ข้ามภพมาเป็นสะใภ้ใหญ่ผู้ร้ายกาจ ยุค 80
ข้อมูลเบื้องต้น
ทำความรู้จักก่อนอ่าน
#นิยายเรื่องนี้จะเล่าถึงการใช้ชีวิตของตัวเดินเรื่องอย่างนางเอก ที่บังเอิญถูกมิติดูดมาอยู่อีกยุคหนึ่งที่ประชาชนลำบากยากจนมาก
#นิสัยนางเอกจะห้าว ๆ หน่อย ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น ร้ายมาร้ายกลับไม่ยอมคน และทำงานบ้านเองทุกอย่าง ขยันหาเงินอะไรก็ทำไปหมดเพราะกลัวจน ถามว่ารักพระเอกไหม ด้วยความที่นางเอกเป็นผู้หญิงเนอะ จะต้องแพ้ความดีของพระเอกอยู่แล้ว
#พระเอกในเรื่องเหมือนเดิมตามสไตล์ที่ไรต์ชอบ เป็นบุรุษที่แสนดีสุภาพบุรุษ คอยสนับสนุนภรรยาทุกอย่าง รักภรรยาแบบมาก ๆ ด้วยความที่ผู้ชายในยุคนั้น จะไม่ค่อยแสดงความรักสักเท่าไหร่ แต่รักภรรยามาก…แค่นั้น
#เหตุการณ์ในเรื่องมีทั้งจริงและไม่จริงนะคะ บางเหตุการณ์ไรต์จินตนาการขึ้นมาเองเท่านั้นแต่จะแทรกเหตุการณ์จริงที่ไรต์ได้ข้อมูลมาบ้างนะคะ อาจไม่มากแต่ก็จะพยายามแทรกให้เป็นความรู้ให้ได้มากที่สุด
#สรุปคร่าว ๆ นะคะว่าเนื้อเรื่องประมาณไหน เนื้อเรื่องประมาณว่านางเอกดิ้นรนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะไม่อยากให้ลูกแฝดต้องลำบาก ไปสนุกกับบทร้ายและความฉลาดของนางเอกที่จะพลิกชะตาชีวิตของตัวเอง การเป็นอยู่และการใช้ชีวิตของคนในยุคนั้น แต่ไรต์จะไม่เขียนเชื่อมกับการเมืองนะคะ เนื้อเรื่องหวาน ๆ ของพระนาง ไม่มีดราม่าเพราะนางเอกสกัดทุกครั้งที่จะไรต์จะเขียน 555
#สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านนะคะ E-Book จะมาเร็ว ๆ นี้ รี้ดงดคอมเม้นต์คำหยาบกันนะคะ
มิติดูดไปอยู่ในร่างสตรีท้องแฝด
อยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่รายล้อมไปด้วยหน้าจอคอม หญิงสาวร่างบางตัวเล็กใบหน้าสวยหวานกำลังนั่งพิมพ์อะไรบางอย่างอย่างขะมักเขม้น เธออยากรีบทำให้เสร็จเพราะอีกไม่กี่วันเธอจะต้องนำโปรเจกต์นี้ไปเสนอให้ลูกค้าดูอีกที
หลิวเยว่ซิน สุดยอดนักเขียนโปรแกรมวัย 25 วัน ๆ นั่งทำงานอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ไม่ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าวันนั้นจะเป็นวันสำคัญจริง ๆ เธอไม่เคยมีความรักมาก่อน ในหัวของเธอมีแต่เรื่องงานเท่านั้น มีหนุ่ม ๆ มากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบแต่เธอก็ไม่สนใจ หาว่าผู้ชายเหล่านั้นโรคจิต
เยว่ซินมีนิสัยที่เหมือนผู้ชาย ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่าย ๆ ใครพูดจาวาร้ายเธอพร้อมบวกทันทีไม่คิดที่จะยอมแพ้ ภายนอกเธอดูเป็นผู้หญิงน่ารักอ่อนหวาน แต่ภายในใจกลับตรงกันข้าม ใครจะคิดว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเยว่ซินจะเก่งทักษะการต่อสู้ เทควันโดสายดำดั้งสิบ
ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมอยู่นั้น เยว่ซินบังเอิญเหลือบไปเห็นสร้อยคอจี้หยกมังกรที่คุณย่าเอาให้เธอไว้สวมใส่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่กลับไปเยี่ยมย่า เธอหยิบเอาสร้อยคอนั้นมาสวมใส่ ทว่าครู่นั้น อยู่ ๆ หน้าจอคอมที่อยู่ตรงหน้าก็สว่างจ้า เธอรีบยกมือขึ้นบดบังใบหน้าของตัวเองไว้
เยว่ซินสัมผัสได้ถึงแรงดูดเหมือนกับแสงสว่างนั้นกำลังดูดร่างของเธอเข้าไปในนั้น เสี้ยวพริบตาเดียวเธอก็หมดสติไปไม่รับรู้ถึงอะไรอีกเลย…
ที่เมืองเทียนฉิง มณฑลฉงเจิ้น ปี 1978
ร่างเล็กนอนหมดสติอยู่บนเตียงลุกพรวดเมื่อได้สติ เสียงหอบหายใจดังผสมผสานกับเสียงเต้นรัวเร็วของหัวใจ เยว่ซินตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่มาก เมื่อหลับตาลงอีกครั้ง ภาพแปลก ๆ ในหัวก็ผุดเข้ามาไม่หยุด ภาพค่อย ๆ ฉายชัดเหมือนกับกำลังพยายามให้เธอจดจำเรื่องราวในห้วงความคิดนี้ให้ดี
เยว่ซินลืมตาขึ้นอีกครั้ง พลางมองสำรวจดูรอบ ๆ บ้าน สภาพภายในบ้านทำให้เธอแทบอยากจะร้องไห้ ผนังบ้านเก่าทรุดโทรม ข้างบนเต็มไปด้วยหยากไย่แมงมุม กลิ่นอับชวนให้อาเจียน เตียงไม้ก็แข็งไม่มีอะไรรองเลย ภายในบ้านว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงและเก้าอี้เก่า ๆ สองตัว
เธอฝ่าแสงสว่างจ้าจากหน้าจอคอมที่เรียกว่ามิติมาที่นี่อย่างนั้นเหรอ? ต่อให้หลับตาส่ายหน้าไปมาตบหน้าตัวเองอีกกี่ครั้ง ภาพที่อยู่ตรงหน้าของเธอยังเหมือนเดิม เธอไม่ได้ฝันไปและนี่ก็คือความจริง เยว่ซินมองสำรวจดูสภาพตัวเอง ไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าเธอทะลุมิติมาสิงอยู่ในร่างของคนอื่นจริง ๆ
รูปร่างของผู้หญิงคนนี้ผอมแห้ง ผอมมากเนื้อแทบติดกระดูกแล้วมั้ง เยว่ซินมองดูปฏิทินที่แทบจะไม่เห็นตัวเลขแขวนอยู่บนผนัง แต่พอมองดูใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่าเธอทะลุมิติมาอยู่ในยุค 70 ร่างบางแน่นิ่งไปสักพักพยายามหาเหตุผลมาอธิบายให้ตัวเองเข้าใจถึงข้อสงสัยที่จะเป็นไปได้
แต่…ไม่ว่าจะพยายามนึกยังไงก็ไม่อาจหาคำตอบให้ตัวเองได้ พอมองต่ำลงไป เยว่ซินถึงกับอ้าปากค้าง ผู้หญิงคนนี้กำลังท้อง เพราะหน้าท้องที่นูนออกมาทำให้เธอรู้ได้ ไม่รู้ว่าฟ้าเล่นตลกอะไรกับชีวิตเธอกันแน่ เธอไม่เคยรักกับใครมาก่อน ไม่เคยแต่งงานเสียด้วยซ้ำ แล้วเธอดันทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนท้องแบบนี้ เธอจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ยังไงล่ะทีนี้…
