โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้ามภพมาเป็นสะใภ้ใหญ่ผู้ร้ายกาจ ยุค 80

นิยาย Dek-D

อัพเดต 12 ม.ค. 2567 เวลา 15.49 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. 2567 เวลา 15.49 น. • สตรีไร้เงา
สุดยอดนักเขียนโปรแกรมสาวไอคิวสูง บังเอิญฝ่ามิติมาอยู่ในร่างสตรีท้องลูกแฝดพร้อมกับสร้อยหยกมังกรวิเศษ ชีวิตไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด คนในบ้านใหญ่ไม่มีใครชอบเธอเลยสักคน เธอแคร์ซะที่ไหน ร้ายมาร้ายกลับจ้ะ !

ข้อมูลเบื้องต้น

ทำความรู้จักก่อนอ่าน

#นิยายเรื่องนี้จะเล่าถึงการใช้ชีวิตของตัวเดินเรื่องอย่างนางเอก ที่บังเอิญถูกมิติดูดมาอยู่อีกยุคหนึ่งที่ประชาชนลำบากยากจนมาก

#นิสัยนางเอกจะห้าว ๆ หน่อย ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น ร้ายมาร้ายกลับไม่ยอมคน และทำงานบ้านเองทุกอย่าง ขยันหาเงินอะไรก็ทำไปหมดเพราะกลัวจน ถามว่ารักพระเอกไหม ด้วยความที่นางเอกเป็นผู้หญิงเนอะ จะต้องแพ้ความดีของพระเอกอยู่แล้ว

#พระเอกในเรื่องเหมือนเดิมตามสไตล์ที่ไรต์ชอบ เป็นบุรุษที่แสนดีสุภาพบุรุษ คอยสนับสนุนภรรยาทุกอย่าง รักภรรยาแบบมาก ๆ ด้วยความที่ผู้ชายในยุคนั้น จะไม่ค่อยแสดงความรักสักเท่าไหร่ แต่รักภรรยามาก…แค่นั้น

#เหตุการณ์ในเรื่องมีทั้งจริงและไม่จริงนะคะ บางเหตุการณ์ไรต์จินตนาการขึ้นมาเองเท่านั้นแต่จะแทรกเหตุการณ์จริงที่ไรต์ได้ข้อมูลมาบ้างนะคะ อาจไม่มากแต่ก็จะพยายามแทรกให้เป็นความรู้ให้ได้มากที่สุด

#สรุปคร่าว ๆ นะคะว่าเนื้อเรื่องประมาณไหน เนื้อเรื่องประมาณว่านางเอกดิ้นรนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะไม่อยากให้ลูกแฝดต้องลำบาก ไปสนุกกับบทร้ายและความฉลาดของนางเอกที่จะพลิกชะตาชีวิตของตัวเอง การเป็นอยู่และการใช้ชีวิตของคนในยุคนั้น แต่ไรต์จะไม่เขียนเชื่อมกับการเมืองนะคะ เนื้อเรื่องหวาน ๆ ของพระนาง ไม่มีดราม่าเพราะนางเอกสกัดทุกครั้งที่จะไรต์จะเขียน 555

#สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านนะคะ E-Book จะมาเร็ว ๆ นี้ รี้ดงดคอมเม้นต์คำหยาบกันนะคะ

มิติดูดไปอยู่ในร่างสตรีท้องแฝด

อยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่รายล้อมไปด้วยหน้าจอคอม หญิงสาวร่างบางตัวเล็กใบหน้าสวยหวานกำลังนั่งพิมพ์อะไรบางอย่างอย่างขะมักเขม้น เธออยากรีบทำให้เสร็จเพราะอีกไม่กี่วันเธอจะต้องนำโปรเจกต์นี้ไปเสนอให้ลูกค้าดูอีกที

หลิวเยว่ซิน สุดยอดนักเขียนโปรแกรมวัย 25 วัน ๆ นั่งทำงานอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ไม่ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าวันนั้นจะเป็นวันสำคัญจริง ๆ เธอไม่เคยมีความรักมาก่อน ในหัวของเธอมีแต่เรื่องงานเท่านั้น มีหนุ่ม ๆ มากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบแต่เธอก็ไม่สนใจ หาว่าผู้ชายเหล่านั้นโรคจิต

