กฤช เหลือลมัย ไฮด์ปาร์ก เลี้ยงไก่ ปลูกผัก 'ไม่ใช่พรุ่งนี้จะลุกมาทำได้'
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
กฤช เหลือลมัย ไฮด์ปาร์ก
เลี้ยงไก่ ปลูกผัก
‘ไม่ใช่พรุ่งนี้จะลุกมาทำได้’
กลายเป็นไวรัลหนักมาก เมื่อท่านสมาชิกวุฒิสภาอันทรงเกียรติ แนะนำทางรอดให้คนไทยในสถานการณ์วิกฤต ด้วยการเลี้ยงไก่ ปลูกผัก แต่เจอกระแสตีกลับ ไม่อิน และไม่ฟินกับจินตนาการดังกล่าว ทำเอาเจ้าตัวต้องออกมาชี้แจงในบัดดล ว่าไม่มีเจตนาให้เข้าใจในทางลบ
นึกถึงไก่ นึกถึงผัก ต้องนึกถึงกฤช เหลือลมัย
เจ้าของผลงานล่าสุด ‘สำรับผัก (ไม่) ลับ’ ผู้ขยันขันแข็งในการสรรหาพืชผักพื้นบ้านมาต้มยำทำแกงเสกสรรปรุงแต่งหลากเมนูอาหารจนกลายเป็นซิกเนเจอร์
วางขายแล้วในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 54 ณ บูธมติชน J02 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นพลเมืองตื่นรู้ผู้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านบทกวีการเมืองมาแล้วมากมาย
ลองฟังไฮด์ปาร์กจากนักคิด นักเขียน นักปรุง (ผัก) ท่านนี้ว่ามีทัศนะอย่างไรในดีเทลที่ต้องคิดตาม
: มองอย่างใจเป็นกลาง เลี้ยงไก่ ปลูกผัก คือทางรอดจริงไหม หลายคนคาใจ ว่าทำง่ายมากมั้ง?
คนเลี้ยงไก่กันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่เป็นสัตว์ที่ต้องจัดการเหมือนกัน ถ้ามีพื้นที่จำกัด ไก่จะรุกรานทุกอย่างพังพินาศหมดในกรณีที่เลี้ยงปล่อย ไม่ได้เลี้ยงแบบฟาร์ม หรือเลี้ยงใส่กรงสวยๆ
สิ่งที่ ส.ว.ต้องการสื่อสารน่าจะหมายถึงเลี้ยงไว้กินไข่ กินเนื้อ ซึ่งต้องมีการจัดการมากทีเดียว
คนที่ไม่ได้อยู่บ้านตลอด หรือไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวางนัก น่าจะลำบาก
จากประสบการณ์ มันจะวุ่นวายมาก จะทำลายผักสวนครัวของเรา ถ้าไม่ล้อมรั้วก็เละเทะหมด มันไม่เหมือนแมวเหมือนหมาที่มีพฤติกรรมควบคุมได้
อีกทางหนึ่ง ถ้ามีพื้นที่กว้างๆ ก็เลี้ยงได้ เป็นตัวที่กำจัดขยะได้ดี ไก่บ้านที่เลี้ยงปล่อย เจออะไรก็กินหมด
: เลี้ยงไก่ส่อวุ่น งั้นมาปลูกผัก ถ้าหวังผลผลิตกินจริง ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปลงโซเชียล ดีกรียากง่ายเป็นอย่างไร?
ผักก็เหมือนกับสัตว์ ต้องมีความรู้ค่อนข้างเยอะที่จะจัดการให้มันมีชีวิตรอด และแตกลูกแตกหลาน ออกใบออกดอกให้เรากิน 1. ต้องมีพื้นที่ 2. มีวิธีจัดการ แม้เดี๋ยวนี้จะปลูกในกระถาง อย่างที่มีการรณรงค์ในการทำสวนผักคนเมือง แต่ไม่ใช่อยู่ๆ จะทำได้พรุ่งนี้ ต้องฝึก ต้องเทรน ต้องเข้าคอร์ส เพื่อให้รู้ว่าต้องทำอย่างไรที่จะกำจัดขยะที่เกิดขึ้นจากการทำสิ่งนี้ มันก็มีค่าใช้จ่าย
หรือแม้แต่การเลือกผักมาปลูก การตัดแต่งให้มันออกดอกออกใบก็ต้องใช้ความรู้ และมีเวลา
อีกอย่างหนึ่งคือ วัฒนธรรมการกินของเรา มันถูกปลูกฝังให้กินผักตลาดไปค่อยข้างเยอะแล้ว อยู่ๆ จะให้ลุกขึ้นมากินผักพื้นบ้าน บางทีมันมีผักประหลาดๆ ก็กินไม่เป็นอีก ไม่อย่างนั้นต้องซื้อหนังสือ ‘สำรับผัก (ไม่) ลับ’ ไปอ่านก่อน (หัวเราะ)
การที่อยู่ๆ บอกให้มาปลูกผักเอง หรือเก็บผักข้างทางมากิน คิดว่าต้องมีพื้นฐานความรู้ ว่าผักอะไรทำแบบนี้ได้ และมันต้องมีเวลาของมัน
ที่สำคัญคือ เราต้องกินมันเป็น ไม่ใช่อยู่ๆ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ยาก
: ในฐานะผู้เขียนบทกวีการเมือง มองวาทะนี้อย่างไร?
