โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบงก์ปรับไอทีอินฟราฯ รับยุค Industrialized AI

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

คอลัมน์ Technology : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 (ฉบับที่ 528)

Red Hat เผยระบบไอทีแบงก์ไทยสุดล้ำ ได้แรงหนุน Cashless Society และ Virtual Bank ชี้ยุคนี้ต้องบริหารต้นทุน เน้นเพิ่ม Productivity ตอบโจทย์ลูกค้า ด้วยแพลตฟอร์มไอทีครบวงจร เพื่อก้าวสู่ยุคการนำ AI มาใช้จริง

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการเงินและธนาคาร ซึ่งกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการข้ามจากการใช้งาน “ปัญญาประดิษฐ์ในระยะทดลอง” (Experimental AI) ไปสู่ “ปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุตสาหกรรม” (Industrialized AI) หรือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งานจริงในกระบวนการทางธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ นางสาวสุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เร้ดแฮท (ประเทศไทย) จำกัด (Red Hat) ถึงภาพรวมด้านไอทีของอุตสาหกรรมการเงินไทย ไปจนถึงความท้าทายและปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวกับการปรับตัวของอุตสาหกรรมการเงินธนาคารไทยสู่ยุค Industrialized AI หรือการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม

ระบบไอทีแบงก์ไทยสุดล้ำ ตัวเร่งคือ Cashless/ Virtual Bank

นางสาวสุพรรณีกล่าวว่า อุตสาหกรรมการเงินและธนาคารในประเทศไทย ได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่มีความล้ำหน้ากว่าหลายประเทศในระดับภูมิภาค โดยปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการพัฒนามาจากการที่สังคมไทยปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการใช้บริการโมบายล์แอปพลิเคชั่น โดยมีศูนย์กลางการจัดการธุรกรรมระดับชาติอย่าง NITMX และระบบพร้อมเพย์เป็นเสาหลักสำคัญ

ในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI นั้น อุตสาหกรรมธนาคารได้เริ่มนำ AI มาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าผ่านระบบบริการข้อมูล (Call Center) เพื่อลดระยะเวลาการรอสาย และการนำมาใช้เพื่อตรวจจับและป้องกันการทุจริตทางการเงิน (Fraud Detection) ตลอดจนติดตามปัญหาหนี้เสีย

อีกปัจจัยที่เร่งให้เกิดการแปลงเชิงโครงสร้างคือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้มีการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งมีจุดเด่นที่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบดิจิทัลตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ มีต้นทุนต่ำ เพราะไม่ต้องบริหารจัดการสาขา สามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีได้มากกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม ส่งผลให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

นางสาวสุพรรณีให้มุมมองเพิ่มว่า ภายใต้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี องค์กรธุรกิจยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และปัญหาการรั่วไหลของข้อมูล (Data Leak) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งทำให้หน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องตื่นตัวและกำหนดนโยบายเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานอย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งโดยธรรมชาติของข้อมูลดิจิทัลนั้น มีความละเอียดอ่อนและยากต่อการควบคุม หากเกิดการรั่วไหล หรือถูกคัดลอกออกสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตแล้ว การดึงข้อมูลเหล่านั้นกลับคืนมาถือเป็นเรื่องยาก

นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยทางความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก เช่น การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (Data Center) จากสภาวะสงคราม วิกฤตการณ์ราคาพลังงาน ไปจนถึงเหตุฉุกเฉินระดับชาติที่อาจบังคับให้ภาคธุรกิจอาจต้องกลับไปใช้นโยบายการทำงานจาก Work from Home อีกครั้ง

โฟกัสที่ Cost Optimization ใช้เทคฯเพิ่ม Productivity

นางสาวสุพรรณีกล่าวต่อว่า จากปัจจัยความผันผวนรอบด้าน กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีขององค์กรจึงควรมุ่งเป้าไปที่การบริหารจัดการต้นทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Cost Optimization) มากกว่าการมุ่งลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว (Cost Reduction) โดยเทคโนโลยีจะต้องเป็นเครื่องมือที่สร้างประสิทธิผลในการทำงานที่เหนือกว่าเพื่อชดเชยการลงทุน

“แม้การลดต้นทุนการบริหารจัดการ จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกโมเดลธุรกิจให้ความสำคัญ แต่ในปัจจุบัน การมุ่งเน้นเพียงการลดค่าใช้จ่าย อาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ องค์กรจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าจากการทำ Cost Optimization โดยมุ่งเน้นไปที่ Productivity และขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการด้านบริการเป็นหลัก ในบางกรณีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพอาจมีความจำเป็นยิ่งกว่าการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและหนุนให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ดังนั้น ปัจจัยสำคัญคือ บทบาทของเจ้าหน้าที่ไอทีขององค์กร จะต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้แก้ไขปัญหาระบบ (System Operator) มาสู่การเป็นวิศวกรผู้สร้างแพลตฟอร์ม (Platform Engineer) แพลตฟอร์มดังกล่าว จะต้องสามารถรองรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบอัตโนมัติจากทุกสถานที่ มีความทนทานต่อภัยพิบัติ