เยว่ซินมีนิสัยที่เหมือนผู้ชาย ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่าย ๆ ใครพูดจาวาร้ายเธอพร้อมบวกทันทีไม่คิดที่จะยอมแพ้ ภายนอกเธอดูเป็นผู้หญิงน่ารักอ่อนหวาน แต่ภายในใจกลับตรงกันข้าม ใครจะคิดว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเยว่ซินจะเก่งทักษะการต่อสู้ เทควันโดสายดำดั้งสิบ

ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมอยู่นั้น เยว่ซินบังเอิญเหลือบไปเห็นสร้อยคอจี้หยกมังกรที่คุณย่าเอาให้เธอไว้สวมใส่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่กลับไปเยี่ยมย่า เธอหยิบเอาสร้อยคอนั้นมาสวมใส่ ทว่าครู่นั้น อยู่ ๆ หน้าจอคอมที่อยู่ตรงหน้าก็สว่างจ้า เธอรีบยกมือขึ้นบดบังใบหน้าของตัวเองไว้

เยว่ซินสัมผัสได้ถึงแรงดูดเหมือนกับแสงสว่างนั้นกำลังดูดร่างของเธอเข้าไปในนั้น เสี้ยวพริบตาเดียวเธอก็หมดสติไปไม่รับรู้ถึงอะไรอีกเลย…

ที่เมืองเทียนฉิง มณฑลฉงเจิ้น ปี 1978

ร่างเล็กนอนหมดสติอยู่บนเตียงลุกพรวดเมื่อได้สติ เสียงหอบหายใจดังผสมผสานกับเสียงเต้นรัวเร็วของหัวใจ เยว่ซินตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่มาก เมื่อหลับตาลงอีกครั้ง ภาพแปลก ๆ ในหัวก็ผุดเข้ามาไม่หยุด ภาพค่อย ๆ ฉายชัดเหมือนกับกำลังพยายามให้เธอจดจำเรื่องราวในห้วงความคิดนี้ให้ดี

เยว่ซินลืมตาขึ้นอีกครั้ง พลางมองสำรวจดูรอบ ๆ บ้าน สภาพภายในบ้านทำให้เธอแทบอยากจะร้องไห้ ผนังบ้านเก่าทรุดโทรม ข้างบนเต็มไปด้วยหยากไย่แมงมุม กลิ่นอับชวนให้อาเจียน เตียงไม้ก็แข็งไม่มีอะไรรองเลย ภายในบ้านว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงและเก้าอี้เก่า ๆ สองตัว

เธอฝ่าแสงสว่างจ้าจากหน้าจอคอมที่เรียกว่ามิติมาที่นี่อย่างนั้นเหรอ? ต่อให้หลับตาส่ายหน้าไปมาตบหน้าตัวเองอีกกี่ครั้ง ภาพที่อยู่ตรงหน้าของเธอยังเหมือนเดิม เธอไม่ได้ฝันไปและนี่ก็คือความจริง เยว่ซินมองสำรวจดูสภาพตัวเอง ไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าเธอทะลุมิติมาสิงอยู่ในร่างของคนอื่นจริง ๆ

รูปร่างของผู้หญิงคนนี้ผอมแห้ง ผอมมากเนื้อแทบติดกระดูกแล้วมั้ง เยว่ซินมองดูปฏิทินที่แทบจะไม่เห็นตัวเลขแขวนอยู่บนผนัง แต่พอมองดูใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่าเธอทะลุมิติมาอยู่ในยุค 70 ร่างบางแน่นิ่งไปสักพักพยายามหาเหตุผลมาอธิบายให้ตัวเองเข้าใจถึงข้อสงสัยที่จะเป็นไปได้

แต่…ไม่ว่าจะพยายามนึกยังไงก็ไม่อาจหาคำตอบให้ตัวเองได้ พอมองต่ำลงไป เยว่ซินถึงกับอ้าปากค้าง ผู้หญิงคนนี้กำลังท้อง เพราะหน้าท้องที่นูนออกมาทำให้เธอรู้ได้ ไม่รู้ว่าฟ้าเล่นตลกอะไรกับชีวิตเธอกันแน่ เธอไม่เคยรักกับใครมาก่อน ไม่เคยแต่งงานเสียด้วยซ้ำ แล้วเธอดันทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนท้องแบบนี้ เธอจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ยังไงล่ะทีนี้…