เขาอาจพูดตามประวัติศาสตร์นักการเมืองไทยมั้ง เพราะการที่ผู้นำหรือนักการเมืองลุกขึ้นมาพูดว่า เมื่อประเทศมีปัญหา คุณต้องช่วยเหลือตัวเอง ต้องพัฒนาปัจเจกภาพของตัวเองเพื่อให้อยู่ได้ อย่าพึ่งแต่รัฐอย่างเดียว 1. เป็นการพูดตามๆ กันมา จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็น่าจะเคยพูดอย่างนี้มาก่อน
2. คือการพูดอย่างนี้ทำให้เบี่ยงประเด็นความรับผิดชอบไป ปัญหาถูกทำให้เล็กลงเป็นเรื่องปัจเจกภาพ ว่าคุณดูแลตัวเองไม่ได้เองนี่นา มันไม่ใช่ความผิดของรัฐอย่างเดียวนะ ไม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการไม่ดีของรัฐนะ แต่เป็นคุณเองที่ไม่เตรียมตัวในการยังชีพ
พอพูดปั๊บ มันเหมือนเอาความผิดไปโยนให้คนอื่นแทน
: ถ้าอย่างนั้น วันนี้เกษตรแนวพึ่งตนเอง ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง?
อย่างที่บอก ว่ามันไม่ใช่ของที่ทุกคนทำได้
มันเป็นวัตรปฏิบัติที่คนเมืองน่าจะถูกริบเอาไปหมดแล้ว
เราคุ้นชินกับตลาดสด กับผักในตลาด ในห้าง ทุกอย่างมันถูกเตรียมพร้อมมาให้หมดแล้ว
ความรู้สึกอยากทำกับข้าวกินเองแทบจะไม่มีแล้วด้วยซ้ำไป
เพราะฉะนั้น แม้พูดขึ้นมาแล้วดูดี แต่วิถีปฏิบัติของเรามันเปลี่ยนไปจากตรงนั้นเยอะแล้ว
ไม่ได้หมายความว่า กลับมาไม่ได้ แต่ก็ต้องรอเวลา หรือต้องมีฉันทะกับเรื่องนี้
มีความรับรู้ว่า ถ้าคุณกลับมาดำรงชีวิตแบบนี้ กลับมากินผักพื้นบ้าน เลือกกินโปรตีนทางเลือกอะไรต่างๆ มันดีต่อโลกด้วย เป็นเทรนด์ช่วยลดภาวะโลกร้อน มันรวมกันอยู่ในหลายๆ ประเด็น
แต่ตราบใดที่ทั้งผู้นำประเทศ ทั้งผู้บริหาร ทั้งประชาชนเองไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ การกลับมาก็น่าจะยาก
มันต้องคิดรวมทั้งหมด ไม่ใช่อยู่ๆ น้ำมันแพงขึ้นมา แล้วไปเลี้ยงไก่กันเถิด
: ผักพื้นบ้านประเภทไหนในหนังสือ สำรับผัก (ไม่) ลับ ที่ว้าวสุด อยากให้คนไทยเปิดใจชิม หรือทำความรู้จักที่สุด?
