โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

ม.นครพนม ค้นพบ “หญ้าอ้อยหนู” พืชพื้นถิ่นพลังงานทางเลือก ช่วยลดต้นทุน-มลพิษ อย่างยั่งยืน

เดลินิวส์

อัพเดต 10 เมษายน 2569 เวลา 19.22 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
นักวิจัย ม.นครพนม ค้นพบ “หญ้าอ้อยหนู” พืชพื้นถิ่นพลังงานทางเลือก ช่วยลดต้นทุน-มลพิษ สร้างรายได้เสริม และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สถานการณ์พลังงานที่ผันผวนและต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การค้นหาพลังงานทดแทนจากทรัพยากรใกล้ตัวจึงกลายเป็นทางออกสำคัญของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานกับงานวิจัยสมัยใหม่ จนก่อให้เกิดนวัตกรรมพลังงานรูปแบบใหม่จาก “อ้อยป่า” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หญ้าอ้อยหนู” พืชพื้นถิ่นที่เคยถูกมองข้ามกลับกลายเป็นความหวังใหม่ในสถานการณ์ช่วงนี้

"หญ้าอ้อยหนู" เป็นพืชล้มลุกที่มีลักษณะคล้ายอ้อย ลำต้นสูง อวบ มีปล้องชัดเจน ใบเรียวยาวและคม สามารถเติบโตได้สูงตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป มีรสชาติหวาน และมักขึ้นตามหาดทรายกลางน้ำโขงในช่วงฤดูแล้ง หรือบริเวณริมฝั่งลำธาร และแหล่งน้ำทั่วไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ริมโขงนครพนมที่พบได้จำนวนมาก นอกจากจะเป็นอาหารสัตว์หรือวัตถุดิบในเมนูพื้นบ้านอย่างแกงอีสานแล้ว หญ้าชนิดนี้ยังมีศักยภาพด้านพลังงานอย่างน่าทึ่ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์หฤษฎ์ คล่องดี อาจารย์สาขาวิศวกรรมพลังงาน วิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า แนวคิดการนำหญ้าอ้อยหนูมาใช้เป็นพลังงาน เกิดจากความต้องการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่มีแนวโน้มลดลงและมีราคาสูงขึ้น จึงเริ่มค้นหาพืชพลังงานทางเลือกในท้องถิ่น และพบว่าหญ้าอ้อยหนูมีปริมาณน้ำตาลสูง สามารถนำมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์หรือเอทานอลได้

“จากการทดลอง เราพบว่าน้ำหวานจากหญ้าอ้อยหนูสามารถนำไปหมักและกลั่นเป็นแอลกอฮอล์ได้จริง แต่ความท้าทายอยู่ที่การเพิ่มความเข้มข้นให้ถึงระดับ 99.5% เพื่อให้สามารถนำไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์หฤษฎ์ กล่าว

กระบวนการผลิตเริ่มจากการเลือกหญ้าอ้อยหนูที่มีอายุประมาณ 100–120 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความหวานและปริมาณน้ำสูงสุด นำมาหีบเพื่อสกัดน้ำหวานที่มีค่าความหวานเฉลี่ย 20–25 บริกซ์ จากนั้นนำไปให้ความร้อนที่ 105 องศาเซลเซียสเพื่อฆ่าเชื้อ ก่อนลดอุณหภูมิลงเหลือ 30–35 องศา และเติมยีสต์เพื่อหมักเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จึงเข้าสู่กระบวนการกลั่น

การกลั่นในรอบแรกจะได้แอลกอฮอล์ประมาณ 45% และเพิ่มเป็นราว 75% ในรอบถัดไป ก่อนเข้าสู่กระบวนการกำจัดความชื้นเพื่อให้ได้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ระดับ 99.5% ซึ่งสามารถนำไปใช้ผสมกับน้ำมันดีเซลหรือเบนซินได้ โดยหญ้าอ้อยหนู 10 กิโลกรัม สามารถหีบเป็นน้ำหวานได้ 3 ลิตร และสามารถกลั่นเป็นเอทานอลที่ความเข้มข้น 99.5 % v/v ได้ 1.5 ลิตร

นวัตกรรมดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา “ดีโซฮอล์” เชื้อเพลิงผสมระหว่างดีเซลกับแอลกอฮอล์ชีวภาพ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดควันดำและมลพิษจากเครื่องยนต์ได้ถึง 60–70% ขณะเดียวกันยังสามารถใช้งานกับเครื่องยนต์ทั่วไปได้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของพลังงานสะอาดในระดับชุมชน

นอกจากการผลิตเอทานอลแล้ว หญ้าอ้อยหนูยังสามารถนำไปผลิตพลังงานในรูปแบบอื่นได้อย่างครบวงจร โดยหญ้าอายุ 30–40 วันเหมาะสำหรับผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) ส่วนต้นที่มีอายุมากกว่า 120 วัน ซึ่งมีลักษณะแข็ง สามารถนำไปแปรรูปเป็นถ่านอัดแท่งได้ ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในรูปแบบ “Zero Waste” หรือไม่เหลือของเสีย

ที่สำคัญ งานวิจัยนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องทดลอง แต่ยังมุ่งสู่การใช้งานจริงในระดับชุมชน โดยมีแผนจะนำเชื้อเพลิงจากหญ้าอ้อยหนูไปใช้ในงานประเพณีสำคัญของท้องถิ่นอย่าง “งานไหลเรือไฟ” ในช่วงออกพรรษา เพื่อจุดตะเกียงบนเรือไฟให้ส่องสว่างอย่างงดงาม ควบคู่ไปกับการลดมลพิษทางอากาศ สร้างต้นแบบเรือไฟพลังงานสะอาดแห่งแรกของพื้นที่

ความก้าวหน้าดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของพืชพื้นถิ่นเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงพลังขององค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างแท้จริง ทั้งในด้านการลดต้นทุนพลังงาน การสร้างรายได้เสริม และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...