คุณหนูผู้นี้มีงานลับ (อ่านฟรี 24 ชั่วโมง มีE-Book)
ข้อมูลเบื้องต้น
ชิวเพ่ยเพ่ย บุตรสาวขุนนางขั้นห้า ชิวกัง ผู้สุดแสนจะธรรมดา แต่แม่ของชิวเพ่ยเพ่ย ภรรยาของชิวกังนั้นไม่ธรรมดา นางเป็นทายาทหญิงเพียงคนเดียวของตำหนักนักฆ่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า แต่ดันมาพบรักกับชายหนุ่มแสนอ่อนโยนผู้นี้เสียได้ หากพ่อของนางไม่ยอมให้แต่งงาน นางจะหนีตามเขาเสียอย่างนั้น ผู้เป็นตาของชิวเพ่ยเพ่ยได้แต่เอาเท้าก่ายหน้าผากกับลูกสาวคนเดียวของเขา กระทั่งอายุมากขึ้น เขาอยากพาภรรยาไปท่องเที่ยว จึงหาเรื่องให้ลูกสาวคนดีคนเดียวของเขาไปดูแลตำหนักแทน แต่ลูกบังเกิดเกล้ากลับถีบหัวส่งชิวเพ่ยเพ่ย ลูกสาวที่ขณะนั้นอายุเพียง 5 ขวบไปหาพ่อของนางแทนเสียนี่ ชิวเพ่ยเพ่ยจึงต้องฝึกฝนวรยุทธตั้งแต่อายุยังน้อยในตอนกลางคืนพร้อมทั้งดูแลกิจการตำหนักแทนท่านตา ส่วนกลางวันก็จะเป็นคุณหนูน้อยผู้น่ารักของท่านพ่อผู้อ่อนโยน หากนางกล้าทำให้ท่านพ่อหวาดกลัวหรือรู้ความจริงว่าลูกสาวเขาแอบทำงานลับเข้าล่ะก็ ท่านแม่ผู้แสนจะรักสามีจะต้องทุบตีนางแน่ ฮือ ข้าเป็นลูกท่านนะท่านแม่
***นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากนักอ่านคนใดไม่ชอบแนวนี้ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ***
***เรื่องนี้เน้นบรรยายเป็นหลัก หากไม่ถูกจริตของนักอ่านก็ขออภัยด้วยค่ะ***
***สถานที่และผู้คนในนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติ***
***สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 และ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายเรื่องนี้ ไปคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข รวมเล่ม สแกน ถ่ายรูป แปลเป็นภาษาอื่น จัดพิมพ์ เพื่อนำออกเผยแพร่โดยมิได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเด็ดขาด***
ได้สามีสมใจ
เตียวเฟยหลิว ลูกสาวคนเดียวของตำหนักนักฆ่าเมฆาดับ ตกหลุมรัก ชิวกัง ขุนนางขั้นห้ากรมโยธาผู้แสนหล่อเหลาและอ่อนโยนเข้าให้ นางทำทุกวิธีทางเพื่ออ่อยเขา กระทั่งชายผู้ไม่ทันกับเล่ห์เหลี่ยมสตรีตกหลุมรักนางเข้าจนได้
เตียวหย่งไจ้ผู้เป็นพ่อ เมื่อรู้ว่าลูกสาวทำอะไรลงไปก็คัดค้านหัวชนฝา เขามีลูกสาวเพียงคนเดียวไว้สืบทอดตำหนักที่สร้างมากับภรรยาอย่างยากลำบาก นางจะมีสามีอ่อนแอและหน่อมแน้มแบบนี้น่ะหรือ เขารับไม่ด๊ายยยยย