อยากให้รู้ทั้งเล่ม คิดว่ามันก็เป็นตามชื่อหนังสือจริงๆ คนต่างจังหวัดอาจคิดว่า ตั้งชื่อหนังสือนี้มาได้อย่างไร ไม่ลับสักหน่อย รู้จักหมด แต่ถ้าเป็นคนกรุง อาจจะบอกว่า อ้าว! ผักอะไรเนี่ย ลับโคตรๆ ไม่รู้จักเลย เพราะฉะนั้น มันก็ยั่วล้อผู้อ่านซึ่งมีภูมิหลังต่างกัน ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมการกินผักของคนไทยก็ยังมีช่องว่างค่อนข้างเยอะ ก็คงเหมือนทั่วโลก ที่มีวัตถุดิบในการทำอาหารที่คนเมืองรู้จักแบบหนึ่ง คนต่างจังหวัดรู้จักแบบหนึ่ง แต่ความน่าเสียดายในฐานะคนเขียนคือ ผักก็เหมือนเนื้อ เหมือนถั่ว คือมันมีความอร่อยส่วนตัวต่างกันไปแต่ละชนิด
เรายังอยากกินเนื้อเป็ด เนื้อไก่ เนื้อนอก โคขุน อะไรต่างๆ แต่เราพลาดโอกาสกินผักที่เราไม่รู้จัก และอร่อย เรายอมได้ยังไง ถ้าเป็นคนชอบกิน คุณจะไปแสวงหาแต่เนื้อ แต่อะไรที่แปลกๆ แล้วผักล่ะ มีอีกตั้งเยอะที่เราไม่รู้จัก มันก็เป็นความอร่อยซึ่งเหมือนกับว่าเราพลาดไป
อีกอย่างหนึ่งคือ แม้ผักออกตลอดปีอยู่แล้ว แต่หนังสือเล่มนี้ เหมาะสำหรับออกช่วงนี้จริงๆ เพราะเป็นช่วงที่ผักพื้นบ้านออกเยอะ และมีรสชาติอร่อย ในช่วงหน้าแล้ง ผักจะรสชาติดีมาก พอหน้าฝน ไม่อร่อยแล้ว ความรู้แบบนี้ มันน่าสนใจ
อย่างคนเหนือ เขารู้ว่าหน้าแล้ง ใบชะพลูจะอร่อย รสชาติดี แต่พอเข้าหน้าฝน ไม่อร่อยแล้ว รสจะเพี้ยนไป มันมีฤดูกาลของมัน ซึ่งเป็นความรู้ที่เขยิบขึ้นไปอีกชุดหนึ่งว่า นอกจากรู้ว่าหน้าตาอย่างนี้คือผักอะไร เอาไปทำอะไรกิน ยังรู้ว่าต้องฤดูไหนถึงจะอร่อย
ตอนนี้ ผักออกเยอะ แต่ที่เยอะจริงๆ มีผักอยู่ชนิดหนึ่งซึ่งในหนังสือเล่มนี้ก็มี เรียก ผักซึก คนภาคกลางหรือคนจัดสวนรู้จักในชื่อจามจุรีสีทอง ดอกสีเหลืองๆ หน้านี้มันจะออกยอดเยอะมาก ถ้าเราเข้าไปในตลาดบ้านๆ ตอนนี้ ทั่วประเทศจะมีผักซึกซึ่งอร่อยมาก นี่ก็เป็นผักที่คนเมืองค่อนข้างไม่รู้จัก ทั้งที่ในกรุงเทพฯ มีเต็มไปหมด แถวทำเนียบรัฐบาลก็มีเยอะ ถ้าเขารู้ว่ามันกินได้ เขาอาจเห็นของพวกนี้ที่อยู่ใกล้ๆ ตัว แล้วไปตัด ไปฟันกิ่งให้แตกยอดอ่อน แล้วอาศัยกิน ก็จะเริ่มเข้าสู่วิถีปฏิบัติที่ ส.ว.แนะนำได้ แต่ต้องใช้เวลาและความรู้ รวมถึงฉันทะ วิริยะ ที่จะสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตได้แม้จะอยู่กรุงเทพฯ ก็ตาม
แต่การเปลี่ยนแบบนี้ รัฐก็ต้องช่วยด้วย เพื่อนที่อยู่ในกรุงเทพฯ หลายคนบ่นว่า พอจะรู้จักและเอาอะไรแบบนี้มากินได้ กทม.ก็มาตัด มาฟันทิ้งหมด เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องเอื้อกัน ส่งความสัมพันธ์ต่อเนื่อง ถึงจะเกิดชีวิตแบบที่ว่ามาได้
: อยากฝากผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กำชับสำนักสิ่งแวดล้อมไหม ว่าขอให้คำนึงมิตินี้ด้วย?
ใช่ เพราะการตัดต้นไม้ มันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งในความคิด ในวิถีปฏิบัติของคนไทยมานานมากแล้ว เราชอบพูดว่า ร้อนจัง ควรมีต้นไม้เยอะ พูดกันมาตั้งแต่สมัยอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จัดเสวนา โดยออกหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ บทสนทนาเรื่องต้นไม้ในพระนคร
แต่พอลงมือปฏิบัติกันจริงๆ กทม.ก็ไล่ตัดต้นไม้ตามที่ต่างๆ เหี้ยน โกร๋นหมด ไม่ได้ตัดแบบรุกขกร
เมืองไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ มันจึงย้อนแย้งมาก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กฤช เหลือลมัย ไฮด์ปาร์ก เลี้ยงไก่ ปลูกผัก ‘ไม่ใช่พรุ่งนี้จะลุกมาทำได้’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly