24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 24 เมษายน 2569
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 24 เมษายน 2569
>> ไฟไหม้อาคารพาณิชย์ ปากซอยด่านสำโรง 33 ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ
08.40 น. รับแจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 7 คูหา บริเวณหน้าปากซอยด่านสำโรง 33 ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ โดยต้นเพลิงอยู่คูหาที่ 4 ซึ่งเปิดเป็นร้านจำหน่ายทุเรียน
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายหน่วยงานกว่า 10 คัน พร้อมกู้ภัย เข้าระงับเหตุ พบกลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งจากชั้น 2 ขณะเดียวกันประตูเหล็กม้วนระบบไฟฟ้าชั้นล่างไม่สามารถเปิดได้ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก พลเมืองดีและเจ้าหน้าที่ต้องนำบันไดพาดเข้าช่วยเหลือผู้ติดค้าง 3 ราย ออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนควบคุมเพลิงไว้ได้ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เป็นเด็กชายอายุ 13 ปี สำลักควันและถูกไฟลวกเล็กน้อย นำส่งโรงพยาบาล ส่วนผู้เป็นพ่อได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยไม่ประสงค์รักษา จากการสอบถาม เจ้าของบ้านระบุว่า ขณะพักผ่อนอยู่ชั้นบนได้กลิ่นควัน ก่อนพบเพลิงไหม้จากชั้นล่างแล้วลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ ความเสียหายเกิดขึ้นทั้ง 3 ชั้น จำนวน 1 คูหา
>> พบโครงกระดูกมนุษย์ กลางป่ากกที่ถูกไฟไหม้ติดแม่น้ำเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา
09.30 น. สถานีตำรวจภูธรช้างใหญ่ รับแจ้งพบโครงกระดูกมนุษย์ภายในป่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ที่ 2 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พนะนครศรีอยุธยา จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมอยุธยารวมใจ
ในที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ป่ารกร้าง แต่เมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดเพลิงไหม้จนทำให้ป่าที่รกโล่งเตียน จนมีคนหาปลาได้เดินผ่านมาแล้วพบเห็นโครงกระดูกมนุษย์กระจายอยู่ทั่วบริเวณดังกล่าว จึงรีบแจ้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรช้างใหญ่ ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ชุดสืบสวน เข้าร่วมในการตรวจสอบ
แต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ได้มีการแจ้งบุคคลสูญหายใน พื้นที่ใกล้เคียงจุดดังกล่าว เป็นชาย อายุประมาณ 80 ปี ซึ่ง ทางญาติคาดว่าจะเป็นผู้ที่สูญหายที่ได้แจ้งความไว้ ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการส่งชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบ DNA เพื่อพิสูจน์ทราบว่าเป็นบุคคลใดต่อไป
>> อนุทิน ต้อนรับ ’หวังอี้’ ก่อนหารือซื้อสินค้าเกษตรไทย-การลงทุน-ปราบสแกมเมอร์
12.19 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางมาถึงตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในสามประเทศที่อยู่ในภารกิจการเยือนของนายหวัง อี้ ในครั้งนี้ด้วย ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา และเมียนมา
ทั้งนี้ เมื่อนายหวัง อี้ และคณะเดินทางมาถึง มีนายกรัฐมนตรี และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มารอต้อนรับ โดยมีการจับมือทักทาย และมีการพูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนที่นายหวัง อี้ กล่าวชมว่า “ท่านดูหล่อมากครับ” ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะตอบกลับว่า ”หล่อน้อยกว่าท่าน“ พร้อมพาคณะจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
การเข้าพบในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและนายหวัง อี้ จะมีการพูดคุยแบบ Open Agenda โดยคาดว่า จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการซื้อสินค้าเกษตรของไทย รวมถึงการร่วมลงทุนของนักธุรกิจชาวจีน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการปราบปรามสแกมเมอร์ ก่อนจะออกไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน
>> รมว.กลาโหม มอบนโยบายเหล่าทัพ ย้ำไม่เปิดด่าน จนกว่า ‘กัมพูชา’ จะปฎิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง
12.59 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของกองทัพ สถาบัน และพี่น้องประชาชน
สำหรับนโยบายด้านความมั่นคง จะดำเนินการตามกรอบที่รัฐบาลได้แถลงไว้ โดยมุ่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ เพื่อปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ควบคู่กับการผลักดันระบบทหารอาสา ซึ่งเชื่อว่าความสมัครใจจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน และเป็นโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาตนเอง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ การศึกษา และทักษะอาชีพ รวมถึงการเปิดโอกาสเข้าสู่เส้นทางทหารอาชีพในอนาคต ซึ่งนโยบายของกองทัพเปิดกว้างอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางผลักดันอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ เช่น น้ำมัน เพราะเมื่อเกิดสงครามก็ส่งผลกระทบต่อประเทศ
>> 'เท้ง ณัฐพงษ์ ' นำ สส. พรรค แถลงข่าว ยันไม่มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย พร้อมดินหน้าสู้คดีถึงที่สุด