เยว่ซินเดินคอตกไปนั่งที่เตียงขอทำใจสักพัก เจ้าของร่างเดิมมีชื่อเหมือนกับเธอ อายุก็เท่ากับเธออีก แต่ชีวิตสุดแสนจะอาภัพ เธอเป็นลูกกำพร้า พ่อแม่เสียเมื่อตอนที่เธออายุได้เพียงสามขวบจากเหตุการณ์หนีสงคราม เพราะอยากจะปกป้องเธอให้มีชีวิตรอด พ่อกับแม่จึงยอมตายแทนเธอ

พออายุได้ 19 ปี ก็แต่งงานกับหวังเฟินหัว ลูกชาย ‘หวงหยู่เยียน’ ภรรยารองของ ‘หวังไท่เหา’ สามีกับแม่สามีใช้ชีวิตสุดแสนจะลำบาก พอภรรยาเอกของไท่เหาเสียชีวิต ก็ได้พาสองแม่ลูกเข้าไปอยู่ในบ้านใหญ่ แต่คนภายในบ้านใหญ่ไม่มีใครต้อนรับสองแม่ลูกเลยสักคน พวกเขาจงเกลียดจงชังเฟินหัวกับแม่อย่างกับอะไร เพราะคิดว่าเฟินหัวกับแม่เป็นต้นเหตุทำให้แม่ของพวกเขาต้องตาย

เพราะครอบครัวของไท่เหาเกลียดหยู่เยียนที่เกิดในครอบครัวที่ยากจนไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน จึงบังคับให้ไท่เหาแต่งงานกับลู่จื้อลูกสาวของหัวหน้ามู่บ้านและให้ลู่จื้อเป็นภรรยาเอก วันนั้นหยู่เยียนถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งท้องกับไห่เทาอยู่ พอไห่เทารู้เรื่องจึงขอให้ครอบครัวแต่งหยู่เยียนเข้ามาอยู่ในบ้านอีกคน ในฐานะภรรยารอง

เฟินหัวกับแม่ใช้ชีวิตในบ้านใหญ่ไม่ต่างจากทาสรับใช้ พอเฟินหัวอายุได้ 19 ก็ได้แต่งงานกับเยว่ซินพาเธอเข้ามาอยู่ในบ้านใหญ่ด้วยกัน แต่งงานกันได้หนึ่งปี เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูทุกคนภายในบ้าน เฟินหัวจึงตัดสินใจเข้าไปในเมืองหางานทำและเขาก็ได้เข้าทำงานในโรงงานกระดาษ

คนในบ้านใหญ่คอยหาทางกลั่นแกล้ง รีดไถเงินเฟินหัวและหยู่เยียนอยู่บ่อยครั้ง นานวันเข้าแม่สามีทนไม่ไหวจึงได้พาเธอแยกบ้านออกมาอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน แม้จะลำบากแต่พวกเขาก็มีความสุขดี ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

ไห่เทาได้แอบเอาเงินเก็บของตนให้หยู่เยียนดูแลซื้อข้าวซื้อปลาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นราว ๆ 50 หยวน แต่คนในบ้านใหญ่กลับไม่เห็นด้วยหากพวกเขาจะแยกบ้านออกไป เพราะถ้าหากพวกเขาแยกบ้านก็จะไม่มีใครคอยทำงานบ้านให้ คอยรับใช้พวกเขายังไงล่ะ

เยว่ซินกำลังตั้งท้องอยู่จึงออกไปทำงานแลกแต้มไม่ได้ แม่สามีกับน้องสาวสามีจึงต้องทนลำบากทำหน้าที่นั้นแทน เธอคอยอยู่บ้านทำอาหารและทำงานเบา ๆ เพียงเท่านั้น เยว่ซินไม่คิดเลยว่าเจ้าของร่างเดิมจะมีชีวิตที่รันทดขนาดนี้ ในเมื่อทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้แล้ว เธอก็ต้องพลิกชะตาชีวิตให้ดีกว่านี้สินะ

“ฟื้นแล้วเหรอลูก แม่เพิ่งทำแกงไก่เสร็จพอดี ลูกกินสักหน่อยนะ”

