โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“วีระยุทธ” ชี้รัฐบาลเดินตามหลังปชช. ถึงเวลาสร้างความมั่นคง ไม่ซ้ำรอยวิกฤตโควิด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
วีระยุทธ กล่าวแถลงนโยบายรัฐบาล รัฐบาลควรเดินนำหน้าประชาชนในภาวะวิกฤต แต่รัฐบาลอนุทินเดินตามหลังประชาชนหลายก้าว ถึงเวลาประกาศภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ไม่พาประเทศซ้ำรอยวิกฤตโควิด

รัฐบาลควรเดินนำหน้าประชาชน

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนและ สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาลวันนี้ (9 เม.ย.) ว่าในภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาล "เดินนำหน้าประชาชน" อย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาล "เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว" ทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และยอมรับว่าขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์

การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด

สิ่งที่สังคมคาดหวังในขณะนี้คือ การแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนรับทราบเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง นโยบายเร่งด่วนเหล่านี้เคยปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี 2569 ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า

ในส่วนของการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบระยะกลาง รัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจาก "ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด" ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร

ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนมีนาคม ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่าซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง โดยการเตรียมการต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำแบบเหมารวม

นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่กันไปด้วย เสนอให้รัฐบาลประกาศ "ภารกิจแห่งชาติ" อย่างหนักแน่นมุ่งมั่น นั่นคือ "การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย" โดยมั่นคงหมายถึงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอก ชน และประชาชนทุกระดับ ร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกันสามแนวทาง ได้แก่

(1) การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ต้องทำ “โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ” (Smart Grid) ให้ทุกครัวเรือนมีสมาร์ทมิเตอร์ ต้องเดินหน้าแก้สัญญาซื้อขายไฟ โดยเฉพาะส่วน “ค่าพร้อมจ่าย” เพื่อไม่ให้ประชาชนและภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่เป็นธรรม

(2) การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะทำได้จริงต้องมาพร้อมกับการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า ให้ประชาชนและธุรกิจมีสิทธิเลือกผู้ขายไฟ เพิ่มโควตารับซื้อไฟจากประชาชน จากตอนนี้ 90 เมกะวัตต์เป็น 1,500 เมกะวัตต์ เปิดทางเลือกให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ หรือเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานที่บ้านโดยไม่ต้องลงเงินก้อนใหญ่ แต่สามารถผ่อนจ่ายผ่านบิลค่าไฟรายเดือนได้ (On-Bill Financing)

(3) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ มีมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนตึกเก่าที่กินไฟให้ปรับปรุงติดตั้งระบบใหม่ที่ประหยัดพลังงาน ส่งเสริมหรือกึ่งบังคับให้ห้างสรรพสินค้า โรงงานขนาดใหญ่ ผลิตไฟใช้เอง

ทั้งนี้ การใช้กลไกรัฐบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุคใหม่ สู่ยุคที่มีความมั่นคงทางพลังงานแล้ว แต่ละคนจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร การทำนโยบายในภาวะวิกฤตจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงเชิงรับ แต่ต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อทำให้ทุกคนทุกองคาพยพในประเทศเห็นเป้าหมายเดียวกัน

อย่างไรก็ดี แม้นโยบายจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่ความสำเร็จมักมีปัจจัยมาจาก “ส่วนผสมของรัฐบาล” โครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่ม "การเมืองบ้านใหญ่" กับกลุ่ม "เทคโนแครต" โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอม "ปิดตา" ข้างหนึ่งให้แก่กันและกันเพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่ยึดหลักการ เรียกระบอบการปกครองในลักษณะนี้ว่า "ปิดตาธิปไตย"

ยกตัวอย่างการลักลอบกักตุนน้ำมันกลางทะเลปริมาณ 57 ล้านลิตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะแต่ละฝ่ายต่างหลับตาให้แก่กัน เริ่มจากนายกฯ ดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่แย้งอะไรเลย ไม่ผลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการติดตามยานพาหนะขนส่งน้ำมันด้วยระบบ GPS แบบเรียลไทม์

คำถามสำคัญวันนี้คือ ประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใด?

เราไม่ควรซ้ำรอยวิกฤตโควิดที่ประเทศไทยออกจากวิกฤตแบบสะบักสะบอม แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ

จึงขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน

ในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนออกจากวิกฤตครั้งนี้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิมไปด้วยกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...