กรุณารส โศการส
น่าน..ต้องอย่างงี้สิ!
ก็..นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นั่นไง เห็น 2-3 วันมานี้ ท่านสวมบท “เตมีย์ใบ้” ไม่ยอมตอบคำถามผู้สื่อข่าว เดินตามรอย “ป๋าเปรม” เนียนกริบเชียว!
ผมน่ะ เชียร์เลย ให้ท่านนายกฯ เล่นบทนี้ต่อไปเถอะครับ และถ้าจะกระซิบรัฐมนตรีทั้งคณะให้เพลาๆ การพล่ามรายวันกันลงเสียบ้างก็ยิ่งดี (กับรัฐบาล)..
ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเฉพาะ “งาน” ในหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองก็พอ!
ส่วนภาระในเขตอ้อมแขนผู้อื่น ไม่ต้องไปสาระแน โดยเฉพาะคำถามที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง..ปิดปากเงียบไปเลย!
เออ..แต่นี่ต้องเปิดปาก-บอกเล่าเก้าสิบ ก็ซีรีส์ “หงสาวดี” ที่กำลังฉายอยู่ทางช่อง ONE31 ขณะนี้นั่นแหละ
วันก่อนเห็น ศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต สาขาวิชานาฏกรรม ท่านโพสต์.. “หงสาวดี” ละครโทรทัศน์ ๑๐ ตอนกำลังเป็นที่โจทย์ขานกันสนั่นเมือง
มีคนถามผมว่าดูหรือยัง เขาทำดีมากเลยนะ ผมฟังแล้วก็น่าจะลองดูแต่ไม่ได้กระตือรือร้น เพราะทำเรื่องนี้มากับมือตั้งแต่ ๒๕๑๕ มาจนถึงปัจจุบันก็หลายครั้งหลายเวที
คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ พระสุพรรณกัลยา (พระเจ้าพี่นางเธอในสมเด็จพระนเรศวร) เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ ที่ตัวละครต้องร้องรำเจรจาออกท่าทางอารมณ์อย่างสมจริง
ที่เรียกละครแนวนี้ว่าละครแนวดึกดำบรรพ์ บทประพันธ์ของอาจารย์สมภพ จันทรประภา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดให้จัดแสดงละครทั้งสองเรื่องนี้
พระราชทานแก่ข้าราชการทหารและพลเรือนที่ถวายอารักขาเวลาเสด็จแปรพระราชฐาน ทรงเอาพระทัยใส่ในความถูกต้องตามประวัติศาสตร์
ดังนั้นเมื่อเริ่มดู “หงสาวดี” ย้อนหลังก็เริ่มสนใจว่ามีอะไรแปลกใหม่ต่างไปจากที่ผมคุ้นเคย ก็ตั้งใจดูเพื่อถอดความรู้อย่างจริงจัง ว่าทำไมคนร่วมสมัยในวัยต่างๆ จึงชอบดู
ผมจึงขอเสนอสิ่งที่ผมเรียนรู้และพึงพอใจมาแชร์กับคุณดังนี้นะครับ
๑.การนำเหตุการณ์สำคัญมาร้อยเรียงเป็นละครแต่ละตอนทำได้ชัดและกระชับ รับกับพฤติกรรมการเสพของคนดูปัจจุบันนั้นทำได้ดีมากเลย
๒.การถ่ายทำ การตัดต่อ มุมกล้อง การลำดับภาพ แสงสีเสียงและเพลงประกอบ สนองอารมณ์ของแต่ละซีนได้อย่างประณีตบรรจง
๓.ฉาก เครื่องประกอบฉาก เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม แต่งหน้า ตลอดจนธรรมเนียมในราชสำนัก พม่าและไทยก็เป็นเรื่องละเอียดยุ่งยากและแพง ก็ขออนุโมทนาว่าดูดีมีรสนิยม
๔.บทเจรจา: ต้องขอชื่นชมผู้ประพันธ์ว่า งามทั้งเนื้อหา ถ้อยคำสำนวน ภาษาและอารมณ์
ส่งให้ผู้แสดงตีบทได้คล่องปากกระชากอารมณ์จากห้วงลึกของจิตใจตัวละครออกมาได้อย่างสว่างไสว ยิงแรงยิงไว ประทับใจคนดู
๕.ตัวละครโดยเฉพาะตัวเอก คัดมาเหมาะสมทุกตัว การสร้างละครอิงประวัติศาสตร์ คนดูมีภาพจำในใจ
ถ้าแรกเห็นแล้วไม่ใช่ทั้งรูปร่าง กิริยา น้ำเสียง โดยเฉพาะใบหน้าและแววตา เวลาโคลสอัป ก็จะปฏิเสธ ผู้แสดงเป็นสมเด็จพระนเรศวรตีบทแตก
๖.การแสดงและการกำกับการแสดง ตรงนี้ผมได้รับรู้และเรียนรู้มาว่า การแสดงและการกำกับละครอิงประวัติศาสตร์ ต้องใช้ศิลปะการแสดงซ้อนกันหลายมิติ
คือ ในขณะที่ผู้แสดง action อยู่หน้ากล้อง ก) เขายังต้องเป็นตัวของเขาที่กำลัง “ทำงาน” กับ “เทคนิคการถ่ายทำ”
คือ blocking (จุดยืน/นั่ง/ทิศทาง ที่สัมพันธ์กับมุม/การเคลื่อนที่/ขนาดของภาพของกล้องและทิศทางของแสง ตลอดจนความดังเบาของการเปล่งเสียง)
ข) ผู้แสดง “เข้าฉาก” แสดงเป็นห้วงเวลาสั้นๆ ตามสคริปต์ของการถ่ายทำ เรื่องราวและอารมณ์อาจไม่ต่อเนื่อง จึงยากมากในการ “สร้างอารมณ์” ให้ต่อเนื่อง
ค) ผู้แสดงต้องสวมบทบาทหลายชั้น กล่าวคือ เป็นตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ซึ่งมีภาพจำในอุดมคติของคนดูตัวหนึ่ง,
เป็นตัวละครที่ต้องทำตามหน้าที่ในสังคม role laying อีกตัวหนึ่ง และเป็นตัวละครข้างในที่ซ่อนเร้นความรู้สึกนึกคิดของตนไว้ข้างในอีกตัวหนึ่ง
และผู้แสดงเองต้องปฏิบัติทั้ง ก. ข. ค. ด้วยพลังแห่งศิลปะการแสดงของตน ส่งปรากฏการณ์ที่ตนสร้าง “ภาวะ” อันเป็นมายาการไปยังคนดูให้เห็นเป็นจริง
แล้วเกิด “รส” หรือ อารมณ์ เคลิ้มตามไปอย่างอิ่มเอมใจจนจบอีกตัวหนึ่ง…มันจึงเป็นกระบวนมายาการที่สร้างสรรค์ให้ครบถ้วนได้ยากมากๆ
๗.แต่ที่ยากที่สุดและขอชื่นชมอย่างยิ่งคือ ความกล้าหาญในการสร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของวีรบุรุษทั้งสองพระองค์
ที่ทำให้ละครแนวประวัติศาสตร์ชาตินิยม ได้เพิ่มคุณค่าด้านกรุณารส โศการส นอกเหนือไปจากวีรรส
ขอขอบคุณที่ท่านได้สร้างมิติใหม่อันยิ่งใหญ่ให้แก่วงการนาฏกรรมของไทย”
เอ้า..หาดูย้อนหลังกันเอานะ!.
สันต์ สะตอแมน