ทันทีที่เห็นเยว่ซินฟื้น หยู่เยียนจึงรีบนำแกงไก่ไปวางไว้ข้าง ๆ เธอมองไปที่ถ้วยแกงไก่นั้น ไม่แปลกที่ยุคนี้จะเป็นยุคที่ข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านอยู่กันอย่างลำบากจริง ๆ ไก่ในถ้วยเนื้อน้อยนิดติดกระดูกแทบจะไม่มีเนื้อให้กินเลย

มองดูสตรีที่อยู่ตรงหน้าแล้ว เยว่ซิงก็อดที่จะสงสารไม่ได้ รูปร่างซูบผอม เหมือนคนที่ขาดสารอาหารไม่มีผิด มือถือถ้วยแกงสั่นเทาเห็นแบบนี้แล้วเธอก็ยิ่งสงสาร

“กินหน่อยนะลูก กำลังท้องกำลังไส้อยู่ต้องบำรุงเยอะ ๆ เข้าใจไหมจ้ะ”

“ขะ…ขอบคุณค่ะแม่” เธอถือถ้วยแกงจากมือแม่มาตักกินเอง รสชาติจืดเหมือนกำลังกินแกงไก่ใส่น้ำเปล่ายังไงยังงั้น

“อดทนกินแกงจืด ๆ ไปก่อนนะลูก รออีกสองสามวันฟางมู่เข้าไปในเมืองซื้อเครื่องปรุงมานะจ๊ะ”

เอาคืนด้วยขี้หมูมูลไก่

“ไม่เป็นไรค่ะแม่”

“ถ้ากินเสร็จแล้วก็นอนพักนะลูก แม่จะต้องออกไปทุ่งแล้วจ้ะ” เยว่ซินพยักหน้าเบา ๆ แล้วนั่งกินแกงไก่ต่อ

นั่งทำใจอยู่นานสักพัก เห็นสร้อยจี้หยกมังกรห้อยที่คอตัวเองอยู่ ก็เกิดคิดถึงย่าขึ้นมา เยว่ซินจับจี้หยกเล่นพลิกไปพลิกมา กินแกงไก่จืด ๆ เมื่อครู่ เธอก็นึกถึงอาหารที่อยากจะกินขึ้นมา

“ถ้าได้กินบะกุ๊ดเต๋สักถ้วยก็คงจะดี เฮ้อ ~” บะกุ๊ดเต๋คืออาหารโปรดที่เธอชอบที่สุด เป็นอาหารที่เธอทานได้ทุกวันไม่มีเบื่อ

ทันทีที่พูดจบ สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า เยว่ซินตกใจดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน บะกุ๊ดเต๋ส่งกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายไหลปรากฎอยู่ตรงหน้าเธอจริง ๆ เมื่อกี้เธอไม่ได้ตาฝาดไป ร่างบางรีบวิ่งไปดูทันที

“พระเจ้า! เหลือเชื่อจริง ๆ เลย” เยว่ซินตื่นเต้นมองไปที่สร้อย ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ทีนี้เธอก็ไม่กลัวอดตายแล้วสิ

“ว่าแต่ฉันขอได้กี่ครั้งนะ” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ไม่รู้ว่าขอได้กี่ครั้งแล้วขอทุกอย่างตามที่ต้องการได้หรือเปล่า

“อืมมม ~ ฉันขอเงินสดสัก 10,000 หยวนที” เปลือกตางามหลับตาลง ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบเพียงความว่างเปล่า คิ้วบางถึงกับขมวดชนกันแน่น

“ขอเงินไม่ได้เหรอ งั้นก็อย่างอื่นแล้วกัน” เยว่ซินสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหลับตาลงอีกครั้ง

“ฉันขอจักรยานใหม่สักคัน” หลับตานานสักพัก ลืมตาอีกครั้งยังคงพบเพียงความว่างเปล่า เยว่ซินเริ่มสงสัยว่าสร้อยนี้ให้พรอะไรกันแน่

“พอขออาหารกลับได้อย่างที่ขอ แต่ขออย่างอื่นกลับไม่ได้ หรือว่า…”

ดวงตากลมโตเป็นประกาย ก่อนจะวิ่งไปดูที่ครัวว่าขาดเหลืออะไรบ้าง เธอจะได้จดลงในกระดาษแล้วขอทีเดียว รอยยิ้มเปี่ยมสุขประดับอยู่บนใบหน้าเรียวสวย เธอไม่กลัวอดตายแล้ว ขอมีอาหารกินเอาแรงทำงานก็พอ เราต้องกินเพื่ออยู่ มีแรงถึงจะมีเงิน

