วิลล่าหรู ผุดพรึ่บ 7 จังหวัดเมืองท่องเที่ยว จับต่างชาติหนีหนาว-คนรวยซื้อบ้านหลังที่สอง
ตลาดวิลล่า หรือ บ้านพักตากอากาศ ปี 2566 กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะ 7 โซนท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา เขาใหญ่ สมุย หัวหิน และเพชรบุรี ที่ตัวเลขการเติบโตปัจจุบันแซงช่วงก่อนโควิดปี 2562 ไปเรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC ชี้ว่า ซัพพลายช่วงครึ่งแรกของปี 2566 สูงถึง 1,819 หน่วย เติบโต 44.5% คิดเป็นมูลค่ารวม 69,841 ล้านบาท เติบโต 60.6% มีหน่วยขายได้ใหม่ 287 หน่วย มูลค่า 10,921 ล้านบาท และหน่วยเหลือขาย 1,548 หน่วย มูลค่า 59,612 ล้านบาท
วิลล่าบูม รับต่างชาติหนีหนาว
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผย “การเงินธนาคาร” ว่า ภายหลังจากการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบในปี 2565 ส่งผลให้ตลาดบ้านประเภทวิลล่า หรือ บ้านพักตากอากาศ ได้รับการพัฒนาการขยายตัวขึ้นอย่างมากจากช่วงเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2563 - 2564
และดูเหมือนว่าจำนวนของหน่วยการเปิดตัวใหม่ และยอดขายของบ้านประเภทวิลล่า กลับมีจำนวนมากกว่าช่วงก่อนเกิด COVID-19 ในปี 2561 - 2562 อีกด้วย
การขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นนี้ เป็นผลจากปัจจัยบวกที่สำคัญคือ การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในประเทศมากขึ้นอย่างมาก
โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญ และทำให้เกิดความต้องการบ้านพักและห้องพักทั้งในระยะสั้น และระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากทางยุโรป และรัสเซียที่มักจะเข้ามาพำนักระยะยาว ซึ่งทำให้วิลล่า อาทิ พูลวิลล่า เป็นรูปแบบที่ได้รับความต้องการจากชาวต่างชาติมาก ในช่วงหน้าหนาว ที่ชาวต่างชาติหนีหนาวมาจากประเทศของเขามาประเทศไทย
ด้วยความต้องการวิลล่าที่มากขึ้นเช่นนี้ ทำให้ผู้ประกอบการทำการพัฒนาวิลล่าในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญมากขึ้น เช่น ภูเก็ต ชลบุรี นครราชสีมา และ เชียงใหม่ เป็นต้น เพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับกลุ่มคนต่างชาติที่ต้องการซื้อ เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ
รวมถึงกลุ่มคนไทยที่มีความต้องการที่จะซื้อเพื่อการลงทุนให้ชาวต่างชาติ และที่ผ่านมาก็มียอดขายที่ดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2565 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2565
จากผลการสำรวจตลาดวิลล่าในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ภูเก็ต ชลบุรี นครราชสีมา (เขาใหญ่) สุราษฎร์ธานี(สมุย) ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) เชียงใหม่ และ เพชรบุรี (ชะอำ) พบว่า หน่วยที่มีการเสนอขายในตลาดเพิ่มขึ้นจาก 1,259 หน่วยในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 เพิ่มเป็น 1,819 หน่วย ในครึ่งแรกปี 2566 หรือปรับเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 45%
โดยเป็นหน่วยที่เกิดจากการเปิดตัวใหม่ ในช่วง 3 รอบสำรวจ ดังนี้
- ครึ่งแรกของปี 2565 มีจำนวน 379 หน่วย
- ครึ่งหลังของปี 2565 มีจำนวน 352 หน่วย
- ครึ่งแรกของปี 2566 มีจำนวน 611 หน่วย
ซึ่งเพิ่มจากช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีค่าเฉลี่ยหน่วยเปิดตัวใหม่ประมาณ 13 หน่วยต่อรายครึ่งปีเท่านั้น
ผลสำรวจ ยังพบว่ายอดขายใหม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน จากยอดขายใหม่ในช่วง 3 รอบสำรวจ ดังนี้
- ครึ่งแรกของปี 2565 มีจำนวน 1,259 หน่วย
- ครึ่งหลังของปี 2565 มีจำนวน 1,484 หน่วย
- ครึ่งแรกของปี 2566 จำนวน 1,819 หน่วย
