อสส. แจงส่งฟ้องไม่ทัน คดีแม่บ้านผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ ใส่ขวดนมเด็ก 2 ขวบ
อสส. แจงส่งฟ้องไม่ทัน คดีแม่บ้านผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ ใส่ขวดนมเด็ก 2 ขวบ
จากกรณีที่ได้มีการเปิดเผยว่า กรณีศาลเเขวงพระนครใต้มีคำสั่งปล่อยตัว น.ส.อุษณี หรือ ป้าแอน อายุ 57 ปี อาชีพแม่บ้าน ผู้ต้องหาผสมสารฆ่าเชื้อ (น้ำยาเดทตอล) ใส่ในขวดนม เนื่องจากพนักการอัยการยื่นฟ้องไม่ทันภายในระยะเวลาฝากขัง 30 วัน
ล่าสุด (3 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้มีการเปิดเผยความคืบหน้าว่า นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลเเขวงพระนครใต้มีคำสั่งปล่อยตัว น.ส.อุษณี หรือ ป้าแอน ผู้ต้องหาผสมสารฆ่าเชื้อ (น้ำยาเดทตอล) ใส่ในขวดนม เนื่องจากพนักการอัยการยื่นฟ้องไม่ทันภายในระยะเวลาฝากขัง 30 วัน
ว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนมายังพนักงานอัยการคดีศาลเเขวงเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ดำเนินคดี 2 ข้อหาคือ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปลอมปนอาหารหรือยาเพื่อให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้ง 2 ข้อหา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี พร้อมคำร้องผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย ที่จะครบกำหนดในวันที่ 29 ม.ค.
เมื่ออัยการตรวจสำนวน และเรียกครอบครัวผู้เสียหาย มาสอบข้อเท็จจริงเพิ่ม ซึ่งอัยการพบข้อพิรุธในเรื่องของปริมาณสารพิษที่อยู่ในขวดนม จึงได้ส่งสำนวนกลับให้พนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง ไปสอบเพิ่มเติมเรื่องปริมาณสารพิษ ว่าการรับสารพิษของเด็กอายุ 2 ขวบต้องได้รับปริมาณเท่าไหร่ถึงส่งผลแก่ชีวิต จากศูนย์พิษวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์รพ.รามาธิบดี และให้สอบสวนเพิ่มเติมอีก 5 ประเด็น เกี่ยวกับสารพิษ
โดยให้ส่งผลสอบเพิ่มเติมคืนใหัอัยการวันที่ 27 ม.ค. จากนั้นวันที่ 28 ม.ค. พนักงานสอบสวนเเจ้งกลับมาว่า ส่งหนังสือไปยังศูนย์พิษวิทยาแล้ว แต่เมื่อถึงวันที่ 29 ม.ค. ซึ่งเป็นวันครบฝากขังครั้งสุดท้าย อัยการยังไม่ได้รับผลสอบเพิ่มเติม ตามกระบวนการศาลจะต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา เนื่องจากหมดระยะเวลาควบคุมตัวตามกฎหมายเเละอัยการยังไม่สามารถส่งฟ้องได้
พร้อมได้สอบถามไปยังอัยการเจ้าของคดี ว่าถ้าไม่มีผลสอบเรื่องสารพิษ จะเพียงพอพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าผู้ต้องหากระทำหรือไม่ แม้หลักฐานจากกล้องวงจรปิดจะเห็นว่า ผู้ต้องหาได้ใส่สารพิษลงในขวดนม แต่ผลจากการใส่สารพิษลงขวดนมจะส่งผลอันตรายเด็กถึงแก่ชีวิตได้หรือไม่ ซึ่งหากผลของสารพิษส่งกลับมาแล้วพิจารณาแล้วอาจจะเข้าข่าย พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองหรือไม่ ซึ่งโทษจะหนักและสูงกว่า ซึ่งอัยการต้องการพิสูจน์ในชั้นศาลว่าสารที่อยู่ในขวดนมนั้นส่งผลอันตรายต่อเด็ก มากน้อยแค่ไหน และมองว่าหากอัยการรีบฟ้องไปโดยไม่รอผลสอบสารพิษ อาจจะทำให้ศาลยกฟ้อง
และเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ตำรวจได้ส่งหนังสือเลื่อนขอส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติม ทางอัยการก็รอผล และวันที่ 4 ก.พ. ก็ได้ส่งหนังสือติดตามไปยังตำรวจอีก และวันที่ 19 ก.พ. ตำรวจส่งหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องไม่สามารถส่งเอกสารเรื่องสารพิษมาได้ เนื่องจากศูนย์พิษวิทยายังไม่ส่งเอกสารมาให้ตำรวจ ซึ่งอัยการก็รอจนถึงขณะนี้
รองโฆษกอัยการสูงสุด กล่าวว่า คดีนี้ยังสามารถสั่งฟ้องได้ แต่ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดว่าจะส่งฟ้องในข้อหาเดิมหรือข้อหาใหม่ที่มีโทษสูงขึ้น เพราะการสั่งฟ้องสามารถทำได้เพียงครั้งเดียว อัยการอยากทำสำนวนให้รัดกุม ส่วนที่ผู้เสียหายกังวลว่าเมื่อผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัว แล้วจะไม่สามารถติดตามกลับมารับโทษได้ เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนั้น หลังจากที่มีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ต้องติดตามตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษเป็นไปตามกระบวนการ หากสั่งฟ้องในข้อหาเดิมมีอายุความ 10 ปี
แต่หากสั่งฟ้องในข้อหาใหม่มีอายุความ 20 ปี คาดว่าจากนี้ประมาณ 1 เดือน ศูนย์พิษวิทยาจะส่งเอกสารมาให้ตำรวจ และตำรวจจะส่งให้อัยการพิจารณาข้อกล่าวหาและทำการสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลต่อไป
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- อนุทิน สั่ง DSI ขยายผลแก๊งกักตุนน้ำมันดันเป็นคดีพิเศษ ยันสงกรานต์น้ำมันมีพอ
- ไอซ์ ภรรยาเหน่ง เหม่งจ๋าย โพสต์แล้ว! ชี้แจงทุกดราม่า ลั่นจ่อดำเนินคดี
- ด่วน! ป.ป.ช. เคาะเห็นชอบ ยื่นศาลฎีกา คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล เสนอแก้ ม.112
ติดตามเราได้ที่