เคาะไป คุยไป : เคาะ STECON
#ทันหุ้น- บริษัทตั้งเป้าหมายปี 2026 เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดรายได้มากกว่า 35,000 ล้านบาท (+5–10%YoY) พร้อมรักษาอัตรากำไรในระดับแข็งแกร่ง โดยตั้งเป้า GPM มากกว่า 7% และ NPM มากกว่า 4% ใกล้เคียงระดับปกติปี 2025 ขณะที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนผ่านการยกระดับ Productivity โดยนำเทคโนโลยี AI เช่น ALICE Technologies และ ISETIA มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุนและข้อผิดพลาด นอกจากนี้บริษัทมี Backlog ณ สิ้นปี 2025 สูงถึง 123,264 ล้านบาท และตั้งเป้ารักษาระดับมากกว่า 100,000 ล้านบาท ควบคู่กับเป้ารับงานใหม่ (New order) ที่ 50,000 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากรายได้ประจำ (Recurring income) ในธุรกิจบริหารจัดการน้ำที่เกี่ยวเนื่องกับ Data Center รวมถึงแผนบริหารเงินทุนหมุนเวียนและอาจระดมทุนผ่านหุ้นกู้เพื่อรองรับการขยายตัว
แนวโน้มผลประกอบการ 1Q26 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากการทยอยรับรู้รายได้ในโครงการขนาดใหญ่ในมือ เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันตก), สายสีม่วง (สัญญา 1–2) และโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ขณะเดียวกันมี Catalyst เพิ่มเติมจากการคาดว่าจะลงนาม Definitive Agreement สำหรับโครงการ Data Center ที่ชลบุรีภายในไตรมาสนี้ รวมถึงการยื่นประมูลโครงการ PPP toll road ซึ่งจะช่วยหนุน pipeline ในระยะถัดไป โดยในภาพรวมบริษัทคาดว่า momentum จะดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี จากการเร่งตัวของโครงการภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลสัดส่วนการรับงานใหม่ของบริษัทให้กลับมามีสัดส่วนงานภาครัฐมากขึ้น จากที่ในปี 2025 งานใหม่กว่า 80% มาจากภาคเอกชน
ในด้านโอกาสการเติบโต บริษัทมี pipeline โครงการประมูลขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก โดยฝั่งภาครัฐคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของ Megaproject ใน 2H26 เช่น รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (ระยะที่ 2), รถไฟทางคู่, รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล, มอเตอร์เวย์ M5 และ M82 รวมถึงโครงการอุโมงค์ระบายน้ำและสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ขณะที่ฝั่งเอกชนมีโครงการ Data Center มูลค่ารวม 30,800 ล้านบาท, อาคารเชิงพาณิชย์ 20,200 ล้านบาท และโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความมั่นใจของบริษัทในการตั้งเป้า New order ระดับสูงในปีนี้ และช่วยหนุนการเติบโตระยะกลางถึงยาว
ในเชิง sentiment ขานรับปัจจัยบวกจาาดการณ์ Time line การโหวตนายกฯ ในวันที่ 19 มี.ค. ที่ปัจจุบันฝั่งรัฐบาลที่คะแนนเสียงรวม 293 เสียง สะท้อนภาพการเมืองที่มีเสถียรภาพ รวมถึงภายหลังการจัดตั้งรัฐบาล จะหนุนการเร่งลงทุนภาครัฐ ในระยะถัดไป นอกจากนี้ยังได้อานิสค์จากการเร่ง FDI-BOI โดยเฉพาะโครงการ Data Center และโรงไฟฟ้าของ GULF ขณะที่ในเชิง Valuation มีความน่าสนใจ ตลาดเริ่ม Re-rating PBV หลังช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาซื้อขายบน PBV ต่ำกว่า 1 เท่า เทียบกับกรอบ 1.2-1.8 เท่าในช่วง Post COVID
แนะนำ “เคาะ” ครับ ทางด้านปัจจัยเทคนิค ระดับราคาและแท่งเทียนแกว่งตัวสร้างฐานราคาในกรอบ 11.50/12.70 อย่างมีนัยสำคัญ ระยะสั้นSMA5วันตัดSMA13วันขึ้นมาเป็นสัญญาณชี้นำทดสอบแนวต้าน 12.70 ผ่านยืนมั่นคงสัญญาณซื้อ แนวโน้มเปลี่ยนTrend แนวต้านหลักจุดทดสอบจุดสูงแท่งเทียนคู่รอบก่อนหน้าตามลำดับ
คำแนะนำASL
กรณี “มีหุ้น” ถือหรือซื้อเพิ่ม มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 12.70/13.60
กรณี “ไม่มีหุ้น” ซื้อระยะสั้นเน้นยืนแนวรับ 12.20/11.50ไม่ควรต่ำกว่า