เยว่ซินเดินคอตกไปนั่งที่เตียงขอทำใจสักพัก เจ้าของร่างเดิมมีชื่อเหมือนกับเธอ อายุก็เท่ากับเธออีก แต่ชีวิตสุดแสนจะอาภัพ เธอเป็นลูกกำพร้า พ่อแม่เสียเมื่อตอนที่เธออายุได้เพียงสามขวบจากเหตุการณ์หนีสงคราม เพราะอยากจะปกป้องเธอให้มีชีวิตรอด พ่อกับแม่จึงยอมตายแทนเธอ
พออายุได้ 19 ปี ก็แต่งงานกับหวังเฟินหัว ลูกชาย ‘หวงหยู่เยียน’ ภรรยารองของ ‘หวังไท่เหา’ สามีกับแม่สามีใช้ชีวิตสุดแสนจะลำบาก พอภรรยาเอกของไท่เหาเสียชีวิต ก็ได้พาสองแม่ลูกเข้าไปอยู่ในบ้านใหญ่ แต่คนภายในบ้านใหญ่ไม่มีใครต้อนรับสองแม่ลูกเลยสักคน พวกเขาจงเกลียดจงชังเฟินหัวกับแม่อย่างกับอะไร เพราะคิดว่าเฟินหัวกับแม่เป็นต้นเหตุทำให้แม่ของพวกเขาต้องตาย
เพราะครอบครัวของไท่เหาเกลียดหยู่เยียนที่เกิดในครอบครัวที่ยากจนไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน จึงบังคับให้ไท่เหาแต่งงานกับลู่จื้อลูกสาวของหัวหน้ามู่บ้านและให้ลู่จื้อเป็นภรรยาเอก วันนั้นหยู่เยียนถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งท้องกับไห่เทาอยู่ พอไห่เทารู้เรื่องจึงขอให้ครอบครัวแต่งหยู่เยียนเข้ามาอยู่ในบ้านอีกคน ในฐานะภรรยารอง
เฟินหัวกับแม่ใช้ชีวิตในบ้านใหญ่ไม่ต่างจากทาสรับใช้ พอเฟินหัวอายุได้ 19 ก็ได้แต่งงานกับเยว่ซินพาเธอเข้ามาอยู่ในบ้านใหญ่ด้วยกัน แต่งงานกันได้หนึ่งปี เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูทุกคนภายในบ้าน เฟินหัวจึงตัดสินใจเข้าไปในเมืองหางานทำและเขาก็ได้เข้าทำงานในโรงงานกระดาษ
คนในบ้านใหญ่คอยหาทางกลั่นแกล้ง รีดไถเงินเฟินหัวและหยู่เยียนอยู่บ่อยครั้ง นานวันเข้าแม่สามีทนไม่ไหวจึงได้พาเธอแยกบ้านออกมาอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน แม้จะลำบากแต่พวกเขาก็มีความสุขดี ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนที่ผ่าน ๆ มา
ไห่เทาได้แอบเอาเงินเก็บของตนให้หยู่เยียนดูแลซื้อข้าวซื้อปลาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นราว ๆ 50 หยวน แต่คนในบ้านใหญ่กลับไม่เห็นด้วยหากพวกเขาจะแยกบ้านออกไป เพราะถ้าหากพวกเขาแยกบ้านก็จะไม่มีใครคอยทำงานบ้านให้ คอยรับใช้พวกเขายังไงล่ะ
เยว่ซินกำลังตั้งท้องอยู่จึงออกไปทำงานแลกแต้มไม่ได้ แม่สามีกับน้องสาวสามีจึงต้องทนลำบากทำหน้าที่นั้นแทน เธอคอยอยู่บ้านทำอาหารและทำงานเบา ๆ เพียงเท่านั้น เยว่ซินไม่คิดเลยว่าเจ้าของร่างเดิมจะมีชีวิตที่รันทดขนาดนี้ ในเมื่อทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้แล้ว เธอก็ต้องพลิกชะตาชีวิตให้ดีกว่านี้สินะ
“ฟื้นแล้วเหรอลูก แม่เพิ่งทำแกงไก่เสร็จพอดี ลูกกินสักหน่อยนะ”
ทันทีที่เห็นเยว่ซินฟื้น หยู่เยียนจึงรีบนำแกงไก่ไปวางไว้ข้าง ๆ เธอมองไปที่ถ้วยแกงไก่นั้น ไม่แปลกที่ยุคนี้จะเป็นยุคที่ข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านอยู่กันอย่างลำบากจริง ๆ ไก่ในถ้วยเนื้อน้อยนิดติดกระดูกแทบจะไม่มีเนื้อให้กินเลย