13.50 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าว ภายหลังศาลฎีกา รับคำร้องคดีที่ ป.ป.ช.กล่าวหา 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งมี สส.ปัจจุบัน 10 คน กรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไข ม.112 ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง โดยที่ สส.ปัจจุบัน 10 คนไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
โดย นายณัฐพงษ์ เผยว่า วันนี้ตนเองและเพื่อน สส.ของพรรคประชาชน ยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ม.112 นั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากนั้นนัยยะของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกตนเอง นัยยะที่สำคัญของคดีนี้ คือเรื่องอนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของเราทุกคนที่ต้องใช้ระบบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบ ถ่วงดุล การใช้อำนาจของทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ของระบอบที่ใช้อำนาจ เพื่อปกป้องพวกพ้องและเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งตนเองไม่ได้ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงคราม เพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกตกทอดของคณะรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มของตนเอง กลุ่มชนชั้นนำ และนักการเมืองบางกลุ่ม โดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ และประชาชนโดยส่วนรวม
ดังนั้น จะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่รับใช้
>> ลอบดักระเบิดรถบรรทุก นย.บนถนนสาย 42 ยะหริ่ง กำลังพล นย. เจ็บ 1 นาย
14.25 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบนถนนสายหลักหมายเลข 42 บริเวณพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านปาโฮ๊ะแฮ ตำบลบาโลย อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ส่งผลให้รถบรรทุกขนาดเล็กของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ ได้รับความเสียหาย และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ทราบชื่อ คือ จ่าเอก เจณรงค์ อายุ 28 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขมับศีรษะด้านซ้าย ปัจจุบันรู้สึกตัวดี โดยแพทย์ได้ดำเนินการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ก่อนส่งตัวเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลปัตตานี
จากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มุ่งหวังทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ และยังคงพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หน่วยงานความมั่นคงได้เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบความปลอดภัย และรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> รมช.คมนาคม รุดตรวจสอบเหตุไฟไหม้บ่อขยะสงขลา ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลาย สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด ตั้งเป้า 3 วัน เร่งดับไฟให้ได้ 100%
14.30 น. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์์ป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ติดตามกรณีไฟไหม้บ่อขยะเกาะแต้ว (ส่วนหน้า) จังหวัดสงขลา
โดยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา อบจ.สงขลา และเทศบาลตำบลเกาะแต้ว ร่วมกันให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว พร้อมทั้งให้จัดเตรียมแผนอพยพประชาชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้เปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
โดยนาย รอเซ็ง ไหรเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลเกาะแต้ว ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ฯ เจ้าของพื้นที่ รายงานว่า ได้ดำเนินการควบคุมเพลิงไหม้มาอย่างต่อเนื่อง โดยระดมสรรพกำลัง ทรัพยากร และเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่ควบคุมเพลิงไหม้ จนเหลือเพียงประมาณ 30% ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในบริเวณบ่อขยะและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงเริ่มมีปริมาณลดลง คุณภาพอากาศเริ่มกลับมาดีขึ้นตามลำดับ คาดการณ์ว่าจะสามารถระงับเหตุเพลิงไหม้ให้ดับสนิทได้ภายใน 2-3 วัน ทั้งนี้ ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนสำรอง เพื่อรองรับสถานการณ์หากกระแสลมเปลี่ยนทิศหรือไฟเกิดปะทุขยายวงกว้างไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนก็ยังคงปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อเร่งดับไฟให้ได้ 100% ตามทามไลน์ที่วางไว้ ขณะที่นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ห่วงใยประชาชนสั่งการให้หน่วยรับผิดชอบดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการดับไฟที่บ่อขยะ การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ และสุขภาพอนามัยของประชาชน เตือนประชาชนพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเกาะแต้ว และบริเวณใกล้เคียง สวมหน้ากากอนามัยตามมาตรการป้องกันสุขภาพ ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ในอำเภอเมืองสงขลา ขอประชาชนอย่าตระหนก คุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์ดี-ปานกลาง
>> หนุ่มวัย 18 ปี ขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง แล้วถูกรถบรรทุกทับซ้ำ เสียชีวิตกลางถนนราชพฤกษ์
14.33 น. รับแจ้งจาก สน.ตลิ่งชัน มีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์, รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถบรรทุก และมีผู้เสียชีวิต ถนนราชพฤกษ์ มุ่งหน้าถนนบรมราชชนนี ก่อนถึงสะพานข้ามคลองบางระมาด ประมาณ 500 เมตร ในช่องทางหลัก พื้นที่ เขตตลิ่งชัน กทม.
