โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“สงครามอิหร่าน” ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตสินค้าโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

"สงครามอิหร่าน" ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตสินค้าโลก ผลกระทบกำลังลุกลามไปยังพลาสติก อาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และสินค้าอุตสาหกรรมทั่วโลก นักวิเคราะห์ชี้วิกฤตครั้งนี้อาจคล้ายช่วงโควิด

วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 11.54 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่า หนึ่งเดือนหลังจากสงครามในอิหร่านเริ่มต้น ความขาดแคลนน้ำมันดิบกำลังเสี่ยงพัฒนาไปสู่ปัญหาที่รุนแรงยิ่งกว่า นั่นคือความขาดแคลนสินค้าแทบทุกชนิดทั่วโลก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง ส่งผลให้อุปทานพลังงานโลกหายไปประมาณหนึ่งในห้า การหยุดชะงักดังกล่าวไม่เพียงทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น แต่ยังทำให้วัตถุดิบปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น รองเท้า เสื้อผ้า และถุงพลาสติก เริ่มตึงตัวและขาดแคลน

ผลกระทบดังกล่าวกำลังลุกลามไปทั่วตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยราคาวัตถุดิบอย่างพลาสติก ยาง และโพลีเอสเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบเห็นได้ชัดที่สุดในเอเชีย ซึ่งเป็นฐานการผลิตมากกว่าครึ่งของโลก และต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบจำนวนมาก ในเกาหลีใต้ประชาชนเริ่มกักตุนถุงขยะจนรัฐบาลต้องขอให้ผู้จัดงานลดการใช้ของใช้ครั้งเดียวทิ้ง ขณะที่ไต้หวันตั้งสายด่วนสำหรับผู้ผลิตที่พลาสติกหมด และชาวนาไต้หวันระบุว่าอาจต้องขึ้นราคาข้าวเพราะไม่สามารถหาถุงสูญญากาศได้ ในญี่ปุ่นเกิดความกังวลว่าผู้ป่วยไตอาจไม่สามารถฟอกไตได้เนื่องจากขาดท่อพลาสติกทางการแพทย์ ส่วนผู้ผลิตถุงมือยางในมาเลเซียเตือนว่าการขาดแคลนวัตถุดิบจากปิโตรเลียมกำลังคุกคามอุปทานถุงมือทางการแพทย์ทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าผลกระทบจากน้ำมันสามารถลามไปยังสินค้าแทบทุกประเภทอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เบียร์ บะหมี่ ขนม ของเล่น เครื่องสำอาง ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมถูกใช้ในการผลิตฝาขวด กล่อง บรรจุภัณฑ์ ถุงขนม รวมถึงกาวสำหรับรองเท้าและเฟอร์นิเจอร์ น้ำมันหล่อลื่นในเครื่องจักร และตัวทำละลายในสีและกระบวนการทำความสะอาด จึงเกิดการส่งผ่านผลกระทบจากราคาน้ำมันและการขนส่งไปสู่ปิโตรเคมีและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างรวดเร็ว

ความปั่นป่วนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และภาคการผลิตกำลังกดดันให้เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นและทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้ผลิตต้องจ่ายค่าพลังงานและวัตถุดิบแพงขึ้น ทำให้กำไรลดลงและเริ่มผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ค่าขนส่งและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ยและก๊าซฮีเลียม ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การแพทย์ และอวกาศ อาจทำให้ราคาอาหารและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แพงขึ้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ไม่ว่าสงครามจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในรูปแบบใด สุดท้ายแล้วจะนำไปสู่ราคาที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง

แม้หลายประเทศเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกมาเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงคราม แต่ปัญหาการขาดแคลนในวงกว้างส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดแคลนแนฟทา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำมันและเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตวัสดุสังเคราะห์ โดยผู้ผลิตมีสำรองน้อยและไม่มีวัตถุดิบทดแทน บริษัทปิโตรเคมีในเอเชียหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตหรือประกาศเหตุสุดวิสัยเนื่องจากขาดวัตถุดิบ เกาหลีใต้ได้ใช้โอกาสที่สหรัฐระงับการคว่ำบาตรน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางส่วนของรัสเซียเพื่อซื้อแนฟทาจากรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามยูเครน และยังห้ามส่งออกแนฟทาเพื่อรักษาอุปทานในประเทศ

การขาดแคลนแนฟทาทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับสินค้าที่มีมาตรฐานเข้มงวด เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์อาหารและยา บริษัทต่าง ๆ แทบไม่มีทางเลือกนอกจากลดการผลิตหรือใช้พลังงานให้น้อยลง เนื่องจากทุกบริษัทต่างแข่งขันกันเพื่อแย่งวัตถุดิบในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อผู้ผลิตเร่งหาวัตถุดิบ ต้นทุนพลาสติกและสินค้าที่ใช้พลาสติกจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก ICIS ระบุว่าราคาพลาสติกในเอเชียเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 59% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ผู้ค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกในไทยรายใหญ่รายหนึ่งระบุว่าได้ขึ้นราคาถุงพลาสติกใสประมาณ 10% ขณะที่สื่ออินเดียรายงานว่าราคาน้ำดื่มบรรจุขวดเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาฝาขวดพลาสติกเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า และบริษัทผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในเกาหลีใต้ระบุว่าบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีวัตถุดิบเหลือเพียงประมาณหนึ่งเดือน

นักวิเคราะห์ปิโตรเคมีระบุว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น เครื่องสำอาง อาจเผชิญการขาดแคลนเร็วกว่าสินค้าอื่น เนื่องจากผู้ผลิตสามารถใช้สินค้าคงคลังได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น และอาจเริ่มขาดสินค้าในไม่ช้า เอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคแรกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ จึงอาจเป็นสัญญาณเตือนสำหรับภูมิภาคอื่นของโลก หากน้ำมันและทรัพยากรจากตะวันออกกลางยังไม่สามารถผลิตหรือขนส่งออกมาได้

ตะวันออกกลางเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของโลก โดยผลิตแนฟทาประมาณ 17% ของโลก ผลิตเม็ดพลาสติกประมาณ 30% ผลิตกำมะถันที่ใช้ทำปุ๋ยประมาณ 45% ผลิตก๊าซฮีเลียมประมาณ 33% และผลิตยูเรียและแอมโมเนียที่ใช้เป็นสารอาหารพืชประมาณ 22% ขณะนี้เกษตรกรในสหรัฐเริ่มต้องจ่ายค่าปุ๋ยแพงขึ้น โดยราคายูเรียนำเข้าเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งในสามตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ในอินเดียผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายงานว่าการผลิตได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนทั้งบรรจุภัณฑ์ น้ำมันซิลิโคน และแอมโมเนีย นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้มีลักษณะคล้ายช่วงโควิด โดยการขาดแคลนจะเกิดขึ้นเป็นลำดับ ไม่ได้เกิดพร้อมกันทั่วโลก แต่จะเป็นการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่ค่อย ๆ ลามจากเอเชียไปยังตะวันตก

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียพยายามรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น การปล่อยน้ำมันสำรอง การควบคุมราคาน้ำมัน และการลดเวลาทำงานเพื่อประหยัดพลังงาน แต่ JPMorgan ระบุว่าปัญหาการขาดแคลนอุปทานจะรุนแรงขึ้นในเดือนเมษายน เนื่องจากน้ำมันล็อตสุดท้ายที่ส่งออกก่อนสงครามกำลังจะมาถึงในช่วงต้นเดือน และหลังจากนั้นอุปทานใหม่จะลดลง นักวิเคราะห์ระบุว่าปัญหาหลักได้เปลี่ยนจากเรื่องราคาไปเป็นเรื่องการขาดแคลนสินค้า โดยเอเชียไม่ได้อยู่ในช่วงป้องกันอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ช่วงที่เผชิญการขาดแคลนจริง

ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายเริ่มชะลอการซื้อวัตถุดิบ โดยหวังว่าราคาจะลดลงหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง ผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายหนึ่งในจีนระบุว่าราคาเม็ดโพลีเอสเตอร์ที่ใช้ผลิตผ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ทำให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า และเส้นด้ายไม่ยอมรับราคาที่เพิ่มขึ้น โรงงานยังคงเดินเครื่องเพื่อผลิตตามคำสั่งซื้อเดิมเท่านั้น และเลือกชะลอการซื้อวัตถุดิบเพื่อหลีกเลี่ยงการผลิตสินค้าเกินความต้องการ โดยเจ้าของโรงงานระบุว่าทั้งอุตสาหกรรมกำลังรู้สึกกังวลและไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะจบลงอย่างไร

บางบริษัทพยายามลดต้นทุนโดยลดปริมาณการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ เช่น ในอินโดนีเซีย บริษัทต่าง ๆ ลดความหนาของบรรจุภัณฑ์พลาสติก และบางบริษัทพิจารณาใช้วัสดุอื่น เช่น กระดาษ แก้ว อะลูมิเนียม หรือพลาสติกรีไซเคิล แต่การเปลี่ยนวัสดุจะมีปัญหาเรื่องความทนทาน มาตรฐานความปลอดภัย และต้องใช้เวลาในการปรับสายการผลิตและหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลานาน 6 เดือนถึง 1 ปี นอกจากนี้พลาสติกรีไซเคิลยังมีราคาแพงกว่าพลาสติกจากน้ำมันถึง 5–7 เท่า

นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดตามปกติในวันพรุ่งนี้ ก็อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าตลาดพลาสติกในเอเชียจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

อ้างอิง : edition.cnn.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...