มองดูสตรีที่อยู่ตรงหน้าแล้ว เยว่ซิงก็อดที่จะสงสารไม่ได้ รูปร่างซูบผอม เหมือนคนที่ขาดสารอาหารไม่มีผิด มือถือถ้วยแกงสั่นเทาเห็นแบบนี้แล้วเธอก็ยิ่งสงสาร
“กินหน่อยนะลูก กำลังท้องกำลังไส้อยู่ต้องบำรุงเยอะ ๆ เข้าใจไหมจ้ะ”
“ขะ…ขอบคุณค่ะแม่” เธอถือถ้วยแกงจากมือแม่มาตักกินเอง รสชาติจืดเหมือนกำลังกินแกงไก่ใส่น้ำเปล่ายังไงยังงั้น
“อดทนกินแกงจืด ๆ ไปก่อนนะลูก รออีกสองสามวันฟางมู่เข้าไปในเมืองซื้อเครื่องปรุงมานะจ๊ะ”
เอาคืนด้วยขี้หมูมูลไก่
“ไม่เป็นไรค่ะแม่”
“ถ้ากินเสร็จแล้วก็นอนพักนะลูก แม่จะต้องออกไปทุ่งแล้วจ้ะ” เยว่ซินพยักหน้าเบา ๆ แล้วนั่งกินแกงไก่ต่อ
นั่งทำใจอยู่นานสักพัก เห็นสร้อยจี้หยกมังกรห้อยที่คอตัวเองอยู่ ก็เกิดคิดถึงย่าขึ้นมา เยว่ซินจับจี้หยกเล่นพลิกไปพลิกมา กินแกงไก่จืด ๆ เมื่อครู่ เธอก็นึกถึงอาหารที่อยากจะกินขึ้นมา
“ถ้าได้กินบะกุ๊ดเต๋สักถ้วยก็คงจะดี เฮ้อ ~” บะกุ๊ดเต๋คืออาหารโปรดที่เธอชอบที่สุด เป็นอาหารที่เธอทานได้ทุกวันไม่มีเบื่อ
ทันทีที่พูดจบ สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า เยว่ซินตกใจดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน บะกุ๊ดเต๋ส่งกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายไหลปรากฎอยู่ตรงหน้าเธอจริง ๆ เมื่อกี้เธอไม่ได้ตาฝาดไป ร่างบางรีบวิ่งไปดูทันที
“พระเจ้า! เหลือเชื่อจริง ๆ เลย” เยว่ซินตื่นเต้นมองไปที่สร้อย ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ทีนี้เธอก็ไม่กลัวอดตายแล้วสิ
“ว่าแต่ฉันขอได้กี่ครั้งนะ” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ไม่รู้ว่าขอได้กี่ครั้งแล้วขอทุกอย่างตามที่ต้องการได้หรือเปล่า
“อืมมม ~ ฉันขอเงินสดสัก 10,000 หยวนที” เปลือกตางามหลับตาลง ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบเพียงความว่างเปล่า คิ้วบางถึงกับขมวดชนกันแน่น
“ขอเงินไม่ได้เหรอ งั้นก็อย่างอื่นแล้วกัน” เยว่ซินสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหลับตาลงอีกครั้ง
“ฉันขอจักรยานใหม่สักคัน” หลับตานานสักพัก ลืมตาอีกครั้งยังคงพบเพียงความว่างเปล่า เยว่ซินเริ่มสงสัยว่าสร้อยนี้ให้พรอะไรกันแน่
“พอขออาหารกลับได้อย่างที่ขอ แต่ขออย่างอื่นกลับไม่ได้ หรือว่า…”
ดวงตากลมโตเป็นประกาย ก่อนจะวิ่งไปดูที่ครัวว่าขาดเหลืออะไรบ้าง เธอจะได้จดลงในกระดาษแล้วขอทีเดียว รอยยิ้มเปี่ยมสุขประดับอยู่บนใบหน้าเรียวสวย เธอไม่กลัวอดตายแล้ว ขอมีอาหารกินเอาแรงทำงานก็พอ เราต้องกินเพื่ออยู่ มีแรงถึงจะมีเงิน
“ฉันขอเนื้อหมู 6 ชั่ง ข้าวสาร 10 ชั่ง ปลา 10 ชั่ง เนื้อวัว 6ชั่ง เครื่องปรุงในครัวที่จำเป็นอย่างละ 4 จิน”
เยว่ซินหลับตาลงรอดูว่าจะได้ตามอย่างที่ขอหรือไม่ พอลืมตาขึ้นดูของที่เธอต้องการก็ปรากฎอยู่บนโต๊ะครบตามจำนวนที่เธอขอ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ
“ขอบคุณมากนะคะย่า ฉันไม่กลัวอดตายแล้ว” เธอรีบนำของเข้าไปซ่อนในที่ลับตาคนทันที ในความจำของเจ้าของร่างเดิมเธอเห็นว่าคนที่บ้านใหญ่มักจะมาสอดแนมดูชีวิตเธอกับแม่สามีในแต่ละวัน ไม่พอยังชอบมาตีเนียนเอาของกินในบ้านเธอไปอีก
“วันนี้จะทำอะไรให้แม่สามีกินดีน้า ~” เยว่ซินจัดของเก็บกวาดภายในบ้านไปพลางฮัมเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข
มาอยู่ในยุคลำบากแบบนี้ ขอมีอาหารกินไม่อดอยากก็พอแล้ว เรื่องอื่นไว้ค่อยคิดหาทางอีกทีแล้วกัน เยว่ซินไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงท้องจะลำบากทรมานขนาดนี้ ทำอะไรก็รู้สึกปวดเมื่อยไปหมด หลังเธอตอนนี้ปวดเหมือนจะหักออกเป็นสองท่านยังไงยังงั้น
หลังจากที่เก็บกวาดบ้านเสร็จ เยว่ซินก็มานั่งคิดว่าที่ผ่านมามีใครบ้างที่คอยคิดร้ายหาทางกลั่นแกล้งเจ้าของร่างเดิม เหตุการณ์ที่ทำให้เธอโกรธแทบคลั่งนั้นก็คือสะใภ้รองและสะใภ้สามมักจะรีดไถเอาของของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร อะไรใหม่ ๆ จะมาแย่งเอาไปหมด
“ถึงเวลาที่ฉันต้องเอาคืนแล้ว หึย ~” เยว่ซินกำหมัดแน่นรีบเดินไปที่บ้านใหญ่ทันที
เวลานี้ทุกคนน่าจะทำงานอยู่ที่ทุ่งกันหมด อยู่ไม่ไกลมี่ถิงสะใภ้สามเห็นร่างอันคุ้นเคยของเยว่ซินเดินไปที่เรือนใหญ่จึงรีบสะกิด หนิงลี่สะใภ้รองให้หันมาดู
“พี่สะใภ้รอง ดูนั่นสิ พี่สะใภ้ใหญ่เยว่ซินฟื้นแล้วกำลังเดินไปที่บ้านเราทำไมก็ไม่รู้”
“นั่นสิ เรารีบกลับไปดูกันเถอะ” สะใภ้ทั้งสองรีบทิ้งงานที่ทุ่งวิ่งตรงดิ่งกลับไปที่บ้านทันที
พอมาถึงก็เห็นร่างบางเล็กกำลังตักข้าวสารอยู่ ทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปแย่งถ้วยในมือของเยว่ซินมา
“นี่หล่อนทำอะไรของหล่อนย่ะ! หน้าด้านเดินเข้ามาตักข้าวสารในบ้านคนอื่นได้ยังไง!”
“ก็ฉันมาตักเอาข้าวที่พวกเธอเอาของฉันไปคืนไง แล้วอีกอย่างบ้านนี้ก็คือบ้านของพ่อสามีฉัน ถ้าจะให้พูดฉันคือสะใภ้ใหญ่มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้มากกว่าเธอ”
“หน้าไม่อาย! แยกเรือนออกไปแล้วยังมีหน้ามาบอกว่ามีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้! นังผู้หญิงหน้าด้าน!”
มี่ถิงทนไม่ไหวโต้กลับทันควัน ทั้งสองไม่ยอมให้เธอตักเอาข้าวสารไปได้ง่าย ๆ แต่เยว่ซินก็ไม่ลดละความพยายาม ไม่ว่ายังไงวันนี้เธอก็ต้องนำของที่พวกเขาหน้าด้านเอาไปจากเธอคืนให้ได้
“นี่! จะไม่ปล่อยใช่ไหม?!”