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ลีด สีดำ ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะเฉี่ยวชนกับ รถนั่งส่วนบุคคล บีวายดี สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. แล้วถูกรถบรรทุก อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน นนทบุรี ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร ทราบต่อมา เป็นชายไทย อายุ 18 ปี มีบาดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ที่ศีรษะ ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนต่อไป
>> "แม่แตงโม" พร้อม อ.ปานเทพ ยื่นเอกสารให้ DSI อีกครั้ง ประกอบพิจารณาคดี "แตงโม นิดา" นักแสดงสาวผู้ล่วงลับ
15.29 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นางพนิดา ศิริยุทธโยธิน แม่ของ “แตงโม นิดา” หรือ น.ส.นิดา พัชรวีระพงษ์ อดีตนักแสดงสาว พร้อมด้วย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เข้ายื่นเอกสารพยานหลักฐานกว่า 1,000 หน้า เพื่อประกอบการพิจารณาคดีการเสียชีวิตของ แตงโม ก่อนที่ดีเอสไอจะสรุปสำนวนส่งต่อไปยัง ป.ป.ช.
โดย นายปานเทพ เปิดเผยว่า หลักฐานที่รวบรวมได้มีทั้งข้อมูลเชิงเทคนิคและผลการวิเคราะห์บาดแผล ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การเสียชีวิตของ แตงโม อาจไม่สอดคล้องกับกรณีตกเรือในช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. ตามที่เคยมีการระบุไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับภาพถ่ายทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ตนเคยขอไฟล์ภาพต้นฉบับจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปตรวจสอบรายละเอียดของบาดแผลเพิ่มเติม แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ จากกรณีดังกล่าว ทำให้เตรียมดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม หากมีการส่งมอบข้อมูลในภายหลัง อาจพิจารณาถอนคำร้อง ทั้งนี้ นางพนิดา เผยว่า ตนเพิ่งได้รับทราบข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกสาว และต้องการทราบความจริง ว่าใครเป็นผู้ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างพิจารณาหลักฐานทั้งหมด ทั้งข้อมูลบาดแผล ระบบ GPS และข้อมูลจากซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง โดยจะใช้ประกอบการจัดทำรายงานสืบสวน เพื่อสรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณาต่อไป
>> ภูกระดึงอ่วม! พายุฤดูร้อน พัดเวทีหมอลำกระจาย หอบหลังคาปลิวว่อน ต้นไม้หักโค่น
17.30 น.ในหลายพื้นที่ในจังหวัดเลย ได้เกิดเหตุพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำ ทั้งลมทั้งฝน เป็นเหตุให้มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบเสียหาย และต้นไม้ล้นระเนระนาด รวมเสาไฟฟ้าหักโค่น
โดยเฉพาะอำเภอภูกระดึง พายุฤดูร้อนถล่มเวทีหมอลำซิ่ง ในงานประเพณีบุญบั้งไฟ ที่บ้านายางใต้ ตำบลภูกระดึง อำเภอภูกระดึง ขณะทำการแสดง ได้มีลมพายุพัดพร้อมกับฝนตกกระหน่ำอย่างแรง ชาวบ้านและคณะหมอลำ ต่างพากันวิ่งหนีเข้าไปหลบในศาลา กันอย่างอลหม่าน โดยพายุได้พัดจนแผงลำโพง ที่ห้อยกับโครงเหล็กด้านหน้าเวลา โค่นล้มลงมา โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต
จากการสอบถามชาวบ้าน เล่าว่า หมอลำได้ทำการแสดง ตั้งแต่ 11 โมง พอถึงช่วงบ่ายมา ทั้งลม ทั้งฝน พัดมาอย่างแรง ต่างพากันวิ่งหลบหนี ได้อยู่ตามศาลา จากนั้นลมได้พัดแรงที่ด้านหน้าเวลาทีหมอลำ ทำให้ลำโพงที่แขวนที่เสาเหล็ก ด้านข้างเวทีก็ล้มครืนลงมาแต่ก็โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
ส่วนทางด้านตำบลผานกเค้า ได้มีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางถนน ส่วนบ้านทุ่งนาใหญ่ ต.ภูกระดึง เสาไฟฟ้าหักโค่นขวางถนน และบ้านศรีฐาน ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง รวมทั้งบ้านห้วยสีเสียด ต.ห้วยสีเสียด อ.ภูหลวง จ.เลย พายุได้พัดหลังคาปลิมกระจายไปหลายหลัง ส่วนความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจ
>> “ภราดร” ลุย ป.ป.ท. ดันปราบโกงเชิงระบบ เร่งยกระดับความโปร่งใส-ฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ
17.55 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน นายภราดร ปริศนานันทกุล ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ โดยเน้นย้ำการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลอย่างเป็นระบบ ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมรับฟังปัญหาอุปสรรคจากหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค สะท้อนภาพการเร่งเครื่องปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางความคาดหวังในการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของภาครัฐ
ด้านนโยบาย รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชันควบคู่การปฏิรูปกฎหมายและระบบบริการภาครัฐ โดยมอบหมายให้ ป.ป.ท. เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการให้และรับสินบน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เพื่อปิดช่องโหว่การทุจริตเชิงระบบ ทั้งนี้ยังเตรียมผลักดันกลไกระดับนโยบายเพื่อติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม หวังยกระดับดัชนีความโปร่งใส (CPI) และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว
>> รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ หนุ่มวัย 39 ปีเสียชีวิตกลางถนน จ.ชุมพร
17.59 น. ได้รับแจ้งจาก อาสากู้ภัยพุทธประทีปเขตพะโต๊ มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ และมีผู้เสียชีวิต บริเวณ 4 แยกปังหวาน ในพื้นที่ หมู่ 5 ตำบลปังหวาน อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า คลิก สีดำ ป้ายทะเบียน ลักษณะพลิกคว่ำอยู่กลางถนน ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 39 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พะโต๊ะ
>> "ฉี่ม่วง" คนขับสิบล้อเบรกแตก ชนวินาศสันตะโร ชาวบ้านเจ็บ-เสียชีวิต เจอหลายข้อหาหนัก
18.59 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีรถบรรทุกสิบล้อ อีซูซุ สีเขียว-ขาว ทะเบียน ปราจีนบุรี บรรทุกไม้ยูคาลิปตัสเต็มคัน พุ่งชนรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์จำนวนหลายคัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย บนทางแยกต่างระดับสวนเลียบ ใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้าบางหว้า ถนนราชพฤกษ์ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กทม. เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
โดยคนขับรถสิบล้อ ทราบต่อมา คือ ชายไทย อายุ 67 ปี ยืนรอให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุขับรถสิบล้อบรรทุกไม้ มาบนถนนกัลปพฤกษ์ แล้วเข้าถนนราชพฤกษ์ฝั่งขาออก มุ่งหน้าลงถนนเพชรเกษม เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นช่วงฝนเริ่มตก ถนนลื่น รถเกิดเบรกแตก ลมในหม้อลมเบรกหมด
พยายามเบรกแล้ว แต่ก็ไม่สามารถหยุดรถได้ เพราะรถบรรทุกไม้เต็มคันมีน้ำหนักหลายตัน ตนจึงดับเครื่อง ปรากฏว่ารถยิ่งวิ่งไหลไปแรงกว่าเดิม เพราะเป็นช่วงทางลงสะพานต่างระดับ และกำลังจะขึ้นสะพานถนนเพชรเกษม จนกระทั่งชนกับรถจยย.และต่อเนื่องไปชนอีกหลายคนดังกล่าวเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวนายจำปี ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ หลังออกจากโรงพยาบาลพนักงานสอบสวนจะได้เรียกตัวมาแจ้งข้อกล่าวหา
ล่าสุดเจ้าหน้าที่นำตัวตรวจหาสารเสพติด พบ "ปัสสาวะม่วง" เบื้องต้นจึงแจ้งข้อหา ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคล หรือ ของผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ,เป็นผู้ขับขี่รถบรรทุกในเวลาห้ามเดินรถ,เป็นผู้ชับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
>> หนุ่มวัย 34 ปีขี่รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก เสียชีวิตกลางสะพานข้ามแยกเมืองทองธานี จ.นนทบุรี
01.30 น. รับแจ้งว่า เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก และมีผู้เสียชีวิต ถนนแจ้งวัฒนะ ฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าแยกหลักสี่ บนสะพานข้ามแยกเมืองทองธานี ในพื้นที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อไทรอัมพ์ ทะเบียน กทม. ลักษณะชนกับ รถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ฮีโน่ สีขาว ป้ายทะเบียน ราชบุรี ทางอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู ตรวจสอบ พบร่างของผู้ขับขี่เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร ทราบต่อมา เป็นชายไทย อายุ 34 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด