เท้ง ฉะรัฐบาลไม่มีประชาชนในสมการ ลั่นนโยบายไม่เห็นความหวังอนาคต
‘ณัฐพงษ์’ ฉะรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ มี 5 กลุ่มแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว แต่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ ลั่นฟังแถลงนโยบายจบ มองไม่เห็นความหวังในอนาคต ไม่มีความชัดเจนแก้วิกฤต ไม่ได้เลือกปกป้องประชาชน แต่เลือกปกป้องคนที่อยู่ข้างตัวเองก่อน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายรัฐบาลเป็นคนแรกว่า ขอเริ่มอภิปรายด้วยการชักชวนให้ทุกคนตั้งคำถาม หลังจากฟังการแถลงนโยบายรัฐบาลจบแล้วรู้อย่างไร มีความหวัง มองเห็นอนาคตของตนเองควบคู่กับอนาคตของประเทศที่นายกรัฐมนตรีถ่ายให้เราเห็นหรือไม่ ถ้าไม่เป็นเพราะอะไร
การอภิปรายของผมต่อจากนี้เป็นข้อสังเกตที่อยากตั้งข้อสังเกตต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่อาจจะทำให้ทุกคนรู้ถึงสาเหตุมากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่ได้มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร
เพราะรัฐบาลชุดนี้สามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งสภาบนสภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่สามารถจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างลงตัว เรียกได้ว่ารัฐบาลชุดนี้แบ่งกันบูรณาการการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ไม่ได้เป็น 5 กลุ่มที่บริหารราชการแผ่นดินแบบที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไป แต่เป็น 5 กลุ่มของกลุ่มอำนาจที่เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลด้วยกัน และแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว
โดย 5 กลุ่มนั้นประกอบไปด้วย กลุ่มที่หนึ่ง บรรดามุ้งการเมืองต่าง ๆ ที่อดีตอาจจะเคยสังกัดพรรคการเมืองอื่น ๆ แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏอยู่เด่นชัดว่าพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่ไม่ได้หมายถึงจำนวน สส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร
แต่เป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่มี สส.ย้ายพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งมาอยู่ในสภาชุดที่ 27 นี้มากที่สุดอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร การจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่าง ๆ เข้ามาแบบนี้ ทำให้เกิดโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีที่ผมขอยกตัวอย่างบางจังหวัดไม่เอ่ยชื่อทั้งหมด เช่น จากจังหวัดสงขลา ชลบุรี หรือสุพรรณบุรี เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 ที่เป็นดุลอำนาจในการค้ำจุนดุลอำนาจครั้งนี้ คือพรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ผมบอกได้อย่างเต็มปากว่า “ยอมขายวิญญาณตนเอง” เพราะไม่สามารถต่อรองอะไรเลยกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่างตัวเลขสมการทางการเมืองที่อยู่บนหน้ากระดาษอยู่แล้วไม่ได้เป็นการกล่าวหาที่เกินจริง
สมมุติว่าวันหนึ่งพรรคการเมืองอันดับสองขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้โดยไม่ต้องมีข้อกังวลใดทั้งสิ้น จากปัจจุบันการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากอยู่แล้ว 290 กว่าเสียง สามารถที่จะเลือกสลับดึงพรรคการเมืองที่ปัจจุบันอยู่ในพรรคฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันที กลายเป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียงก็ยังเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ปัญหาของการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ที่พรรคอันดับสองไม่มีอำนาจต่อรองกับพรรคภูมิใจไทย นำมาซึ่งปัญหา
กลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นดุลอำนาจสำคัญนำมาซึ่งการทำลายล้างอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองอันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาลไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ที่ผมไม่ได้เอ่ยมาที่ร่วมอยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันมีจำนวนเสียงในการร่วมรัฐบาลประมาณ 20 กว่าเสียง ถือเป็นดุลอำนาจที่สำคัญ ที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะร่วมรัฐบาลในฐานะพรรครัฐบาลอันดับสอง
ผมบอกเช่นนี้เพราะถ้าหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าชักออก ดึงพรรคอันอื่นมาร่วมรัฐบาลสลับได้เช่นนี้ ดุลอำนาจที่สร้างความมั่นคงในการสร้างให้รัฐบาลนี้
กลุ่มที่ 4 บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่อาจจะได้รับการแต่งตั้งมาจากพวกเขาเหล่านั้น ล้วนเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ที่รัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทยจะหยิบนำเอามาใช้เมื่อใดก็ได้ ใช้คลุมเกมก็ได้ คุมเกมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามหน้าตาที่พวกเขาอยากเห็น
ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามก็ได้ แบบที่พวกตนกำลังโดนอยู่ในส่วนคดี 44 สส. ใช้ปกป้องครองตนเองก็ได้ สด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวานนี้ ล่าสุด กกต.เพิ่งมีการรับรองผลการเลือกตั้งสุพรรณบุรีเขต 2 ทั้ง ๆ ที่มีข้อหาอยู่เต็มประดา นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ไม่ตรงกับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนชนยังมีข้อครหา ยังไม่มีตรวจสอบรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังปกป้องคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ขณะนี้คดีอยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญ ไพ่ใบนี้ถือเป็นดุลอำนาจที่สำคัญที่สร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลชุดนี้ที่พรรคการเมืองอื่น ๆ ไม่มี
กลุ่มสุดท้ายคือบรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศนี้ที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมในประเทศนี้ให้คงอยู่ตลอดไป กลุ่มนี้มีหน้าที่คุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยปัจจุบัน คอยส่งสัญญาณมาเถอะอยู่ข้างนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบที่สอง และให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง
ซึ่งระหว่างการอภิปรายของนายณัฐพงษ์ ทำให้นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่าเนื้อหาไม่อยู่ในประเด็นการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล
ทำให้นายโสภณซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมวินิจฉัยว่าผู้อภิปรายอยู่ในประเด็นไม่พูดพาดพิงองค์กรอื่น
นายณัฐพงษ์จึงอภิปรายต่อว่า ผมเพียงชี้เห็นว่าใน 5 กลุ่มนั้นประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ เมื่อเริ่มต้นจากการดีลของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ เมื่อผลประโยชน์ลงตัว การจัดตั้งรัฐบาลก็ลงตัว ไร้ซึ่งเจตจำนง หรือว่าวาระที่จะมาผลักดันร่วมกันในฐานะพรรครัฐบาล นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามีความรู้สึกลึก ๆ ว่าเมื่อฟังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายทั้ง 23 ข้อจบ ทำไมถึงยังไม่รู้สึกว่ากำลังมีอนาคตร่วมกันกับอนาคตประเทศที่นายกรัฐมนตรีพยายามฉายภาพให้เราเห็นแต่อย่างใด
และช่วงต้นนายกรัฐมนตรีได้วางหลักการที่เหมือนจะท่องไว้เป็นคาถา 3 ข้อว่าจากพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นระบอบปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในหลักนิติธรรมบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค
หลักการทั้งสามข้อนี้ไม่ว่าพรรคการเมืองใด รวมถึงพรรคประชาชน หากเป็นรัฐบาลก็ต้องยึดถือไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินมากกว่าหลักการ 3 ข้อนี้ภายใต้การนำของนายอนุทินจะพาประเทศไปในทิศทางไหน ผมฟังคำแถลงของนายกรัฐมนตรีจบ ขออนุญาตสะท้อนตามความรู้สึก ว่ายังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงยังไม่เห็นพันธกิจ หรือเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลชุดนี้ ว่าตกลงแล้วอะไรคือวาระของประเทศที่แต่ละพรรคมาตกลงร่วมกันในการตั้งรัฐบาลชุดนี้
ผมขอยกตัวอย่างเช่นเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกทางการเมือง ผมไม่เห็นการให้น้ำหนัก หรือการบรรจุอยู่ในเล่มคำแถลงฉบับนี้เลย อยากจะสอบถามบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลที่ไปร่วมรัฐบาลว่าเจตจำนงทางการเมืองความเป็นนักประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน ทำไมถึงไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้
ผมคิดว่าปัญหาใหญ่สุดของประเทศขณะนี้อาจไม่ใช่ปัจจัยภายนอก แต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าเราจะเจอวิกฤตภายนอกที่รุมล้อมขนาดไหน แต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชน เราก็จะพอมีหลักยึดได้บ้าง
ผมขอยกตัวอย่างวิกฤตด้านเศรษฐกิจอย่างน้ำมัน วิกฤตสังคมอย่างสแกมเมอร์ วิกฤตด้านความมั่นคงอย่างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นเรื่องฝุ่นข้ามแดน แทบทุกวิกฤตที่ตนพูดถึงเป็นวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับคนในประเทศทั้งสิ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลปกป้องอยู่มาโดยตลอดคือไม่ได้เลือกปกป้องประชาชนก่อน แต่เลือกที่จะปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาลก่อน
อย่างวิกฤตน้ำมันจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีดุลอำนาจที่ลงตัว มีความมั่นคงทางการเมือง ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกเพิ่มขึ้นหรือไม่ รู้สึกมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่ ว่ารัฐบาลที่มีอยู่จะใช้โรงกลั่นน้ำมันที่พวกเราอยู่ในประเทศกำกับดูแลค่ากลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสม สะท้อนกับต้นทุนจริง ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบประชาชนอยู่ในขณะนี้
หรือแม้แต่วิกฤตฝุ่น ในขณะที่เราสูญเสียอาสาสมัครดับไฟป่าเป็นรายที่ 2 และสูญเสียมาต่อเนื่องอยู่แล้วทุกปี มีประชาชนนับ 1,000,000 ได้รับผลกระทบจากฝุ่น รัฐบาลที่มั่นคงได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงหรือไม่ ว่าพร้อมจะใช้กลไกที่มีอยู่ในมือเพื่อผ่านกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว ไม่ใช่ใช้ไพ่อำนาจโจ๊กเกอร์อยู่ในมือ เพื่อกลุ่มอำนาจรัฐบาลอย่างเดียวเท่านั้น
และด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่มีอยู่ในมือ หากรัฐบาลประสงค์สิ่งใด เชื่อว่าทำได้สำเร็จ มันอยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ผมและประชาชนกำลังมองหาจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกคน สิ่งที่พวกเราต้องการตอนนี้คือรัฐบาลที่จะเข้าไปทำให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกไม่ได้ทำสิ่งถูกให้เป็นสิ่งผิด วิกฤตภายในที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ กลุ่มคนที่มีอำนาจในประเทศพยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระเบียบเดิมต่อไป
สำหรับการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี ผมก็อยากจะขอตั้งข้อสังเกตโดยรวมเท่านั้น แต่การอภิปรายของพรรคประชาชนสองวันต่อจากนี้ เป็นเวทีที่พวกเราชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ประเทศกำลังมองหาอาจจะไม่ได้อยู่ในเล่มแถลงนโยบาย แต่คือรัฐบาลที่ไม่ได้เลือกรักษาระเบียบเดิม แต่เลือกที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับประชาชน พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้าน ที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วการเมืองของประชาชน ของพวกเราทุกคน
เมื่อนายณัฐพงษ์อภิปรายจบ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ขอใช้สิทธิพาดพิง ว่ามีการพาดพิงพรรคเพื่อไทยว่าพรรคอันดับ 2 ที่เข้าร่วมรัฐบาล และขายวิญญาณ จึงอยากให้ถอนคำพูดในคำนี้ เพราะทราบดีว่ากระบวนการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเป็นไปตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ และเป็นไปตามกลไกการเมืองระบอบรัฐสภา
เมื่อพรรคอันดับ 1 มีการเชื้อเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วม จึงมีการหารือถึงนโยบายและการขับเคลื่อนความเป็นรัฐร่วมกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ตอบตกลง นี่เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าพวกท่านมีความเข้าใจ แต่กระบวนการการอภิปรายคงจะใช้ลีลามากไปนิดหนึ่ง ใช้คำพูดไม่ถูกต้อง และทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อให้การประชุมเดินหน้าได้ จึงอยากให้ถอนคำพูด
ด้านนายโสภณระบุว่า คำว่าการขายวิญญาณประชาธิปไตยเป็นการกล่าวหาเหมือนเป็นการใส่ร้าย ผมมองว่าไม่เหมาะที่จะไปกล่าวหาใส่ร้าย จึงขอให้นายณัฐพงษ์เปลี่ยนคำพูดเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และมองว่าเป็นคำที่ร้ายแรง ประชาชนที่อยู่ทางบ้านอาจจะไม่รับทราบกระบวนการ จึงย้ำว่าให้เปลี่ยนคำพูด
ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ผ่านมาเราทำหน้าที่ในสภา เราใช้คำพูดทั้งสองฝั่งเป็นการถ่ายทอดคำพูดผ่านความรู้สึกนึกคิด และคำพูดนี้เป็นคำพูดที่ท้ายประชาชนที่ติดตามจะเป็นผู้พิจารณาเอาเอง ส่วนนายจุลพันธ์จะไม่เห็นด้วยกับการใช้คำพูดนี้มีสิทธิที่จะชี้แจง หากจะมีการให้ขอถอนคำพูดทุกคำพูด มองว่าสภาคงเดินต่อไม่ได้ ขอให้ประธานวินิจฉัยให้ดีเพื่อเป็นบรรทัดฐาน
ทำให้นายจุลพันธ์ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้ง ก็พูดชัดเจนที่พูดอยู่คือการใส่ร้าย ไม่ห้ามไม่ให้แสดงกิริยาวาจาใส่ร้าย ซึ่งมีข้อบังคับการประชุมชัดเจนอยู่แล้ว ขอให้อ่านข้อบังคับการประชุมให้ขาด และขอให้ประธานบังคับการประชุมให้ราบรื่น หากทุกคนลุกขึ้นมาใส่ร้ายคนอื่น การประชุมจะเดินหน้าอย่างไร จึงย้ำว่าขอให้ถอนคำพูดที่ได้อภิปรายไป ขอให้ประธานยึดข้อบังคับให้แม่นเพื่อเดินหน้าต่อ
ที่สุดแล้วประธานในที่ประชุมจึงย้ำให้นายณัฐพงษ์เปลี่ยนคำพูด นายณัฐพงษ์จึงยอมเปลี่ยนคำพูดเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เท้ง ฉะรัฐบาลไม่มีประชาชนในสมการ ลั่นนโยบายไม่เห็นความหวังอนาคต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net