โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แถลงนโยบายรัฐบาล9-10 เม.ย. สภาสูง-สว.รัชนีกร ส่งเสียงสะท้อน-ข้อเสนอแนะ

ไทยโพสต์

อัพเดต 54 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปัจจุบัน คือวิกฤต ที่ทุกคนต้องช่วยกัน โรงกลั่นน้ำมันที่ผ่านมากำไรมาตลอดกำไรมหาศาล วันนี้ควรต้องมีน้ำใจกับประชาชน เมื่อประเทศเกิดวิกฤต แล้วไม่ช่วย ต่อไป เราควรที่จะมองไปถึงว่า ควรจะมีการปฏิรูปเรื่องพลังงานใหม่ทั้งหมดหรือไม่ ควรจะมีการตั้งบรรษัทบริหารพลังงานแห่งชาติ โดยที่รัฐเป็นคนดูแล หากภาคเอกชนไม่มีน้ำใจ…

รัฐบาล"อนุทิน ชาญวีรกูล"ที่เรียกกันว่า"อนุทิน2"มีคิวการเมืองสำคัญในสัปดาห์นี้คือการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ในช่วงวันที่ 9-10 เมษายน ที่คาดว่าจะมีสมาชิกรัฐสภา ทั้งสส.ฝ่ายค้าน-สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายชำแหละนโยบายรัฐบาลกันจำนวนไม่น้อย โดยคาดว่าประเด็นร้อนเรื่องวิกฤตน้ำมัน ที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศ จะเป็นประเด็นหนึ่งที่จะมีการอภิปรายกันอย่างร้อนแรง

"ไทยโพสต์"สัมภาษณ์พิเศษ"รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งที่ผ่านมา เป็นสว.คนหนึ่งที่มีบทบาทและมีความโดดเด่นเวลาลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นต่างๆ ทั้งเวทีประชุมวุฒิสภาและการประชุมร่วมรัฐสภา"ให้ความเห็นถึงเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลอนุทิน2 ควรรีบเข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชน ตลอดจนข้อเสนอแนะในเรื่องนโยบายรัฐบาลในการบริหารประเทศว่า ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง โดยมีเนื้อหาดังนี้

รัชนีกร-สมาชิกวุฒิสภา"มองว่า ตอนนี้รัฐบาลเผชิญปัญหาหลายด้าน แต่หากพูดถึงปัญหาเร่งด่วนเรื่องแรกที่อยากจะให้รัฐบาลเร่งไปแก้ปัญหาก็คือ ปัญหาค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากวิกฤตน้ำมัน-พลังงาน รัฐบาลจึงควรเข้าไปดูแลควบคุมราคาสินค้าที่เป็นธรรมให้กับผู้บริโภค เพราะหลังจากน้ำมันปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ที่ก็เข้าใจได้ว่า ราคาสินค้าต้องปรับขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่รัฐบาลควรควบคุมราคาสินค้าให้มีความเหมาะสมมีความเป็นธรรมกับผู้บริโภค ต้องคอยดูว่ามีการปรับขึ้นราคาเกินควรไปหรือไม่

เรื่องที่สอง คือ การพัฒนารายได้ของประชาชน งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล ที่รัฐบาลจะนำมาใช้ควรจะเอาไปใช้เพื่อช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชน และรวมไปถึงการจัดสวัสดิการกับเด็กที่เกิดใหม่ด้วย

เรื่องที่สาม เรื่องของการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการSME โดยเข้าไปดูเรื่องการช่วยเหลือในการให้SMEกู้เงินเพื่อลงทุนโดยให้ดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกิน ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำ โดยรัฐบาลควรเข้าไปดูเรื่องของภาษีต่างๆ เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า

เรื่องที่สี่ อยากให้ดูเรื่องปัญหาความมั่นคงของรัฐในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฝั่งไทย-กัมพูชา และฝั่งพื้นที่ชายแดนภาคใต้

