให้รวมกลุ่มหลายแปลงเพื่อนำงบประมาณมาลงทุนร่วมกัน เช่น สร้างโรงสี โรงอบ หรือระบบแปรรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเสนอแนวคิด “ศูนย์เครื่องจักร” ให้เกษตรกรเช่าใช้แทนการซื้อ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

ด้านรายได้ นายนราพัฒน์ ระบุว่า ต้องเพิ่มรายได้ควบคู่กับการลดต้นทุน โดยเสนอให้เกษตรกรแปรรูปสินค้าเอง เช่น ข้าวเปลือก 20 ตัน เมื่อแปรรูปเป็นข้าวสารประมาณ 10,000-12,000 กิโลกรัม หากขายกิโลกรัมละประมาณ 30 บาท จะมีรายได้ราว 360,000-380,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเกษตรกรจะได้รับประมาณ 300,000 บาท หรือเฉลี่ยตันละ 15,000 บาท ทั้งนี้ มองว่าภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่ม แต่ควรปรับงบอุดหนุนปีละแสนล้านบาท มาใช้ลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่อให้ระบบสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว ซึ่งหากสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ จะช่วยให้คนไทยกว่า 30 ล้านคนที่อยู่ในภาคเกษตรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็น “ครัวโลก” ได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ เน้นย้ำว่า ทิศทางของประเทศต้องมุ่งสร้างประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนส่วนน้อย และทุกนโยบายจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความจริงใจจากภาครัฐในการขับเคลื่อนแม้ต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุน

“กำไรอาจลดลง แต่ประเทศจะดีขึ้น เปรียบเสมือนโรบินฮูด ที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่างคนรวยและคนจน เพื่อให้ฐานรากของประเทศเข้มแข็ง หากเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน คนรุ่นใหม่ก็จะกลับมาทำอาชีพเกษตรมากขึ้น” นายนราพัฒน์ กล่าว

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...