โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พระแสงดาบคาบค่าย” วีรกรรมสมเด็จพระนเรศ ในศึกนันทบุเรง พ.ศ. 2129-2130

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

“พระแสงดาบคาบค่าย”คือพระแสงดาบคู่พระหัตถ์สมเด็จพระนเรศ ในสงครามระหว่างอยุธยากับพม่า เมื่อ พ.ศ. 2129-2130 หรือศึกพระเจ้านันทบุเรง ปัจจุบันเป็นหนึ่งในเครื่องราชศาสตราวุธมงคล และเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชูปโภคในหมวดพระแสงอัษฎาวุธ

ศึกพระเจ้านันทบุเรงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระนเรศทรงประกาศอิสรภาพจากกรุงหงสาวดี ใน พ.ศ. 2127 พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้อยุธยากลับมาเป็นประเทศราชดังเดิม ด้วยการเสด็จเป็นจอมทัพนำไพร่พลกว่า 250,000 นาย หมายพิชิตกรุงศรีอยุธยา

กองทัพพม่าตั้งค่ายประชิดปิดล้อมพระนครด้านเหนือและด้านตะวันออก ซึ่งเป็นด้านที่โจมตีได้สะดวกกว่าด้านอื่น ๆ สมเด็จพระนเรศทรงตระหนักพระทัยดีว่า อยุธยามีกำลังน้อยกว่า ไม่สามารถรบพุ่งกับกองทัพพม่าโดยตรง จึงใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร จู่โจมตัดกำลังและเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารของพม่าจากรอบนอก ส่วนด้านในพระนครก็ทรงนำกำลังออกปล้นค่ายข้าศึกในยามวิกาลด้วยพระองค์เอง

“พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่อ้างอิงจากพงศาวดารไทยฉบับต่าง ๆ เล่าว่า กองทัพพม่าเข้าตีพระนครหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จึงปิดล้อมเมืองอยู่อย่างนั้น ด้านกองโจรของฝ่ายอยุธยาก็พากันเที่ยวตีตัดขาดการลำเลียงเสบียงอาหารของข้าศึกจนเกิดความอดอยากขึ้นในค่าย พระนเรศทรงทราบจึงเห็นเป็นโอกาสดีที่จะออกปล้นค่ายพม่าทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อไม่ให้ข้าศึกอยู่เป็นปกติสุข

“เมื่อเดือน ๓ แรม ๑๐ ค่ำ เวลา ๕ นาฬิกา เสด็จออกปล้นค่ายพระยานครที่ปากน้ำพุทธเลา (ทำนองข้าศึกกองนี้จะอ่อนกว่ากองอื่น) ข้าศึกแตกหนี ได้ค่ายพระยานคร (ให้เผาค่ายข้าศึกเสีย) แล้วเสด็จกลับเข้าพระนคร

เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เวลากลางคืน เสด็จออกไปปล้นค่ายทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี ข้าศึกไม่รู้ตัวแตกพ่าย ได้ค่ายนั้นแล้วไล่ฟันแทงข้าศึกเขาไปจนถึงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรเสด็จลงจากม้า ทรงคาบพระแสงดาบนำทหารขึ้นปีนระเนียดจะเข้าค่ายพระเจ้าหงสาวดี ถูกข้าศึกแทงตกลงมาจึงเข้าไม่ได้

ขณะนั้นพอข้าศึกกรูกันมามากก็เสด็จกลับคืนเข้าพระนคร พระแสงดาบซึ่งสมเด็จพระนเรศวรทรงในวันนั้น จึงปรากฏพระนามว่า‘พระแสงดาบคาบค่าย’ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้”

พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ 5 เดือน สูญเสียไพร่พลไปมากก็เกิดท้อพระทัย ประกอบกับฤดูน้ำหลากใกล้เข้ามา ทรงปรึกษากับนายทัพทั้งหลายเห็นว่า ควรถอยกลับไปบำรุงไพร่พลแล้วยกทัพมาใหม่ในฤดูแล้ง ว่าแล้วก็เลิกทัพกลับบ้านเมืองไป

หลังการประกาศ “แข็งเมือง” ที่เมืองแครงเมื่อ พ.ศ. 2112 ความสำเร็จในการต้านทานกองทัพพม่าในศึกพระเจ้านันทบุเรง พ.ศ. 2129-2130 ถือเป็นการรับประกัน “เอกราช” ของราชอาณาจักรสยาม เพราะหากอยุธยาพ่ายแพ้ในศึกดังกล่าว เท่ากับเป็นการเสียกรุงอีกรอบ ประวัติศาสตร์ไทยอาจเปลี่ยนโฉมหน้าไป และคงไม่เกิดมหาวีรกรรม “ยุทธหัตถี” ในอีก 5 ปีต่อมาด้วย

ทั้งนี้ พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศมีส่วนสำคัญยิ่ง แม้ขณะนั้นจะยังเป็นพระอุปราช รับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระราชบิดา สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แต่ไม่ทรงหวาดหวั่นอันตรายใด ๆ นำทหารรบพุ่งป้องกันพระนครอย่างอาจอาญ โดยมี “พระแสงดาบคาบค่าย” เป็นสัญลักษณ์แห่งพระปรีชาสามารถในเหตุการณ์คราวนั้นนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2547). พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

ศ.ว., ศูนย์ข้อมูลวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. คาบค่าย – ชื่อพระแสงต้น.สืบค้นวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569. จาก https://clah.finearts.go.th/content/374

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 เมษายน 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พระแสงดาบคาบค่าย” วีรกรรมสมเด็จพระนเรศ ในศึกนันทบุเรง พ.ศ. 2129-2130

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...