เรื่องที่ห้า อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งปี ตอนนี้เรากำลังเจอปัญหาฝุ่นPM และต่อไปจะเจอปัญหาภัยแล้ง และช่วงปลายปีก็เจอปัญหาน้ำท่วม แต่ประเทศไทยเราไม่เคยเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งที่ปัญหาข้างต้นจะวนมาทุกปีไปตามรอบเวลา แต่เราทำแค่การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ที่ผ่านมางบประมาณถูกนำไปใช้กับการเยียวยาแต่เรื่องการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ต้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำ เพราะถ้าเราเตรียมพร้อมเพียงพอจะช่วยลดความสูญเสียลงได้ โดยเมื่อประชาชนไม่สูญเสียก็ไม่ต้องเยียวยา ซึ่งงบเยียวยามันไม่พอกับความเดือดร้อนของประชาชนที่เสียหายไปด้วยซ้ำ การเตรียมพร้อมรับมือได้ดีคือสิ่งที่ดีที่สุด

และเรื่องสุดท้าย อยากให้รัฐบาลเข้าไปดูแลแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศ เพราะเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเป็นสาเหตุหลักของการถ่วงความเจริญของประเทศไทย อยากให้เข้าไปดูเรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มโทษเอาผิดข้าราชการหรือนักการเมืองที่จงใจทุจริตเพื่อต่อไปจะได้ไม่กล้าทำ ประเทศไทยจะได้เจริญขึ้น

"รัชนีกร-สว.ในฐานะสมาชิกรัฐสภา"กล่าวว่าในการแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย. จะใช้สิทธิลุกขึ้นอภิปรายแน่นอนเพราะตั้งแต่เป็นสว.มาก็ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายรัฐบาลทุกครั้งเมื่อรัฐบาลมีการแถลงนโยบายรัฐบาล

..สำหรับสิ่งที่อยากเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในเรื่องนโยบายนั้นมีหลายเรื่อง เริ่มจากเรื่องแรก ก็คือ อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน เพราะตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ แนวทางก็เช่น รัฐบาลต้องเข้าไปควบคุมราคาสินค้า จากที่ดูสินค้าควบคุมที่มีการประกาศออกมาพบว่ายังไม่ครอบคลุมกับสินค้าที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะพอไปควบคุมสินค้าบางรายการ แต่ก็พบว่าสินค้าบางรายการที่ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมก็ขึ้นราคาโดยไม่สมเหตุสมผล โดยอ้างว่าต้นทุนน้ำมันขึ้น แต่จริง ๆ แล้วถ้าคิดเป็นต้นทุนของการผลิตสินค้า ก็ขึ้นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เวลาขึ้นราคาสินค้ามีการปรับราคาขึ้นสูง รัฐบาลควรเข้าไปดูว่า การปรับขึ้นดังกล่าว มันเหมาะสมหรือไม่ อย่าง ราคาไข่ไก่ในร้านสะดวกซื้อสูงเกินไป ทั้งๆที่ควรควบคุม ส่วนโครงการธงฟ้าฯ ก็ไม่ได้เข้าถึงประชาชนทั้งหมด

เรื่องที่สองที่อยากเห็นในนโยบายรัฐบาลก็คือการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ในแต่ละปี จะเจอปัญหาภัยพิบัติตลอดทั้งปี ทั้งปัญหาฝุ่นPM น้ำท่วม น้ำแล้ง ที่จะมาเป็นรอบเวลา แต่ทำไมเราไม่เคยมีการเตรียมพร้อม รัฐบาลต้องมีการเตรียมพร้อม ไม่เอาเยียวยารายเหตุแล้ว เพราะเวลาน้ำท่วมบ้าน ของในบ้านประชาชนเสียหายไปกี่แสน แต่เวลาเงินช่วยเหลือเขาได้ไม่กี่บาท ทางที่ดีที่สุดคือภาครัฐต้องป้องกัน-เตรียมความพร้อมตั้งแต่ขั้นแรกเลย

เรื่องที่สาม คือเรื่องของการแก้ปัญหาความมั่นคง เรื่องไทย-กัมพูชา เรื่องปัญหาชายแดนจังหวัดภาคใต้ อย่างไทย-กัมพูชา เรารู้อยู่แล้วว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นแบบไหน เขาไม่ได้จะเป็นเพื่อนบ้านกับเรา เพราะฉะนั้นนโยบายการต่างประเทศต้องเปลี่ยน เราต้องมีความชัดเจน ส่วนปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาหลายปี ใช้งบประมาณลงไปแก้ปัญหาจำนวนมากแต่ปัญหาก็ยังไม่จบ รัฐบาลต้องเข้ามาดูว่าสรุปแล้วปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน แล้วก็รื้อระบบทั้งหมดทำกันสักที ต้องจริงใจในการแก้ปัญหา