“ไม่ / ไม่” สะใภ้ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน
“ได้! ไม่ปล่อยใช่ไหม! ต้องเจอนี่…” เยว่ซินถีบสะใภ้ทั้งสองล้มหมอบไปที่พื้น
ก่อนจะลากหนิงลี่สะใภ้รองไปมัดไว้ตรงเล้าไก่ ส่วนมี่ถิงสะใภ้สามเธอลากไปมัดไว้ที่คอกหมู ไม่ลืมที่จะให้สะใภ้ทั้งสองได้ลิ้มรสขี้หมูและมูลไก่
“กรี๊ดดดดด ~ นังเยว่ซินปล่อยฉัน!” เธอไม่สนเสียงนกเสียงกาที่กำลังแผดร้องอย่างกับถูกน้ำร้อนลวกอยู่
“แค่นี้มันยังน้อยไปถ้าเทียบกับสิ่งที่พวกเธอทำกับฉัน นั่งเล่นรออยู่ตรงนี้นะ ฉันได้ของมาครบแล้วจะมาปล่อย”
เยว่ซินโบกมือไปมาแลบลิ้นใส่สะใภ้ทั้งสอง ก่อนจะกลับเข้าไปตักข้าวสารต่อ หลังจากที่ตักข้าวสารได้ครบแล้ว เธอก็เดินเข้าไปในบ้านหาเสื้อผ้าที่สะใภ้ทั้งสองเอาของเธอไปคืนมา กว่าจะหาของได้กลับมาครบใช้เวลานานเกือบสามสิบนาที เมื่อได้ของครบแล้วเธอก็เดินออกไปบอกให้เพื่อนบ้านช่วยขนของกลับไปที่บ้านของเธอ
น้องชายสามีทั้งสองเห็นภรรยาอยู่ในสภาพอาบขี้หมูและมูลไก่นั้น รู้ว่าเป็นฝีมือใครก็ไม่ยอม ไฟโทสะลุกโชนอยากจะฆ่าเยว่ซินให้ตาย สะใภ้ทั้งเล่นอาบขี้หมูกับมูลไก่ทั้งคอกแบบนั้น อาบน้ำสามวันจะหายเหม็นหรือเปล่าก็ไม่รู้
คิดให้ดีก่อนจะมาหาเรื่อง
“ไม่ต้องป็นห่วงนะ พี่จะไปแก้แค้นให้เอง พี่จะไม่ยอมปล่อยเยว่ซินไปแน่”
อี้เปาน้องชายรองสามีกัดฟันกรอดเอ่ยบอกอย่างอาฆาตแค้น
“ฮือๆ ~ ฉันไม่ยอม ต้องนำของกลับมาด้วยนะคะ” หนิงลี่สะใภ้รองเอ่ยขึ้น หล่อนไม่ยอมให้เยว่ซินหยามเกียรติแบบนี้แน่
สองพี่น้องบ้านหวังเดินดุ่ม ๆ ไปที่บ้านของเยว่ซินด้วยสีหน้าโกรธเกี้ยวท่าทางน่ากลัว แต่เยว่ซินเธอไม่ได้รู้สึกกลัวผู้ชายสองคนที่อยู่ตรงหน้าเลยสักนิดเดียว ยังคงเดินไปเดินมาเก็บกวาดบ้านอยู่
“เยว่ซิน! เอาของมาคืนภรรยาฉันเดี๋ยวนี้นะ!” เฉินอันน้องชายสุดท้องของสามีเธอเอ่ยขึ้น แต่เธอยังคงทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจ
“นี่เธอกล้าเมินฉันเหรอ?! ห้ะ! ฉันบอกให้เอาของมาคืนภรรยาฉันไง!”
เยว่ซินทิ้งไม้กวาดอย่างแรง เท้าเอวจ้องหน้าพวกเขาสองคนตาเขม็ง ถ้าวันนี้มีเรื่องกันเธอก็พร้อมสู้ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ฝึกเทควันโด เธออยากจะเตะก้านคอคนจริง ๆ สักที
“ภรรยาขี้ขโมยมักง่ายอยากจะได้ของคนอื่นแบบนั้น พวกนายไม่รู้สึกอายบ้างเลยเหรอ ที่มาทวงของจากคนที่เป็นเจ้าของจริง ๆ น่ะ”
“เธอหาว่าพวกฉันหน้าด้านเหรอ?!!! อยากลองดีใช่ไหม?!!!”