เจียวไฉ่หลานผู้เป็นภรรยา หลังฟังสามีพร่ำบ่นจนปวดประสาท นางเพียงเอ่ยเอื้อนกลับไปหาสามีประโยคเดียวว่า
“เจ้าเฒ่าน่าตาย แล้วใครกันตามใจลูกจนเสียคน ข้าบอกเจ้านานแล้วให้สั่งสอนนางให้ดี แล้วทีนี้เจ้าจะพูดมากให้ข้ารำคาญทำไม ฮึ่ย”
เตียวหย่งไจ้เมื่อเห็นภรรยารักชักจะโกรธจริงกลับไม่กล้าหือ เขากลัวต้องออกไปนอนนอกห้องที่สุด การนอนกอดภรรยา เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าลูกสาวเจ้าเล่ห์มากนัก ใครใช้ให้ตอนเด็ก ๆ นางช่างออเซาะและฉอเลาะเรียกเขาท่านพ่อเจ้าคะ ท่านพ่อเจ้าขาตลอดเวลาเล่า เขาที่ไม่อยากให้ภรรยารักเจ็บปวดจากการคลอดลูกจึงยอมตัดใจมีนางเป็นลูกสาวคนเดียว ทั้งที่เขาก็สั่งสอนเรื่องทุกอย่างให้ ไหนจะวรยุทธอันล้ำเลิศที่นับว่าไม่เป็นสองรองใครอีก แต่ลูกสาวตัวดี กลับเห็นหมูดีกว่าเสือ เขาที่อุตส่าห์มองสามีในอนาคตให้ลูกเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้หล่อเหลา ตอนนี้กลับกำลังจะได้ว่าที่ลูกเขยเป็นขุนนางขั้นห้ากระจอก ๆ เสียนี่ ฮือ~~ นางช่างเป็นลูกบังเกิดเกล้าของเขาจริง ๆ
หลังปลอบประโลมภรรยาจนหายโกรธ เขาบอกพ่อบ้านเตรียมสินเดิมเพื่อนำส่งลูกสาวพร้อมเข้าร่วมงานแต่งในอีกสามวันที่จะถึงทันที ในเมื่อไม่เชื่อฟังพ่อ เจ้าก็เอาสินเดิมไปแค่พอกินก็แล้วกัน หึ
เจียงไฉ่หลานได้แต่หมั่นไส้ผู้เป็นสามี ไอ้ที่ตะโกนปาว ๆ ว่าจะให้สินเดิมลูกสาวแค่พอกินนั่นน่ะ นางล่ะอยากจะเอาไม้ฟาดปากเสียจริง ๆ แค่พอกินของสามีนางคนเดียว แต่คนอื่นกินใช้ทั้งชาติก็ยังไม่หมดน่ะสิ มีอย่างที่ไหน ให้ร้านค้าทั่วแคว้นไปหนึ่งส่วน แค่หนึ่งส่วนก็มากกว่า 20 ร้านแล้ว ไหนจะกล่องเครื่องประดับกับเสื้อผ้าเกือบสามสิบกล่องนั่นอีก นี่น่ะหรือแค่พอกินของเขา อ้อ อย่าได้ถามถึงกล่องเงินหีบนั้นเลยเถอะ นางคาดว่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนตำลึง นางเห็นแวบ ๆ ว่าเขาแอบยัดแต่ตั๋วแลกเงินหนึ่งหมื่นตำลึงลงไปน่ะสิ ฮึ ไอ้แก่ปากอย่างใจอย่าง
สามวันต่อมา งานแต่งงานถูกจัดขึ้นที่จวนตระกูลชิวของเจ้าบ่าว เขาที่เพิ่งเคยพบพ่อตากับแม่ยายครั้งแรก ยังตกตะลึงกับความเยาว์วัยและหน้าตาดีของพวกเขา ไม่น่าแปลกใจที่ภรรยาเขาจะสวยน่ารักได้ขนาดนี้ เขาดีใจที่ท่านพ่อท่านแม่เขาไม่รังเกียจนางตั้งแต่แรก เขาบังเอิญช่วยนางตอนสลบจากอาการบาดเจ็บในระหว่างทางไปราชสำนักช่วงก่อนรุ่งสาง ใครใช้ให้บ้านเขาไกลที่สุดกันเล่า เขาจึงต้องออกจากบ้านก่อนใครทุกวัน
