แรงกระเพื่อมใหญ่! UAE ถอนตัว OPEC สั่นคลอนอำนาจซาอุฯ ระยะยาวเสี่ยงผันผวนหนัก
การถอนตัวของ UAE จาก OPEC สะเทือนโครงสร้างอำนาจภายในกลุ่มและบทบาทของซาอุดีอาระเบียโดยตรง ระยะยาวเสี่ยงผันผวนหนัก และกดดันกลไกรักษาเสถียรภาพของตลาดโลก
วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 03.17 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในการถอนตัวจาก OPEC ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดน้ำมันโลก โดยนักวิเคราะห์มองว่าอาจทำให้ศักยภาพของกลุ่มในการควบคุมราคาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลเชิงลบต่อราคาน้ำมันในระยะยาว
ก่อนหน้านี้ UAEถือเป็นสมาชิกที่มีอิทธิพลมากเป็นอันดับสองรองจากซาอุดีอาระเบีย โดยทั้งสองประเทศเป็นไม่กี่ชาติที่มีกำลังการผลิตสำรอง (spare capacity) ในระดับสูง ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้อย่างรวดเร็วในยามวิกฤต เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมัน
กำลังการผลิตสำรองดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเครื่องมือหลักในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ช็อกด้านอุปทาน โดยซาอุดีอาระเบียและ UAE ร่วมกันครองสัดส่วนกำลังการผลิตสำรองของโลกมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ทั้งสองประเทศมีบทบาทสูงในช่วงที่ตลาดเผชิญความตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม การถอนตัวของUAE ถูกมองว่าเป็นการดึงเสาหลักออกไปจากโครงสร้างของ OPEC ส่งผลให้ความสามารถของกลุ่มในการบริหารจัดการตลาดอ่อนแอลงในเชิงโครงสร้าง และทำให้ OPEC มีความเปราะบางมากขึ้นในระยะยาว
นักวิเคราะห์ยังมองว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นแรงกระทบโดยตรงต่อซาอุดีอาระเบีย เพราะทำให้ความสามารถในการควบคุมทิศทางของ OPEC ลดลง แม้ซาอุฯ ยังมีกำลังการผลิตสำรองในระดับสูง แต่การขาดพันธมิตรสำคัญอย่าง UAE ทำให้อำนาจต่อรองในตลาดลดลง
การถอนตัวของUAE มีขึ้นหลังจากเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน รวมถึงการปิดกั้นเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการส่งออกน้ำมันของUAE อย่างรุนแรง และเป็นภัยต่อฐานเศรษฐกิจของประเทศ
แม้ทางการ UAEจะไม่ได้ระบุว่าสงครามเป็นสาเหตุโดยตรงของการถอนตัว แต่รัฐมนตรีพลังงานยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกกำหนดเวลาเพื่อลดผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตรายอื่นภายในกลุ่ม
ในระยะสั้น ตลาดน้ำมันอาจยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงจำกัดการส่งออก และราคาน้ำมันยังไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว นักวิเคราะห์เตือนว่า การถอนตัวของUAE อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากบ่อนทำลายความร่วมมือของกลุ่มผู้ผลิต ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจำกัดอุปทานเพื่อพยุงราคาในช่วงที่ตลาดมีน้ำมันล้น
UAEยังต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดนโยบายการผลิตของตนเอง โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2570 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่อาจขัดแย้งกับข้อจำกัดด้านโควตาของ OPEC
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา UAEแสดงความไม่พอใจต่อมาตรการลดกำลังการผลิตที่นำโดยซาอุฯ ขณะเดียวกันก็จับตาการที่บางประเทศ เช่น อิรัก และรัสเซีย มักผลิตเกินโควตาที่กำหนด
นักวิเคราะห์คาดว่า หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านคลี่คลาย และช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ UAEมีแนวโน้มจะเร่งเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเต็มที่ โดยใช้กำลังการผลิตสำรองที่มีอยู่
ในภาพรวม ตลาดน้ำมันในอนาคตอาจเผชิญความผันผวนมากขึ้น เนื่องจากการขาดความร่วมมือที่แข็งแกร่งภายใน OPEC แม้ในบางสถานการณ์ UAEอาจยังคงร่วมมือกับกลุ่มได้ แต่การถอนตัวครั้งนี้ได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ
อ้างอิง : cnbc.com