เยว่ซินยักไหล่กวน ๆ ในความทรงจำเจ้าของร่างเดิม น้องชายทั้งสองของสามีเป็นคนยังไงทำไมเธอจะไม่รู้ เก่งแต่ปากพอเจอคนที่เก่งกว่าหัวหดอย่างกับเต่ามุดอยู่ในกระดอง
“นั่นมันคือของของฉัน! ยังไงฉันก็ไม่คืน! ต่อให้พวกนายเอาไป! ฉันก็จะไปตามเอามันกลับคืนมาอยู่ดี! เข้าใจไหม”
สิ้นประโยค ร่างบางก็หันกายกำลังจะเดินกลับเข้าไปข้างในบ้าน เธอไม่อยากอยู่เสวนากับพวกเขาสักวินาทีเดียว ทว่าอี้เปาไม่ยอมปล่อยให้เธอเมินไปได้ง่าย ๆ คว้าแขนเรียวแน่น
เยว่ซินมีทักษะการต่อสู้ หากคนแปลกหน้าแตะเนื้อต้องตัวเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต เธอก็พร้อมหักข้อมืออีกฝ่ายอย่างไม่ต้องลังเลเพื่อป้องกันตัวทันที และอี้เปาเธอก็ไม่ละเว้น
“อ๊ากกกกก ~” เสียงร้องเจ็บปวดดังสนั่น เฉินอันอยากจะเข้าไปช่วยแต่เห็นสีหน้าของพี่ชายแล้วน่าจะเจ็บมากจึงไม่กล้าเข้าไปช่วย
“ว่ายังไงจะกลับไปดี ๆ หรืออยากให้ฉันหักแขนทิ้งก่อนถึงจะยอมกลับ”
“โอ้ยยย ~ ฉะ…ฉันไม่กลับ!!! เอาของ…อ๊ากกกกก ~!!!” ไม่ปล่อยให้อี้เปาได้พูดจบเยว่ซินก็ออกแรงบิดแขนแกร่ง สีหน้าของอี้เปาแดงก่ำเส้นเลือดปูดนูนอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันให้โอกาสนายอีกครั้ง ถ้ายังไม่ยอมกลับฉันจะหักแขนนายจริง ๆ แล้วนะ”
“อ๊ากกกก ~ โอ้ยยยย ~!!!” เสียงร้องโอดโอยใครเดินผ่านไปผ่านมาได้ยินเข้าก็คงต้องสงสาร
เฉินอันเห็นสีหน้าของพี่ชายไม่ค่อยดี จึงเดินเข้าไปขอร้องให้เยว่ซินปล่อยพี่ชายตนไป
“เยว่ซิน ปล่อยพี่อี้เปาเถอะนะ พวกฉันจะไม่มายุ่งกับเธออีก แล้ว ปล่อยพี่ชายฉันเถอะ”
นัยน์ตาคมจ้องอี้เปาอยู่นาน มองหน้าพวกเขาทั้งสองสลับกันไปมา จากนั้นเธอก็ปล่อยให้อี้เปาเป็นอิสระ
“นี่ฉันแค่สั่งสอนนะ! ถ้ายังมาหาเรื่องฉันอีกครั้งหน้าฉันไม่ปล่อยนายแน่! ไป ให้พ้น ๆ หน้าฉันเลย ~”
เฉินอันรีบพยุงร่างของพี่ชายกลับไปที่บ้านทันที เพิ่งจะทะลุมิติมาวันแรกก็มีเรื่องให้ปวดหัวเสียแล้ว เธอกลับเข้าไปข้างในเก็บกวาดบ้านต่อ มองขึ้นไปข้างบนเห็นหลังคารั่วเป็นรู ๆ ถ้าเกิดฝนตกข้างในบ้านจะไม่เปียกหมดเลยเหรอ
ไม่มัวรอช้า เยว่ซินเดินไปหาหญ้าแห้งมาไว้ทำเป็นหลังคาบ้าน เธอเดินไปเดินมาไม่หยุด ลืมไปว่าตัวเองกำลังท้องอยู่รู้สึกหน่วง ๆ ท้องเธอจึงหยุดนั่งพักสักครู่ พลางมองดูรอบ ๆ บ้านว่าขาดเหลืออะไรหรือไม่ มีอะไรที่เธอพอจะทำเองได้บ้าง