เขาเองก็ไม่คิดมาก่อนว่านางจะยอมรับคำขอแต่งงานของเขาเสียด้วยซ้ำก่อนหน้านี้ ครอบครัวเขามาจากชนบท และเพิ่งมารับตำแหน่งที่กรมโยธาได้ไม่ถึงครึ่งปี ครอบครัวเขาไม่มีเงินถุงเงินถังเหมือนขุนนางคนอื่นแต่แรก จึงทำได้แค่นำเงินเก็บมาซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ติดขอบประตูเมืองทิศใต้แทน
เจียงไฉ่หลานที่เพิ่งเคยพบและสนทนากับลูกเขยและครอบครัวเป็นครั้งแรก นางชอบใจพวกเขาไม่น้อย มิน่าเล่า ลูกสาวตัวแสบจึงอยากได้ลูกเขยคนนี้นัก พวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจเสียจนน่ากลัวว่าจะมีคนเอาเปรียบน่ะสิ นางที่เลี้ยงลูกสาวเองกับมือ มีหรือจะไม่รู้ว่าลูกสาวไม่ชอบผู้ชายกักขฬะในตำหนักพวกนั้น นางชอบคนสะอาดสะอ้านและสุภาพเหมือนลูกเขยนางตอนนี้นี่แหละ นับว่านางเลือกได้ดีไม่น้อย ส่วนสามีนางน่ะเหรอ หลังเจอความซื่อเข้าขั้นบื้อของคนบ้านนี้ เขาได้แต่กลืนคำพูดไม่ดีที่เตรียมไว้ลงท้องไปเสียหมด ถึงบางครั้งสามีนางจะบ้าบอไปบ้าง แต่เขาก็ยังคงรู้ดีรู้ชั่วอยู่ไม่น้อย
วันต่อมาตอนคารวะน้ำชาญาติผู้ใหญ่ เตียวหย่งไจ้ยังมอบซองหนาที่มีตั๋วเงินไม่น่าต่ำกว่าหมื่นตำลึงให้ลูกเขยด้วย ทำเอาภรรยาหมั่นไส้แล้วหยิกเขาจนเนื้อเขียว เขาได้แต่นึกในใจว่า ภรรยาใจร้ายกับเขาได้ยังไง ในเมื่อกะหล่ำปลีเขาถูกหมูกินไปแล้ว เขาก็ได้แต่ต้องเลี้ยงดูหมูให้อ้วนพีสิ ใช่ไหม?
พ่อตาแม่ยายที่มีงานมากมายรีบขอตัวลาบ้านลูกเขย พวกเขาไม่ได้ถามว่าครอบครัวสะใภ้ทำสิ่งใด เพียงขอให้พ่อตาแม่ยายวางใจว่าพวกเขาจะดูแลนางเหมือนลูกสาวคนหนึ่งเท่านั้น ฝ่ายลูกสาวตัวดีได้แต่แสร้งร้องไห้แสดงละครให้บ้านสามีรักเอ็นดู ทำเอาเตียวหย่งไจ้ถึงกับอยากลงแส้ลูกสาวจอมเสแสร้ง เขามีหรือจะไม่รู้เรื่องน้ำตาจระเข้ของนาง นางมักใช้การแสดงนี้กับคนอื่นมาตลอด ส่วนที่บ้านน่ะหรือ หึ นางทำตัวอย่างกับราชินีที่คอยชี้นิ้วสั่งคนทั้งวันเชียวล่ะ คนอย่างนางเคยกลัวใครที่ไหนกันเล่า เฮ้อ เวรกรรมของเขาจริง ๆ รีบพาภรรยากลับบ้านดีกว่า อยู่นานไปเดี๋ยวนังหนูขอเงินเพิ่มอีกจะยุ่ง
เมื่อเห็นรถม้าของพ่อกับแม่พร้อมผู้คุ้มกันกลับไปแล้ว เตียวเฟยหลิวถึงกับตะโกนขึ้นในใจว่า
“ในที่สุด ข้าก็ได้สามีสมใจ!!!”