“ฉันขอเนื้อหมู 6 ชั่ง ข้าวสาร 10 ชั่ง ปลา 10 ชั่ง เนื้อวัว 6ชั่ง เครื่องปรุงในครัวที่จำเป็นอย่างละ 4 จิน”

เยว่ซินหลับตาลงรอดูว่าจะได้ตามอย่างที่ขอหรือไม่ พอลืมตาขึ้นดูของที่เธอต้องการก็ปรากฎอยู่บนโต๊ะครบตามจำนวนที่เธอขอ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ

“ขอบคุณมากนะคะย่า ฉันไม่กลัวอดตายแล้ว” เธอรีบนำของเข้าไปซ่อนในที่ลับตาคนทันที ในความจำของเจ้าของร่างเดิมเธอเห็นว่าคนที่บ้านใหญ่มักจะมาสอดแนมดูชีวิตเธอกับแม่สามีในแต่ละวัน ไม่พอยังชอบมาตีเนียนเอาของกินในบ้านเธอไปอีก

“วันนี้จะทำอะไรให้แม่สามีกินดีน้า ~” เยว่ซินจัดของเก็บกวาดภายในบ้านไปพลางฮัมเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข

มาอยู่ในยุคลำบากแบบนี้ ขอมีอาหารกินไม่อดอยากก็พอแล้ว เรื่องอื่นไว้ค่อยคิดหาทางอีกทีแล้วกัน เยว่ซินไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงท้องจะลำบากทรมานขนาดนี้ ทำอะไรก็รู้สึกปวดเมื่อยไปหมด หลังเธอตอนนี้ปวดเหมือนจะหักออกเป็นสองท่านยังไงยังงั้น

หลังจากที่เก็บกวาดบ้านเสร็จ เยว่ซินก็มานั่งคิดว่าที่ผ่านมามีใครบ้างที่คอยคิดร้ายหาทางกลั่นแกล้งเจ้าของร่างเดิม เหตุการณ์ที่ทำให้เธอโกรธแทบคลั่งนั้นก็คือสะใภ้รองและสะใภ้สามมักจะรีดไถเอาของของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร อะไรใหม่ ๆ จะมาแย่งเอาไปหมด

“ถึงเวลาที่ฉันต้องเอาคืนแล้ว หึย ~” เยว่ซินกำหมัดแน่นรีบเดินไปที่บ้านใหญ่ทันที

เวลานี้ทุกคนน่าจะทำงานอยู่ที่ทุ่งกันหมด อยู่ไม่ไกลมี่ถิงสะใภ้สามเห็นร่างอันคุ้นเคยของเยว่ซินเดินไปที่เรือนใหญ่จึงรีบสะกิด หนิงลี่สะใภ้รองให้หันมาดู

“พี่สะใภ้รอง ดูนั่นสิ พี่สะใภ้ใหญ่เยว่ซินฟื้นแล้วกำลังเดินไปที่บ้านเราทำไมก็ไม่รู้”

“นั่นสิ เรารีบกลับไปดูกันเถอะ” สะใภ้ทั้งสองรีบทิ้งงานที่ทุ่งวิ่งตรงดิ่งกลับไปที่บ้านทันที

พอมาถึงก็เห็นร่างบางเล็กกำลังตักข้าวสารอยู่ ทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปแย่งถ้วยในมือของเยว่ซินมา

“นี่หล่อนทำอะไรของหล่อนย่ะ! หน้าด้านเดินเข้ามาตักข้าวสารในบ้านคนอื่นได้ยังไง!”

“ก็ฉันมาตักเอาข้าวที่พวกเธอเอาของฉันไปคืนไง แล้วอีกอย่างบ้านนี้ก็คือบ้านของพ่อสามีฉัน ถ้าจะให้พูดฉันคือสะใภ้ใหญ่มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้มากกว่าเธอ”

“หน้าไม่อาย! แยกเรือนออกไปแล้วยังมีหน้ามาบอกว่ามีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้! นังผู้หญิงหน้าด้าน!”

