โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ดีเซลพุ่ง-ปุ๋ยแพง เขย่าภาคเกษตร “ข้าว-ถั่ว-อ้อย-กาแฟ” กระอักสุด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยสงคราม กำลังส่งแรงกระเพื่อมลึกไปถึงภาคเกษตรไทย เมื่อ “น้ำมันดีเซล” และ “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก ปรับขึ้นพร้อมกัน จนกลายเป็นแรงบีบสองด้านที่ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งไม่หยุด

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง “ราคาดีเซลพุ่ง ปุ๋ยแพง : สินค้าเกษตรใด? “กระอักสุด” โดยสะท้อนภาพผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน ภายใต้บริบทวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ยังคงผันผวน

ประเด็นสำคัญเริ่มจากราคาน้ำมันดีเซล ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยราคาขายปลีกดีเซลในไทยพุ่งจาก 29.94 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 17 มีนาคม เป็น 50.54 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 6 เมษายน เพิ่มขึ้นถึง 68.8% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเพิ่มขึ้นถึง 195% สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่แท้จริงในระบบพลังงาน ขณะที่กลไกอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับลดลงเกือบ 30% ยิ่งซ้ำเติมภาระต้นทุนให้กับผู้ใช้น้ำมันโดยตรง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

ดร.อัทธ์ ชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของราคาดีเซลดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อภาคเกษตร ซึ่งมีการใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต ทั้งการไถพรวน การสูบน้ำ และการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรบางกลุ่มที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง 10-20% ของต้นทุนรวม

จากการวิเคราะห์พบว่า “ข้าว ถั่ว อ้อย และกาแฟ” เป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุด โดยต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 6.8% ไปจนถึง 11.7% จากผลของราคาดีเซลที่ปรับขึ้น

ขณะเดียวกัน “ราคาปุ๋ยเคมี” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งต้นทุนหลักของภาคเกษตร ก็อยู่ในทิศทางขาขึ้นเช่นกัน โดยในประเทศไทย ราคาปุ๋ยเฉลี่ยปรับขึ้น 7.3% จาก 1,125 บาทต่อกระสอบ เป็น 1,208 บาทต่อกระสอบ แม้จะดูเพิ่มไม่มาก แต่ในตลาดโลก ราคาปุ๋ยกลับพุ่งขึ้นถึง 50% จาก 490 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 700 ดอลลาร์ต่อตัน สะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจส่งผ่านมายังตลาดในประเทศในระยะถัดไป

หากพิจารณาผลกระทบในกรณีที่ราคาปุ๋ยในไทยปรับขึ้นตามตลาดโลกถึง 50% จะพบว่า สินค้าเกษตรกลุ่มเดิม ได้แก่ ข้าว ถั่ว อ้อย และกาแฟ จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นสูงถึง 20-24% ซึ่งถือเป็นระดับที่กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ

ดร.อัทธ์ ระบุว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับ “แรงกดดันสองเด้ง” จากทั้งราคาพลังงานและราคาปัจจัยการผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าอาหาร เงินเฟ้อ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม หากไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ในเชิงนโยบาย เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง ผ่านการจัดสรรโควตาน้ำมันดีเซลราคาพิเศษให้เกษตรกร หรือการชดเชยค่าขนส่งสินค้า เพื่อลดภาระต้นทุนในระยะสั้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในภาคเกษตร เช่น การใช้โซลาร์เซลล์สำหรับระบบสูบน้ำ หรือเครื่องจักรไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว

ในส่วนของปุ๋ย เสนอให้มีการอุดหนุนราคาปุ๋ยเฉพาะกลุ่มพืชสำคัญ พร้อมทั้งจัดหาปุ๋ยราคาถูกผ่านสหกรณ์ เพื่อลดบทบาทของพ่อค้าคนกลาง และควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงการพัฒนาการผลิตปุ๋ยภายในประเทศ อีกทั้ง ควรมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การบริหารจัดการน้ำ การใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ แทนการเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว

“หากไม่เร่งปรับตัว ภาคเกษตรไทยอาจเผชิญภาวะต้นทุนสูงเรื้อรัง ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว” ดร.อัทธ์ ระบุทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางราคาพลังงานโลก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อแนวโน้มต้นทุนภาคเกษตรไทยในปี 2569 นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...