ชิวเพ่ยเพ่ย
เตียวเฟยหลิวและชิวกังอยู่กันอย่างมีความสุข ในปีแรกที่แต่งงานเตียวเฟยหลิวก็ท้องแล้ว ยิ่งนางท้องนางยิ่งติดหนึบกับสามี สามีผู้แสนอ่อนโยนยังตามอกตามใจภรรยารักเสียผู้คนในจวนต่างกินอาหารสุนัขแทนข้าว ขนาดว่าเตียวเฟยหลิวท้องโย้เสียขนาดนี้ ชิวกังยังทั้งรักทั้งหลงนางเหมือนวันแรก ส่วนพ่อแม่สามีที่เห็นลูกชายกับลูกสะใภ้รักกันยิ่งสนับสนุน มีเพียงเหล่าบ่าวรับใช้ที่ชิวกังเจียดเงินเดือนจ่ายค่าจ้างหลังซื้อตัวมานั่นแหละที่เฝ้าแต่อิจฉาตาร้อนในวาสนาของเตียวเฟยหลิว พวกเขาไม่กล้าแสดงฤทธิ์เดชใส่ฮูหยินผู้นี้หรอกหนา เพราะเห็นตัวอย่างบ่าวคนเก่าตั้งแต่นางเข้ามารักษาตัวในจวนแล้วเองกับตา ว่าฮูหยินผู้นี้ทำร้ายบ่าวคนนั้นอย่างโหดร้ายเพียงใด แถมยังมีองครักษ์ลับที่มาช่วยโยนบ่าวนิสัยเสีย หวังขึ้นเตียงนายน้อยคนนี้เข้าป่าไปให้หมากินอีก พวกเขามีหรือจะกล้า
กระทั่งเตียวเฟยหลิวคลอดบุตรสาวออกมา ชิวกังเห็นสภาพภรรยาทุกข์ทรมานในวันคลอดก็ยื่นคำขาดไม่ขอมีบุตรอีก ถึงจะได้ลูกสาวเขาก็รักไม่ต่างจากลูกชาย พ่อกับแม่เขาเองก็ไม่รังเกียจหลานสาวตัวแดง ๆ คนนี้เช่นกัน ถึงอย่างไรลูกชายพวกเขาก็เป็นแค่ขุนนางตัวเล็ก ๆ สมบัติพัสสถานอันใดก็ไม่มี แล้วจะไปถือสาเรื่องผู้สืบทอดให้โกรธเคืองกันในครอบครัวไปทำไม
เตียวเฟยหลิวฟังคำสามีอย่างไม่อิดออด นางเองก็เจ็บปวดไม่น้อยจริง ๆ ก่อนจะท้องมันก็สนุกอยู่หรอก แต่พอตอนคลอดนี่สิ มันช่างแสนจะทรมาน นางดีใจที่พ่อแม่สามีเห็นด้วยเช่นเดียวกัน ไม่อย่างนั้นที่บ้านคงเปิดศึกกันแน่
ครอบครัวชิวเลี้ยงดูชิวเพ่ยเพ่ยมาเป็นอย่างดี พวกเขาทะนุถนอมหลานสาวแสนน่ารักคนนี้ดั่งไข่ในหิน บ่าวไพร่คนใดกล้ากลั่นแกล้งนางหรือทำนางร้องไห้ พวกเขาเป็นต้องขายออกไปเสียทุกราย กระทั่งตอนนี้ในจวนมีแต่คนในตำหนักของเตียวเฟยหลิวที่ท่านพ่อของนางส่งมาดูแลแทบทั้งนั้น เตียวเฟยหลิวเองก็พอใจไม่น้อย ยิ่งสามีนางทำงานดีเท่าไหร่ ย่อมมีศัตรูคอยพยายามหาทางกลั่นแกล้งไปเสียทุกครั้ง