มี่ถิงทนไม่ไหวโต้กลับทันควัน ทั้งสองไม่ยอมให้เธอตักเอาข้าวสารไปได้ง่าย ๆ แต่เยว่ซินก็ไม่ลดละความพยายาม ไม่ว่ายังไงวันนี้เธอก็ต้องนำของที่พวกเขาหน้าด้านเอาไปจากเธอคืนให้ได้

“นี่! จะไม่ปล่อยใช่ไหม?!”

“ไม่ / ไม่” สะใภ้ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน

“ได้! ไม่ปล่อยใช่ไหม! ต้องเจอนี่…” เยว่ซินถีบสะใภ้ทั้งสองล้มหมอบไปที่พื้น

ก่อนจะลากหนิงลี่สะใภ้รองไปมัดไว้ตรงเล้าไก่ ส่วนมี่ถิงสะใภ้สามเธอลากไปมัดไว้ที่คอกหมู ไม่ลืมที่จะให้สะใภ้ทั้งสองได้ลิ้มรสขี้หมูและมูลไก่

“กรี๊ดดดดด ~ นังเยว่ซินปล่อยฉัน!” เธอไม่สนเสียงนกเสียงกาที่กำลังแผดร้องอย่างกับถูกน้ำร้อนลวกอยู่

“แค่นี้มันยังน้อยไปถ้าเทียบกับสิ่งที่พวกเธอทำกับฉัน นั่งเล่นรออยู่ตรงนี้นะ ฉันได้ของมาครบแล้วจะมาปล่อย”

เยว่ซินโบกมือไปมาแลบลิ้นใส่สะใภ้ทั้งสอง ก่อนจะกลับเข้าไปตักข้าวสารต่อ หลังจากที่ตักข้าวสารได้ครบแล้ว เธอก็เดินเข้าไปในบ้านหาเสื้อผ้าที่สะใภ้ทั้งสองเอาของเธอไปคืนมา กว่าจะหาของได้กลับมาครบใช้เวลานานเกือบสามสิบนาที เมื่อได้ของครบแล้วเธอก็เดินออกไปบอกให้เพื่อนบ้านช่วยขนของกลับไปที่บ้านของเธอ

น้องชายสามีทั้งสองเห็นภรรยาอยู่ในสภาพอาบขี้หมูและมูลไก่นั้น รู้ว่าเป็นฝีมือใครก็ไม่ยอม ไฟโทสะลุกโชนอยากจะฆ่าเยว่ซินให้ตาย สะใภ้ทั้งเล่นอาบขี้หมูกับมูลไก่ทั้งคอกแบบนั้น อาบน้ำสามวันจะหายเหม็นหรือเปล่าก็ไม่รู้

คิดให้ดีก่อนจะมาหาเรื่อง

“ไม่ต้องป็นห่วงนะ พี่จะไปแก้แค้นให้เอง พี่จะไม่ยอมปล่อยเยว่ซินไปแน่”

อี้เปาน้องชายรองสามีกัดฟันกรอดเอ่ยบอกอย่างอาฆาตแค้น

“ฮือๆ ~ ฉันไม่ยอม ต้องนำของกลับมาด้วยนะคะ” หนิงลี่สะใภ้รองเอ่ยขึ้น หล่อนไม่ยอมให้เยว่ซินหยามเกียรติแบบนี้แน่

สองพี่น้องบ้านหวังเดินดุ่ม ๆ ไปที่บ้านของเยว่ซินด้วยสีหน้าโกรธเกี้ยวท่าทางน่ากลัว แต่เยว่ซินเธอไม่ได้รู้สึกกลัวผู้ชายสองคนที่อยู่ตรงหน้าเลยสักนิดเดียว ยังคงเดินไปเดินมาเก็บกวาดบ้านอยู่

“เยว่ซิน! เอาของมาคืนภรรยาฉันเดี๋ยวนี้นะ!” เฉินอันน้องชายสุดท้องของสามีเธอเอ่ยขึ้น แต่เธอยังคงทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจ

“นี่เธอกล้าเมินฉันเหรอ?! ห้ะ! ฉันบอกให้เอาของมาคืนภรรยาฉันไง!”

เยว่ซินทิ้งไม้กวาดอย่างแรง เท้าเอวจ้องหน้าพวกเขาสองคนตาเขม็ง ถ้าวันนี้มีเรื่องกันเธอก็พร้อมสู้ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ฝึกเทควันโด เธออยากจะเตะก้านคอคนจริง ๆ สักที

“ภรรยาขี้ขโมยมักง่ายอยากจะได้ของคนอื่นแบบนั้น พวกนายไม่รู้สึกอายบ้างเลยเหรอ ที่มาทวงของจากคนที่เป็นเจ้าของจริง ๆ น่ะ”

“เธอหาว่าพวกฉันหน้าด้านเหรอ?!!! อยากลองดีใช่ไหม?!!!”