ซึ่งเพิ่มจากช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มียอดขายใหม่เฉลี่ย ประมาณ 909 หน่วยต่อรายครึ่งปี
หากการท่องเที่ยวยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีการปรับตัวดีขึ้น และสถานการณ์สงครามใน 2 ภูมิภาคไม่ลุกลามและรุนแรงมาขึ้นหรือปรับตัวเข้าสู่ความสงบมากขึ้น คาดว่าวิลล่าในประเทศไทยก็จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น
แนะระวังซัพพลายล้น คาด 3 ปี ถึงขายออกหมด
ดร.วิชัย กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกอบการต้องระวังในการพัฒนาเพื่อไม่ให้เกิดอุปทานส่วนเกินมากเกินไป เนื่องจาก ปัจจุบันมีหน่วยเหลือขายของวิลล่าในพื้นที่ 7 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญมีการเพิ่มขึ้นมาก
โดยเพิ่มจากประมาณ 850 หน่วยในช่วง COVID-19 หรือ ครึ่งแรกของปี 2563 คิดเป็นมูลค่ารวม 27,627 ล้านบาท ต่อมาในครึ่งแรกของปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 1,548 หน่วย มูลค่ารวม 59,612 ล้านบาท
แต่ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 260 หน่วยต่อครึ่งปีเท่านั้น (เฉพาะครึ่งแรกของปี 66 ขายได้ 287 หน่วย มูลค่า 10,921 ล้านบาท) ซึ่งหากยอดขายเท่ากับค่าเฉลี่ย ก็เท่ากับว่าต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี ในการระบายวิลล่าทั้งหมดได้
สัมมากร บูมทำเลเขาใหญ่ เจาะกลุ่มคนรวยซื้อบ้านหลังที่สอง
นายณพน เจนธรรมนุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “การเงินธนาคาร” ว่า หลังวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องของการทำงานแบบ Work From Anywhere : WFA ทำให้ความต้องการของบ้าน และการเลือกที่อยู่อาศัยให้ตอบรับความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากขึ้น
โดยคาดว่า ตลาดวิลล่า จะขยายตัวได้อีกมากในอนาคต จากปัจจัยหลัก ได้แก่ จำนวนประชากรสูงวัยในสังคมเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากกว่ารักษา ให้ความสำคัญกับ well being พื้นที่อากาศบริสุทธิ์ห่างไกล PM ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น
ดังนั้น การพัฒนาที่อยู่อาศัยยุคใหม่ให้ตอบโจทย์ ด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตลาดจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในกรุงเทพฯ ขยายไปในหลายพื้นที่รอบนอกมากขึ้น เช่น ทำเลเขาใหญ่ เป็นตัน
จาก 5 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินเขาใหญ่ลดลงถึง 30% ซึ่งเท่ากับราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่สนใจซื้อบ้านหลังที่ 2 เขาใหญ่ และบางคนต้องการย้ายจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ เขาใหญ่มากขึ้น ซึ่งทำให้ปัจจุบันราคาที่ดินติดถนนธนะรัชต์ปรับขึ้นสูง 20-40 ล้านบาท ต่อไร่ หรือตารางวาละ 50,000-100,000 บาท
โดยเน้นกลุ่มไฮเอนด์ ที่ระดับราคา "20 ล้านบาทขึ้นไป" ซึ่งกลุ่มลูกค้ามีระดับรายได้สูง 200,000 บาทขึ้นไป มีจำนวนจำกัด
ทำให้ผู้ประกอบการหันมา เจาะตลาดระดับกลางรายได้ 50,000-100,000 บาท เพื่อขยายฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น หรือบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อเทียบราคากับบ้านหลังที่ 2 ในทำเลติดทะเล มีแต่คอนโดมิเนียม ไม่ตอบโจทย์เทรนด์ทำงานที่บ้าน
สะท้อนความนิยม จากพื้นที่บนถนนธนะรัชต์มียูนิตสะสม 5,000 ยูนิต โดยการที่เขาใหญ่เริ่มกลับมาบูมอีกครั้งหลัง เป็นอานิสงค์จากโครงข่ายคมนาคมขนาดใหญ่รองรับทั้ง มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา ที่จะเปิดบริการอย่างเป็นทางการปี 2566 รวมถึงรถไฟ ความเร็วสูง ไฮสปีดเทรน ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กำหนดเปิดบริการ ปี 2569