เตียวเฟยหลิวช่วยสามีจัดการอยู่เบื้องหลังมาตลอดตั้งแต่แต่งงาน โดยที่เขาเองไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลยว่า คนพวกนั้นที่คอยแต่ข่มเหงรังแกเขาในกรมโยธาหายตัวไปไหน เขายังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างซื่อสัตย์ กระทั่งสี่ปีต่อมาก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นสี่ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยของรองเสนาบดีกรมโยธา ทำให้ยิ่งมีตระกูลขุนนางใหญ่ทั้งหลายคอยสร้างปัญหามากยิ่งขึ้น พวกเขาต้องการให้คนในตระกูลรับตำแหน่งนั้นแทน เนื่องจากพวกเขาสามารถยักยอกเงินไม่น้อยจากตำแหน่งนั้น
ติดที่เตียวเฟยหลิวคอยจัดการเรื่องราวต่าง ๆ จนตระกูลใหญ่ทั้งหลายที่เคยส่งคนมาฆ่าขุนนางชิวไม่กล้าเหิมเกริมอีก เพราะเตียวเฟยหลิวโยนศพนักฆ่าหน้าประตูจวนพวกเขาเป็นว่าเล่น ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่พวกเขาส่งคนไป จนทำให้กรมอาญาเริ่มสงสัย แถมฮ่องเต้ยังสั่งสืบสวนเพิ่มไปอีก นับแต่นั้น พวกเขาก็เก็บหัวซ่อนหาง ไม่กล้ากระทำการเหิมเกริมอีกเลย ทำให้การสืบสวนที่กำลังดำเนินอยู่สาวไปไม่ถึงไหน ฮ่องเต้แสนเสียดายที่ไม่ได้กำจัดขุนนางฉ้อฉลพวกนี้ในคราวเดียว
เตียวเฟยหลิวใช้เวลาเกือบหนึ่งปีในการจัดการตระกูลต่าง ๆ ให้สามีของนางหลังจากเขาหลับ กระทั่งปีนี้ลูกสาวนางอายุได้ห้าขวบปีแล้ว อยู่ดีดีท่านพ่อให้คนนำจดหมายมา เนื้อหาแจ้งว่าจะมาเยี่ยมนางกับหลานเสียอย่างนั้น ทั้งที่ปกติแล้ว ท่านพ่อของนางมักจะแวบไปแวบมาที่จวนนางออกจะบ่อย มีเพียงท่านแม่ของนางที่ขี้เกียจเดินทางจึงไม่ค่อยได้มา แต่ทุกปีพวกท่านจะแอบมาเยี่ยมอยู่ตลอด ด้านพ่อแม่สามีไม่เคยสงสัยอะไร ในเมื่อพวกท่านอยากมาแบบเป็นทางการก็ปล่อยให้มาเถอะ
วันรุ่งขึ้น เตียวเฟยหลิวแจ้งให้สามีและครอบครัวทราบในมื้อเช้าว่าพ่อกับแม่นางจะมาเยี่ยม พวกท่านเพียงถามวันที่จะมาถึงเท่านั้น แล้วสั่งบ่าวไพร่ไปจัดเตรียมห้องพักให้พวกเขา ความจริงนางอยากซื้อจวนใหม่ใหญ่กว่านี้ แต่สามีผู้แสนดีกลัวว่าภรรยาจะยากจนเพราะครอบครัวเขา จึงไม่อนุญาต เขายังบอกว่าครอบครัวเล็ก ๆ ก็ควรอยู่กันอบอุ่นแบบนี้ดีกว่า นางจึงได้แต่พยักหน้าตามความต้องการของสามีที่รัก เฮ้อ เงินทองนางกองจะท่วมห้องเก็บของแล้วเนี่ย ทำไมครอบครัวนางประหยัดเสียจริง ๆ
พ่อตามา