"สว.-รัชนีกร"กล่าวต่อไปว่าเรื่องที่สี่ คือเรื่อง"ความมั่นคงทางพลังงาน" ตอนนี้เราเจอวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมัน สิ่งที่ประชาชนตั้งคำถามก็คือ ขายน้ำมันสต๊อกเก่าในราคาใหม่ อยากให้โรงกลั่นน้ำมันเข้าใจว่าเวลานี้มันไม่ใช่การค้าเสรี เพราะปัจจุบัน คือวิกฤต ที่ทุกคนต้องช่วยกัน โรงกลั่นน้ำมันที่ผ่านมากำไรมาตลอดกำไรมหาศาล วันนี้ควรต้องมีน้ำใจกับประชาชน เพราะเมื่อประเทศเกิดวิกฤต แล้วไม่ช่วย ดังนั้นต่อไป เราควรที่จะมองไปถึงว่า ควรจะมีการปฏิรูปเรื่องพลังงานใหม่ทั้งหมดหรือไม่ ควรจะมีการตั้งบรรษัทบริหารพลังงานแห่งชาติ โดยที่รัฐเป็นคนดูแล หากภาคเอกชนไม่มีน้ำใจแบบนี้ต่อไป คิดว่า เราต้องกลับมาทบทวนว่าเราควรจะมาจัดการเองหรือไม่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชน โดยเฉพาะเวลาเกิดวิกฤติ และควรตั้งคลังน้ำมันสำรองของรัฐให้ได้ 200 วัน เทียบเคียงกับกรณีศึกษาของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันเรายังทำไม่ได้ ระหว่างนี้สิ่งที่ควรทำคือลดภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยประชาชน

..เรื่องที่ห้าที่อยากเห็นในนโยบายรัฐบาลก็คือ นโยบายปราบคอร์รัปชั่น โดยแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มโทษสูงสุดกับข้าราชการและนักการเมืองที่จงใจทุจริต เพื่อให้คนไม่กล้าทุจริตแล้วประเทศไทยก็จะเจริญ และเรื่องที่หก คือ นโยบายแก้ปัญหาสังคม เช่น นโยบายแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในสังคม การทำให้สถานศึกษาปลอดภัย และที่สำคัญคือแก้ปัญหายาเสพติด

เมื่อถามว่ามีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนต้องการให้รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายรัฐบาลให้ชัดเจนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะสนับสนุนในเรื่องนี้หรือไม่ หลังผลประชาติเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ "สว.รัชนีกร-ที่เคยอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"ให้ความเห็นว่า ประเทศเราที่ยังย่ำอยู่กับที่ ไปข้างหน้าไม่ได้ ถอยแต่หลังเพราะทุกคนอ้างแต่คำว่าประชาธิปไตย ประชาธิปไตย ท่องกันอยู่แค่นี้ แต่ได้หันกลับมามองคนในประเทศบ้างหรือไม่ว่า ประชาชนยากลำบากขนาดไหน ชาวบ้านจะไม่มีกินอยู่แล้ว ตอนนี้ปัญหาปากท้องประชาชนต้องมาก่อนในช่วงวิกฤตแบบนี้ เพราะประชาธิปไตยเรามีอยู่แล้ว แต่เรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยอภิปรายว่า เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้แล้วยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ที่ใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้านบาท เพราะรัฐธรรมนูญก็แก้ไขรายมาตราได้ ทำไมไม่แก้รายมาตรา