เยว่ซินยักไหล่กวน ๆ ในความทรงจำเจ้าของร่างเดิม น้องชายทั้งสองของสามีเป็นคนยังไงทำไมเธอจะไม่รู้ เก่งแต่ปากพอเจอคนที่เก่งกว่าหัวหดอย่างกับเต่ามุดอยู่ในกระดอง

“นั่นมันคือของของฉัน! ยังไงฉันก็ไม่คืน! ต่อให้พวกนายเอาไป! ฉันก็จะไปตามเอามันกลับคืนมาอยู่ดี! เข้าใจไหม”

สิ้นประโยค ร่างบางก็หันกายกำลังจะเดินกลับเข้าไปข้างในบ้าน เธอไม่อยากอยู่เสวนากับพวกเขาสักวินาทีเดียว ทว่าอี้เปาไม่ยอมปล่อยให้เธอเมินไปได้ง่าย ๆ คว้าแขนเรียวแน่น

เยว่ซินมีทักษะการต่อสู้ หากคนแปลกหน้าแตะเนื้อต้องตัวเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต เธอก็พร้อมหักข้อมืออีกฝ่ายอย่างไม่ต้องลังเลเพื่อป้องกันตัวทันที และอี้เปาเธอก็ไม่ละเว้น

“อ๊ากกกกก ~” เสียงร้องเจ็บปวดดังสนั่น เฉินอันอยากจะเข้าไปช่วยแต่เห็นสีหน้าของพี่ชายแล้วน่าจะเจ็บมากจึงไม่กล้าเข้าไปช่วย

“ว่ายังไงจะกลับไปดี ๆ หรืออยากให้ฉันหักแขนทิ้งก่อนถึงจะยอมกลับ”

“โอ้ยยย ~ ฉะ…ฉันไม่กลับ!!! เอาของ…อ๊ากกกกก ~!!!” ไม่ปล่อยให้อี้เปาได้พูดจบเยว่ซินก็ออกแรงบิดแขนแกร่ง สีหน้าของอี้เปาแดงก่ำเส้นเลือดปูดนูนอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันให้โอกาสนายอีกครั้ง ถ้ายังไม่ยอมกลับฉันจะหักแขนนายจริง ๆ แล้วนะ”

“อ๊ากกกก ~ โอ้ยยยย ~!!!” เสียงร้องโอดโอยใครเดินผ่านไปผ่านมาได้ยินเข้าก็คงต้องสงสาร

เฉินอันเห็นสีหน้าของพี่ชายไม่ค่อยดี จึงเดินเข้าไปขอร้องให้เยว่ซินปล่อยพี่ชายตนไป

“เยว่ซิน ปล่อยพี่อี้เปาเถอะนะ พวกฉันจะไม่มายุ่งกับเธออีก แล้ว ปล่อยพี่ชายฉันเถอะ”

นัยน์ตาคมจ้องอี้เปาอยู่นาน มองหน้าพวกเขาทั้งสองสลับกันไปมา จากนั้นเธอก็ปล่อยให้อี้เปาเป็นอิสระ

“นี่ฉันแค่สั่งสอนนะ! ถ้ายังมาหาเรื่องฉันอีกครั้งหน้าฉันไม่ปล่อยนายแน่! ไป ให้พ้น ๆ หน้าฉันเลย ~”

เฉินอันรีบพยุงร่างของพี่ชายกลับไปที่บ้านทันที เพิ่งจะทะลุมิติมาวันแรกก็มีเรื่องให้ปวดหัวเสียแล้ว เธอกลับเข้าไปข้างในเก็บกวาดบ้านต่อ มองขึ้นไปข้างบนเห็นหลังคารั่วเป็นรู ๆ ถ้าเกิดฝนตกข้างในบ้านจะไม่เปียกหมดเลยเหรอ