ข้าวของภายในบ้านขาดเหลืออีกมาก เธอก็ไม่เข้าใจว่าเจ้าของร่างเดิมทนอยู่แบบนี้ได้ยังไง หมอนหนุนก็มีแค่หนึ่งใบเก่า ๆ ผ้าห่มก็เป็นผ้าห่มผืนบางขาด ๆ เสื้อผ้าก็มีแค่ไม่กี่ชุด แต่ละชุดสีเก่าซีดหมองหมดแล้ว ที่ครัวจานชามมีแค่ไม่กี่ใบ สามีจะรู้ไหมว่าภรรยาลำบากแค่ไหน
มองดูผู้คนและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่แล้ว เยว่ซินก็อดที่จะคิดถึงบ้านไม่ได้ เธอแตะไปที่จี้หยกนั้นอีกครั้ง ก่อนจะขอในสิ่งที่เธอยากจะกิน
“ฉันอยากจะกินหมาล่าที่อร่อยที่สุดในโลก” แต่ดูเหมือนครั้งนี้คำขอของเธอไม่เป็นจริงเสียแล้ว คิ้วบางขมวดมุ่นได้แต่สงสัยว่าสร้อยเส้นนี้ขออะไรกันแน่ถึงได้ผล เธอขออาหารมาสองครั้งแล้ว ได้อย่างที่ขอถึงสองครั้ง แล้วทำไมครั้งนี้ถึงไม่ได้ล่ะ
“ทำไมถึงไม่ได้นะหรือกำหนดวันหนึ่งขอได้สองครั้งงี้เหรอ เฮ้อ ~ อดกินเลยเรา ไว้พรุ่งนี้ค่อยขอใหม่แล้วกัน”
ร่างกายผอมบางเริ่มเหนื่อยล้า ยิ่งเธอท้องอยู่ด้วยอาการปวดเมื่อย ง่วงนอนยิ่งเพิ่มทวีคูณ ในเมื่อทนไม่ไหวเยว่ซินจึงล้มตัวลงนอนที่เตียงไม้ด้วยความเหนื่อยล้า
วันนี้เฟินหัวตั้งใจกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่หมู่บ้านเมื่อรู้ว่าภรรยาลื่นหัวกระแทกพื้น เขากลัวว่าเธอกับลูกในท้องจะเป็นอะไรไปจึงขอลางานสามวัน ก่อนจะกลับเขาไม่ลืมที่จะซื้อเสื้อให้ภรรยากับแม่คนละหนึ่งตัว ไม่ลืมซื้อเต้าหู้เหม็นอาหารโปรดของภรรยากลับไปให้เธอด้วย
เยว่ซินคือภรรยาที่ดีและเป็นผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดรองลงมาจากแม่ จากบ้านมาทำงานในเมืองไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะไม่คิดถึงภรรยา เขาเป็นห่วงภรรยาทุกครั้งที่ห่างจากบ้าน เพราะเขารู้ดีว่าพี่น้องต่างมารดาของเขามีนิสัยยังไง
ตั้งแต่แยกเรือนออกมาอยู่สองคน เฟินหัวรู้สึกดีไม่น้อย ไม่ต้องกดดันในการทำงานหาเงินฝากกลับมา แม่กับน้องสาวอยู่เรือนเล็ก ๆ อีกหลังที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนพวกเขามากนัก มีแม่คอยดูแลภรรยาแทน เฟินหัวก็อุ่นใจขึ้นมาหน่อย
เดินซื้อของอยู่สักพัก เมื่อได้ของตามที่ต้องการแล้ว เฟินหัวก็เดินไปขึ้นเกวียนที่หน้าตลาด ค่าเกวียนนั่งกลับไปที่หมู่บ้านไม่แพงมากนัก ไปกลับจ่ายแค่ 1 หยวน แต่บ้านที่เขากับครอบครัวอยู่กันที่ท้ายหมู่บ้านนู่น จะต้องเดินจากหน้าหมู่บ้านเข้าไปอีกไกล