การแก้รายมาตรา ข้อดีคือทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนไปเลยว่าจะแก้มาตราไหน เพราะจะทำให้การหมกเม็ด การสอดไส้ การสลับมือซ้าย-มือขวาล่อหลอกประชาชนจะไม่เกิดขึ้น ประชาชนจะรู้ว่าคุณจะแก้ไขเรื่องอะไร แต่พอเปิดมาเลยว่าจะแก้ไขเพื่อยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ถ้าเป็นแบบนี้ ประชาชนจับไม่ออกแล้วว่าตกลงนักการเมืองจะแก้ไขเรื่องอะไร เพราะนักการเมืองจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัวนักการเมืองต้องรู้ว่าคุณจะแก้ไขเรื่องอะไร แล้วเอางบประมาณชาติขนาดนั้นไปละลายทำไม ตอนนี้เราเกิดวิกฤตขึ้นอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ ก็น้ำท่วมหาดใหญ่ ตามด้วย สงครามไทย-กัมพูชา เราเสียงบประมาณไปเท่าไหร่ แล้ววันนี้มาเจอวิกฤตน้ำมันอีก เอางบประมาณมาช่วยประชาชนในชาติก่อนดีหรือไม่ ถ้าเราอ้างประชาธิปไตย ประชาธิปไตย ลองมองย้อนหลังกลับไปได้เลย เราแก้ไขรัฐธรรมนูญกันมากี่ครั้งแล้วประเทศชาติเราไปถึงไหนบ้าง สหรัฐอเมริกาใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวมาสองร้อยกว่าปี เขาแก้ไขก็แก้แบบรายมาตรา สหรัฐฯ ก็ยังอยู่แบบเข้มแข็ง ทำไมเราไม่เรียนรู้จากประเทศอื่น จะมาเอาแต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เราไม่ได้ร่างเอง ต้องล้มและต้องเขียนเอง เป็นแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว

ถามย้ำว่า หมายถึงมองว่าก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเขียนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ-การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ในนโยบายรัฐบาลก็ได้ "รัชนีกร-สมาชิกรัฐสภา"กล่าวตอบว่า ไม่มีความจำเป็น การที่ผ่านประชามติครั้งที่ 1 ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านประชามติไปจนถึงรอบที่ 3 ไม่มีอะไรรับประกันว่าประชามติครั้งที่ 1 ผ่าน แล้วครั้งที่ 2 จะต้องผ่าน หรือครั้งที่ 3 จะต้องผ่าน ต้องดูไปแต่ละขั้นตอนอีก ว่าแก้ไปแบบไหน และทิศทางไหนประชาชนเอาด้วยหรือไม่ การบอกว่าประชามติครั้งแรกผ่าน เป็นการตัดสินว่าประชาชนให้ทำแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ ดิฉันว่าไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องการเปิดเริ่มต้นให้ทำ แต่ถ้าทำไปแล้วประชาชนเห็นว่าไปไม่รอด ประชาชนอาจไม่ให้ผ่านก็ได้ในประชามติรอบสองหรือรอบสาม ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน

-ในรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า หากมีการยุบสภา ร่างพ.ร.บ. ที่ค้างอยู่จะตกไป แต่ครม.ชุดใหม่สามารถร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาต่อได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังเลือกตั้ง ตอนนี้ก็มีร่างกฎหมายที่ตกไปจากการพิจารณาของรัฐสภาครั้งที่แล้ว ซึ่งบางร่างก็เป็นกฎหมายสำคัญที่หลายคนจับตาเช่น ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด หรือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม?

ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่หลังผ่านสภาฯและส่งมาที่วุฒิสภา แต่เมื่อมีการยุบสภาฯ ทำให้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวค้างอยู่ ต้องดูว่าจะมีการขอให้รัฐสภาหยิบยกมาพิจารณาต่อหรือไม่หลังจากนี้

แต่เท่าที่พิจารณาเห็นว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่สามารถรีบออกได้ เพราะตัวร่างที่ผ่านสภาฯ ส่งมาที่วุฒิสภา ซึ่งมีร่วม 273 มาตรา ในฐานะที่ได้ยื่นขอแปรญัตติฯ ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวแล้วเห็นว่า เป็นร่างพ.ร.บ.ที่มีความซับซ้อน การพิจารณาจึงไม่ควรเร่งรีบ เพราะจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมทั้งระบบหมด ควรต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการที่จะเข้ามาแก้หรือไม่แก้พ.ร.บ.ดังกล่าว

ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เท่าที่พิจารณา มีความเหลื่อมล้ำหลายอย่าง ทั้งการเขียนในเรื่องอำนาจหน้าที่ต่างๆ ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่อาจจะไปก้าวล่วงกับกฎหมายฉบับอื่น เช่นการมอบอำนาจให้กับบางองค์กรทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าเขาสามารถทำได้หรือไม่ การจะออกกฎหมายฉบับนี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่ากฎหมายฉบับนี้หากออกมาแล้วจะทำให้สิ่งแวดล้อมไทยเราดีขึ้นโดยสมบูรณ์ เพราะหากกฎหมายออกมาโดยการพิจารณาไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง อาจจะทำให้เรามีปัญหามากกว่าเดิมก็ได้

..ปัญหาที่พบเช่น การให้มีการใช้อำนาจที่มากเกินไป อย่างบางเรื่องอาจจะไปก้าวล่วงกับพ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฯ ที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ ควรเป็นกฎหมายใหญ่สุด และพ.ร.บ.อากาศสะอาด ควรเป็นกฎหมายลำดับรองลงมา แต่ไปเขียนให้อำนาจหน้าที่ต่างๆกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ใหญ่กว่า พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ ที่มีอยู่ก่อนหรือกรณีการเขียนมอบอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางเรื่องที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต

ส่วนกฎหมายที่ไม่อยากให้มีการยืนยันให้นำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ก็คือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม(ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ) เพราะเป็นร่างพ.ร.บ.ที่จะล้างความผิดทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไขของคนที่เกี่ยวข้องมา 20 ปีย้อนหลังไป หากประเทศไทยเราจะเป็นแบบนี้ หมายความว่าเราจะทำอะไรกันก็ได้ ผ่านไป 20 ปี ผู้มีอำนาจก็มาออกกฎหมายแล้วบอกว่าที่ผ่านมา ถือว่าไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษ คือไม่ต้องรับโทษไม่พอ ยังถือว่าไม่มีความผิดอีก แล้วต่อไปสังคมเราจะอยู่กันอย่างไร เราจะอยู่กันอย่างไรกับการที่ใครทำอะไรก็ได้ และพอมีอำนาจก็มาออกกฎหมายบอกว่าตัวเองไม่ผิด

คือวันนี้ไม่ได้บอกว่าที่ผ่านมาทุกคนต้องผิด แต่การที่คุณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มันยุติธรรมกับทั้งตัวผู้ถูกร้องและสังคมรอบด้าน ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่มีเฉพาะผู้ชุมนุม แต่มีสังคมโดยรวมด้วย วันนั้นหากจำกันได้ มีการประท้วงสลับไปสลับมา เศรษฐกิจ-สังคมพัง ใครรับผิดชอบ ผู้ประกอบการขาดทุนต้องปิดกิจการใครรับผิดชอบ แล้วมาวันนี้ หากไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีก แล้วตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมจะเอาความชอบธรรมตรงไหนมาบอกว่า ตัวเองไม่ผิด ตัวเองไม่มีปัญหา ขนาดนักการเมืองบางคนที่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเมื่อคดีถึงที่สุด โดยผลออกมา ไม่ต้องรับโทษ ไม่มีความผิด เขายังถูกตั้งคำถามจากเด็กรุ่นหลังในสังคมตอนนี้เลย แล้วคุณจะเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมอย่างไรต่อไปจากนี้ หากคุณพ้นผิด แบบที่ไม่มีกระบวนการเข้ามาตรวจสอบ

ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ส่วนตัวค้านร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อยากให้ตกไป เป็นพ.ร.บ.ฉบับเดียว ที่อยากให้ตกไปแบบไม่มีเงื่อนไข วันดีคืนดี จะมาล้างไพ่ ให้ไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษ คืออาจจะให้มีได้กรณีของเด็กเยาวชน ที่ เด็ก ณ วันนั้น ซึ่งทุกวันนี้เราก็รู้อยู่ว่าบางครั้งประชาธิปไตยบางอย่างก็ไปให้เด็กทำ โดยที่ เด็กอาจจะไม่ได้มีความรู้ ไม่ได้ความรอบคอบในการกระทำการใด ๆ อันนี้อาจจะละเว้นได้ในกรณีที่ ณ วันนั้นเขายังเป็นเด็ก แต่ที่สำคัญเด็กต้องรู้ ต้องยอมรับว่าวันนั้นเด็กทำผิด

โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...