ไม่มัวรอช้า เยว่ซินเดินไปหาหญ้าแห้งมาไว้ทำเป็นหลังคาบ้าน เธอเดินไปเดินมาไม่หยุด ลืมไปว่าตัวเองกำลังท้องอยู่รู้สึกหน่วง ๆ ท้องเธอจึงหยุดนั่งพักสักครู่ พลางมองดูรอบ ๆ บ้านว่าขาดเหลืออะไรหรือไม่ มีอะไรที่เธอพอจะทำเองได้บ้าง

ข้าวของภายในบ้านขาดเหลืออีกมาก เธอก็ไม่เข้าใจว่าเจ้าของร่างเดิมทนอยู่แบบนี้ได้ยังไง หมอนหนุนก็มีแค่หนึ่งใบเก่า ๆ ผ้าห่มก็เป็นผ้าห่มผืนบางขาด ๆ เสื้อผ้าก็มีแค่ไม่กี่ชุด แต่ละชุดสีเก่าซีดหมองหมดแล้ว ที่ครัวจานชามมีแค่ไม่กี่ใบ สามีจะรู้ไหมว่าภรรยาลำบากแค่ไหน

มองดูผู้คนและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่แล้ว เยว่ซินก็อดที่จะคิดถึงบ้านไม่ได้ เธอแตะไปที่จี้หยกนั้นอีกครั้ง ก่อนจะขอในสิ่งที่เธอยากจะกิน

“ฉันอยากจะกินหมาล่าที่อร่อยที่สุดในโลก” แต่ดูเหมือนครั้งนี้คำขอของเธอไม่เป็นจริงเสียแล้ว คิ้วบางขมวดมุ่นได้แต่สงสัยว่าสร้อยเส้นนี้ขออะไรกันแน่ถึงได้ผล เธอขออาหารมาสองครั้งแล้ว ได้อย่างที่ขอถึงสองครั้ง แล้วทำไมครั้งนี้ถึงไม่ได้ล่ะ

“ทำไมถึงไม่ได้นะหรือกำหนดวันหนึ่งขอได้สองครั้งงี้เหรอ เฮ้อ ~ อดกินเลยเรา ไว้พรุ่งนี้ค่อยขอใหม่แล้วกัน”

ร่างกายผอมบางเริ่มเหนื่อยล้า ยิ่งเธอท้องอยู่ด้วยอาการปวดเมื่อย ง่วงนอนยิ่งเพิ่มทวีคูณ ในเมื่อทนไม่ไหวเยว่ซินจึงล้มตัวลงนอนที่เตียงไม้ด้วยความเหนื่อยล้า

วันนี้เฟินหัวตั้งใจกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่หมู่บ้านเมื่อรู้ว่าภรรยาลื่นหัวกระแทกพื้น เขากลัวว่าเธอกับลูกในท้องจะเป็นอะไรไปจึงขอลางานสามวัน ก่อนจะกลับเขาไม่ลืมที่จะซื้อเสื้อให้ภรรยากับแม่คนละหนึ่งตัว ไม่ลืมซื้อเต้าหู้เหม็นอาหารโปรดของภรรยากลับไปให้เธอด้วย

เยว่ซินคือภรรยาที่ดีและเป็นผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดรองลงมาจากแม่ จากบ้านมาทำงานในเมืองไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะไม่คิดถึงภรรยา เขาเป็นห่วงภรรยาทุกครั้งที่ห่างจากบ้าน เพราะเขารู้ดีว่าพี่น้องต่างมารดาของเขามีนิสัยยังไง

ตั้งแต่แยกเรือนออกมาอยู่สองคน เฟินหัวรู้สึกดีไม่น้อย ไม่ต้องกดดันในการทำงานหาเงินฝากกลับมา แม่กับน้องสาวอยู่เรือนเล็ก ๆ อีกหลังที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนพวกเขามากนัก มีแม่คอยดูแลภรรยาแทน เฟินหัวก็อุ่นใจขึ้นมาหน่อย

เดินซื้อของอยู่สักพัก เมื่อได้ของตามที่ต้องการแล้ว เฟินหัวก็เดินไปขึ้นเกวียนที่หน้าตลาด ค่าเกวียนนั่งกลับไปที่หมู่บ้านไม่แพงมากนัก ไปกลับจ่ายแค่ 1 หยวน แต่บ้านที่เขากับครอบครัวอยู่กันที่ท้ายหมู่บ้านนู่น จะต้องเดินจากหน้าหมู่บ้านเข้าไปอีกไกล

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...