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีในรูปแบบของ Open Hybrid Cloud และ Multi-cloud การพัฒนาแอปพลิเคชั่นจึงต้องสามารถประมวลผลบนสภาพแวดล้อมที่หลากหลายนี้ได้ โดยดึงเอาความสามารถด้านความเสถียร การขยายขนาดเพื่อรองรับภาระงาน และระบบรักษาความปลอดภัยของระบบโครงสร้างเดิมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ ประเด็นด้านธรรมาภิบาลและการปฏิบัติตาม ก็ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน การพัฒนาแอปพลิเคชั่นจะต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและการประมวลผลของอัลกอริทึมได้ และองค์กรยังจำเป็นต้องนำระบบควบคุมนโยบายอัตโนมัติ (Policy Enforcement) และระบบความปลอดภัย (Guardrails) มาใช้เพื่อป้องกันการและตรวจจับช่องโหว่ จากปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลองค์กร

แพลตฟอร์มไอทีครบวงจร หนุนแบงก์สู่ Industrialization AI

นางสาวสุพรรณีกล่าวต่อว่า เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้น องค์กรธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร โดยส่วนใหญ่จะเห็นว่าองค์กรธุรกิจ เริ่มต่อยอดความสามารถจากแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเดิม ที่ใช้ควบคุมและพัฒนาแอปพลิเคชั่นระดับองค์กรที่ เช่น แพลตฟอร์ม Red Hat OpenShift เพื่อให้สามารถรองรับการพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI ได้อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่กระบวนการพัฒนา ฝึกฝนโมเดล ตลอดจนการนำโมเดลไปใช้งานจริงและปรับปรุงระบบ

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มต้องเปิดกว้างให้ผู้พัฒนาสามารถเลือกใช้ภาษาและเครื่องมือที่ตนเองมีความถนัดได้อย่างอิสระ และมีการนำระบบ MLOps เข้ามาเพื่อช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้สามารถตรวจสอบและทำงานในรูปแบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ องค์กรธุรกิจต้องประยุกต์ใช้โมเดล AI ขนาดเล็กที่มีความเฉพาะเจาะจงกับสายงาน (Right-sized AI Model หรือ Small Language Model : SLM) ซึ่งแตกต่างจากการพึ่งพาโมเดลภาษาขนาดใหญ่แบบครอบจักรวาล (Large Language Model : LLM) ที่ครอบคลุมความรู้ทั่วไปแต่ไม่เจาะลึก

“Red Hat หนุนให้องค์กรสร้างโมเดลที่ได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลเฉพาะทางของอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบมีความแม่นยำสูงขึ้น ประหยัดงบประมาณ และลดปริมาณการใช้ทรัพยากรของฮาร์ดแวร์ประเภทหน่วยประมวลผล อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ ผู้ปฏิบัติงานสามารถเริ่มต้นพัฒนาและทดสอบโมเดลขนาดเล็กเหล่านี้ผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาได้ทันทีในระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะนำชุดข้อมูลขนาดใหญ่และโมเดลที่สมบูรณ์ไปประมวลผล เพื่อใช้งานจริงบน Data Center ขององค์กรต่อไป”

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์รอบด้าน จะช่วยให้องค์กรสามารถก้าวข้ามการพัฒนาเทคโนโลยีที่ถือเป็นปัจจัยหลักในการให้บริการลูกค้าอย่าง AI จาก Experimental AI หรือ โครงการ AI ในขั้นทดลองที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา เน้นไปที่การทำ Proof of Concept (POC) หรือการทดสอบแนวคิดต่างๆ เพื่อดูความเป็นไปได้

ก่อนจะก้าวไปสู่ Industrialization AI ที่มีความพร้อมและการนำไปใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม สามารถขยายเพื่อตอบสนองการใช้งานจริง และเวิร์กโหลดในอนาคตที่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและแข็งแกร่ง มารองรับการรันระบบมีการบริหารจัดการโมเดลที่มีความซับซ้อน รวมถึงรองรับการทำงานร่วมกันของหลายทีม ไม่ว่าจะเป็น Data Scientist, Data Engineer, ทีมดูแลแพลตฟอร์ม และทีมแอปพลิเคชั่น และยังช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชั่นอยู่ภายใต้กฎระเบียบ และธรรมาภิบาลที่หน่วยงานกำกับดูแลเป็นผู้กำหนด มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากโดยเฉพาะในภาคธุรกิจการเงินธนาคาร

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 ฉบับที่ 528 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...