สี่วันต่อมา รถม้าสองคันก็มาถึงหน้าจวนตระกูลชิว ครอบครัวชิวมายืนต้อนรับพ่อตาแม่ยายกันพร้อมหน้าพร้อมตา หลานสาวตัวน้อยยังเรียกท่านตา ท่านยายอย่างอ่อนหวาน ท่านตาผู้เห็นกิริยามารยาทของหลานสาวที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวกับลูกสาวเขาได้แต่อิจฉา เขาหรือก็อยากให้ลูกสาวเขาเป็นแบบนี้บ้าง แต่นางนั้นหรือก็มีแต่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไปทุกที จนเขาไม่รู้ว่านางไปได้นิสัยนี้จากใครมา ( ʢᵕ﹏ᵕʡ เจียวไฉ่หลาน : แกไงไอ้แก่)
เตียวหย่งไจ้ให้คนของเขายกของฝากหลายกล่องเข้าไปในห้องโถงรับแขก เจียวไฉ่หลานให้คนเปิดกล่องให้ครอบครัวลูกเขยดูทั้งหมด ครั้งนี้พวกเขานำมาเพียงเล็กน้อยแค่ห้ากล่องเท่านั้น แต่คนตระกูลชิวพากันมองตาแทบถลน ในกล่องใบแรกเต็มไปด้วยแก้วแหวนเงินทองของมีค่า กล่องที่สองอัดแน่นไปด้วยเครื่องประดับและหยก กล่องที่สามเป็นผ้าเนื้อดีหายากที่แม้แต่สิ่งของบรรณาการจากต่างแคว้นยังสู้ไม่ได้ กล่องที่สี่เป็นก้อนเงินตำลึงอัดจนไม่มีที่ว่าง และกล่องที่ห้ายังมียาบำรุงสุดแสนล้ำค่ามากมาย
“ท่านพ่อตา แม่ยายขอรับ ข้าไม่กล้ารับของมีค่าพวกนี้หรอกนะขอรับ แค่พวกท่านมาเยี่ยมด้วยใจ พวกข้าก็ดีใจมากแล้ว” ชิวกังหลังตั้งสติได้รีบเอ่ยปากปฏิเสธของตรงหน้าทันที พ่อกับแม่เขาที่ยังไม่ได้สติดีนักทำเพียงพยักหน้าตาม
“ไฮ้ ของแค่เล็กน้อยเท่านั้น เจ้ารับไปเถอะน่า ที่บ้านข้ามีอีกเป็นโกดัง ตอนนี้เจ้ากับลูกข้ามีหลานสาวแสนดีให้ข้าด้วย ของพวกนี้เจ้าก็เก็บเอาไว้เป็นสินเดิมให้หลานข้าเถอะ” เตียวหย่งไจ้ขี้เกียจขนของกลับ เขาอุตส่าห์ให้คนขนมาจนเสียเวลาไปตั้งหนึ่งวัน เรื่องอะไรเขาจะต้องขนกลับให้หนักรถอีกเล่า
“ท่านพี่ รับไว้เถอะเจ้าค่ะ ในเมื่อนี่เป็นสิ่งของที่ท่านพ่อกับท่านแม่ข้าตั้งใจจะให้เพ่ยเพ่ย” เตียวเฟยหลิวคะยั้นคะยอสามีให้รับเอาไว้ นางรู้นิสัยพ่อของนางดีกว่าใคร เขาให้แล้วไม่ชอบรับของคืนเสียด้วย
“รับไว้เถอะลูกเขย นี่เป็นเพียงของเล็กน้อยของพวกเราจริง ๆ” เจียวไฉ่หลานเกลี้ยกล่อมอีกแรงหนึ่ง
กระทั่งชิวกังได้แต่กัดฟันพยักหน้ารับนั่นแหละ บรรยากาศในห้องโถงรับแขกถึงได้ดีขึ้นบ้าง ก็เตียวหย่งไจ้แกล้งใช้ปราณกดดันลูกเขยด้วยน่ะสิ ทั้งที่เจียวไฉ่หลานหยิกแล้วหยิกอีกก็ยังไม่หยุด จนลูกเขยนางเหงื่อไหลไคลย้อยไปหมด แล้วดูสีหน้าลูกสาวนางที่บูดบึ้งด้วยว่าพ่อของตนรังแกสามีสุดที่รักอีก มีหวังคืนนี้ลูกสาวตัวดีต้องมากลั่นแกล้งพวกนางจนนอนไม่หลับเป็นแน่ เฮ้อ นางปวดหัวกับเฒ่าชราคนนี้จริง ๆ