สำหรับสัมมากร ได้พัฒนาโครงการวิลล่า คือ บาร์นยาร์ด เขาใหญ่ ตั้งอยู่บนถนนเขาใหญ่-วังน้ำเขียว (3052) ใกล้อุทยานแห่งชาติเพียง 12 นาที ทำให้ตลอดเส้นทางมีความร่มรื่น เห็นวิวภูเขา (เขาใหญ่) ได้ชัดเจน ถือเป็นทำเลตลาดไฮเอนด์ มีสนามกอล์ฟและวิลล่าตากอากาศหลายแบรนด์ลงชิงมาร์เก็ตแชร์
โดยบริษัทฯ ชูจุดเด่นเรื่องของราคาที่จับต้องได้ อยู่ในระหว่าง 15.9-32 ล้าน มีให้เลือกถึง 3 แบบบ้าน (S,M,L) และตบแต่งครบแบบ Fully-Furnish และฟรีแอร์ให้ทั้งหลัง และแถมค่าส่วนกลางฟรี 10 ปีเต็ม เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับลูกค้า ซึ่งวางทาร์เก็ตเป็นคนไทยที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่สอง อายุ 45-60 ปี ที่มองหาบ้านพักในวัยเกษียณ
ดีเวลอปเปอร์ลงสนาม ชิงพัฒนาวิลล่าพื้นที่ท่องเที่ยว
เจาะลึกการพัฒนา ตลาดวิลล่า ปี 2566 พบว่า ดีเวลลอปเปอร์ หลายเจ้าได้ทยอยส่งสินค้าระดับลักซูรีลงตลาด เกาะทำเลท่องเที่ยวทั้งระยอง ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา
นายวิทวัส วิภากุล กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เปิดตัว อมาธารา เรสซิเดนซ์เซส ระยอง วิลล่าหรู ในรูปแบบ Branded Residence ในเซกเมนต์ลักซูรี ด้วยการมอบบริการด้านสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) ด้วย
“การพัฒนาโปรเจ็กต์ในเฟสแรกเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันพร้อมเข้าอยู่ทั้งสิ้น 9 หลัง ในราคาเริ่มต้น 55 – 135 ล้านบาทสำหรับ 3 และ 4 ห้องนอน”
ส่วนการพัฒนาเฟสสอง จะเริ่มก่อสร้างช่วงกลางปี 2567 สำหรับในเฟสนี้ เราเตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้แก่จังหวัดระยองและภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นวิลล่าบนเนินเขาวิวทะเลแห่งแรกหนึ่งเดียวของระยอง นำเสนอตัวเลือก 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ จำนวนทั้งสิ้น 9 หลัง 18 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 35 – 47 ล้านบาท
ในเฟสต่อ ๆ ไป เรายังจะพัฒนาโปรเจ็กต์คอนโดมิเนียม 282 ยูนิต และรีสอร์ทระดับ 5 ดาว รวม 209 ห้องอีกด้วย
ด้าน นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมพัฒนาคอนโดตากอากาศ ทำเลหาดวงศ์อมาตย์ พัทยา จ.ชลบุรี ในชื่อ Wyndham Grand Residences Wongamat Pattaya มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท รูปแบบ Branded Residence หรือคอนโดที่มีบริการแบบโรงแรม โดยมีราคาเริ่มต้น 4.79 - 60 ล้านบาท
ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมพัทยา มีดีมานด์สูงทั้งในกลุ่มคนไทย และต่างชาติ โดยในกลุ่มชาวต่างชาติ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 มีการโอนกรรมสิทธิ์ ชลบุรีมีสัดส่วนอันดับ 1 มีสัดส่วน 43.4% แซง กทม. ที่มีสัดส่วน 37.7%
ขณะที่ดีมานด์คอนโดพัทยามีซัพพลายพร้อมขายประมาณ 107,000 หน่วย มียอดขาย 90% แต่เหลือซัพพลายเพียง 10% และส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่จอมเทียนถึง 42% ส่วนบริเวณวงศ์อมาตย์เพียง 7%
เบื้องต้น บริษัทฯ ตั้งเป้าเจาะกลุ่มเรียลดีมานด์ ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่สอง 60% และกลุ่มนักลงทุน 40% ซึ่งคอนโดในโซนพัทยา มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 6-7% ต่อปี สูงกว่าโซน กทม. ที่มีผลตอบแทน 5-6% ต่อปี
นอกจากนี้ บริษัท ไรมอนแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ทำวิลล่าระดับอัลตร้าลักซูรีภูเก็ต มูลค่าโครงการ 7,000 ล้านบาท ราคา 500-800 ล้านบาท/ยูนิต
ฟาก บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW ได้มีการร่วมทุนกับ บริษัท โบทานิก้า ลักซูรี่ ภูเก็ต จำกัด ยักษ์ วิลล่าหรู ภูเก็ต พัฒนาโครงการ BGA-Botanica Grand Avenue รูปแบบพูลวิลล่า ราคา 40-80 ล้านบาท/ยูนิต