ด้วยความสดใสร่าเริงของชิวเพ่ยเพ่ย ทำให้ทั้งสองครอบครัวรับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างมีความสุข สองเฒ่าชราผู้มีอายุเกินครึ่งร้อยแต่หน้าตาเยาว์วัย หลังส่งหลานสาวในอุดมคติแล้วก็พากันไปนั่งรอลูกสาวตัวดีที่ส่งคนมาบอกก่อนหน้าในห้องรับรองแขกแล้ว รอกันไม่นานนางก็แอบเข้ามาทางประตูหลังเรือนพักแขก ผู้เป็นพ่อที่หมั่นไส้ลูกสาวจึงหยิบแส้มาหวดลองฝีมือลูกสาวเสียหน่อย เขาอยากรู้ว่าตั้งแต่นางแต่งงานไป ฝีมือด้อยลงหรือไม่ ดีที่เตียวเฟยหลิวเตรียมตัวไว้แล้ว นางใช้กระบี่อ่อนพันกับแส้ของท่านพ่อแล้วยึดเอาไว้ เสียดายที่ลมปราณนางด้อยกว่าท่านพ่อ ไม่เช่นนั้นนางคงดึงแส้ของเขามาแล้ว
“พอได้แล้วน่าตาเฒ่า เจ้าจะมัวเสียเวลาอะไรนักหนาเนี่ย ข้าง่วง” เจียวไฉ่หลานบ่นสามีเสียงเขียว นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วยังจะเล่นกันอยู่อีก
“เอาล่ะ ๆ ข้าปล่อยแล้วภรรยา เจ้าอย่าโกรธ” เขารีบปล่อยกระบี่ลูกสาวแล้วเก็บแส้ตามคำสั่งภรรยารักทันที
“ท่านพ่อกับท่านแม่มาถึงนี่ มีอะไรสำคัญหรือเปล่าเจ้าคะ” เตียวเฟยหลิวสงสัยว่าที่พ่อกับแม่นางมาต้องมีเรื่องบางอย่างแน่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาแบบเปิดเผยเช่นนี้
“ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าแค่อยากให้เจ้าไปดูแลตำหนักแทนข้ากับแม่เจ้าสักหนึ่งปี ข้าจะพานางท่องเที่ยวเสียหน่อย” เตียวหย่งไจ้ตอบกลับลูกสาวสบาย ๆ ในเมื่อพวกเขาสองคนอายุมากขึ้น เรื่องราวในตำหนักก็ควรส่งต่อให้ลูกสาวได้แล้ว
“อ้าว ทำไมท่านพ่อทำแบบนี้เล่าเจ้าคะ ข้ายังมีสามีกับลูกต้องดูแลอยู่นะ ท่านจะให้ข้ากลับไปที่ตำหนักนานขนาดนั้นได้ยังไงกัน” เตียวเฟยหลิวหน้านิ่วคิ้วขมวด นางไม่ยอมห่างจากสามีสุดที่รักของนางหรอก เขายิ่งถูกรังแกง่ายอยู่ด้วย หากนางจากไป แล้วใครจะปกป้องเขากับครอบครัวกันเล่า
“เพ้ยยย ข้าไม่เห็นว่าเจ้าจะดูแลอะไรพวกเขาเลย วัน ๆ เห็นแต่เอาอกเอาใจสามีให้ลูกสาวเจ้าดูเท่านั้น แล้วข้ากับแม่เจ้าก็อายุมากแล้ว เจ้าไม่คิดจะสืบทอดตำหนักของข้าแล้วจะให้ใครกันเล่า” เตียวหย่งไจ้ไม่ยอมลงให้ลูกสาว เขาอยากไปเที่ยวกับภรรยา นางต้องกตัญญูพวกเขาสิ ฮึ่ย