ตำนานสุยอวิ๋นยอดกุนซือ
ข้อมูลเบื้องต้น
ตำนานสุยอวิ๋นยอดกุนซือ
ในยุคที่สงครามระหว่างแคว้นคุกรุ่น
ข้ามีนามว่าเจียงเจ๋อ นามรองสุยอวิ๋น
เกิดในครอบครัวยากไร้ บิดามารดาเสียชีวิต
เพื่อเอาตัวรอดจึงพากเพียรเรียนหนังสือและสอบติดได้รับราชการในที่สุด
ทว่าราชสำนักกลับเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงอำนาจ
…
เดิมทีข้าหวังจะหลบหนีออกจากวังวนนี้
แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามใจ
ข้าไม่อาจหนีได้ ด้วยความจนใจจึงต้องไหลไปตามคลื่นลม
เข้าสู่การชิงอำนาจในราชสำนัก ใช้ความรู้ความสามารถเพื่อคนของข้า
สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิตภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยอันตรายและแผนการร้ายนี้
กระทั่งข้า…ได้กลายเป็นยอดกุนซือแห่งยุค…
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : ตำนานสุยอวิ๋นยอดกุนซือ (随波逐流之一代军师)
ผู้เขียน : สุยปัวจู๋หลิว (随波逐流)
ผู้แปล : กวงอี้
---
[随波逐流之一代军师] / [随波逐流]
©2022 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
ภาค 1 บทนำ จ้วงหยวนแห่งหนานฉู่
“เป็นภาพที่งดงามจริงๆ เกลียวหมอกเคล้าชลธารกว้าง นาวาเหว่ว้าแลเดียวดาย ฝีพู่กันไม่ธรรมดา” ข้าผงกศีรษะชมเชยอย่างเฉยเมย ถึงอย่างไร หากว่ากันด้วยศักดิ์ฐานะ ย่อมมิอาจเสียกริยามากไปนัก หากแสดงท่าทียินดีกับของขวัญที่ได้รับมากเกินไป เช่นนั้นแสดงว่าข้าต้องการทำงานให้ผู้อื่นใช่หรือไม่
ผู้ที่มีตำแหน่งเช่นข้า บางเรื่องเปลืองแรงเพียงขยับมือก็ช่วยเหลือได้ บางเรื่องเก็บมือเข้าแขนเสื้อยืนดูเฉยๆ เสียยังจะดีกว่า แม้ยามนี้ฝ่าบาทจะทรงพระปรีชา แต่อย่างไรก็ต้องคิดเผื่อไว้บ้าง พระองค์ชันษาเจ็ดสิบกว่าแล้ว ได้ยินว่าปีหน้าต้องการมอบตำแหน่งให้โอรสของรัชทายาท หากพระองค์เกิดเลอะเลือนตามวัย ระแวงขุนนางเก่าแก่เช่นข้าขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า ข้าต้องการทำทุกสิ่งให้ดี มีจุดจบอันงดงาม
เมื่อหลิวเจิน บุรุษวัยกลางคนซึ่งเป็นผู้ส่งมอบของขวัญให้ข้าเห็นข้ามีท่าทีเช่นนี้ ดวงตาพลันฉายแววกังวล เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ท่านผู้เฒ่า บิดาของหลานอายุมากจึงเลอะเลือนไปบ้าง ไม่สมควรแต่งหนังสือมั่วซั่ว ขอท่านโปรดเห็นแก่มิตรภาพเมื่อปีนั้น เห็นแก่ที่เคยเป็นขุนนางทำงานเพื่อราชสำนักเช่นเดียวกัน กรุณากล่าวเพื่อบิดาข้าสักหลายประโยค ปล่อยให้คนแก่เช่นเขาไปเสพสุขในชีวิตบั้นปลายด้วยเถิด”
“เช่นนั้นหรือ พี่เหวินจวี่แต่งหนังสืออันใด รีบเอามาให้ข้าดูเสียหน่อย ข้าชอบฝีพู่กันของพี่เหวินจวี่มากเชียว” ข้ารู้สึกสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อปีนั้นข้ากับบิดาของเขา หลิวขุย หลิวเหวินจวี่สอบได้บัณฑิตจิ้นซื่อด้วยกัน ข้าได้ตำแหน่งจ้วงหยวน เขาได้เป็นปั้งเหยี่ยน
ทว่ากล่าวกันตามจริง ข้าเลื่อมใสงานประพันธ์ของเขายิ่งนัก ตัวอักษรหนักแน่น อิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างละเอียดแม่นยำ หากมิใช่ว่าเขามีนิสัยดื้อรั้น กล่าวว่าจะไม่ยอมรับใช้สองนายอันใดนั่น ตำแหน่งผู้บันทึกพงศาวดารของราชวงศ์นี้จะต้องตกเป็นของเขาแน่นอน ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เขากำลังเขียน ‘พงศาวดารฉู่แห่งราชวงศ์หนาน’ ข้าเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ทว่าระยะนี้กลับมิได้ข่าวคราวอันใด
บนใบหน้าของหลิวเจินฉายแววกระอักกระอ่วน ล้วงห่อผ้าออกมาจากสาบเสื้อก่อนส่งมาให้ ข้าเปิดออกดู บนปกสีเขียวจางๆ มีตัวอักษร ‘พงศาวดารฉู่ราชวงศ์หนาน’ ปรากฏอยู่ จึงรีบเปิดอ่านอย่างกระตือรือร้น ลืมว่ายังมีคนนอกอยู่ในห้องไปเสียสิ้น กระทั่งข้ากวาดตาอ่านรวดเดียวจบสิบบรรทัดก็อดยิ้มเจื่อนไม่ได้ พี่เหวินจวี่ช่างไม่ไว้หน้าข้าเลยจริงๆ
ข้าวางหนังสือเล่มนั้นลงอย่างเกียจคร้าน กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “หลานชาย กลับไปก่อนเถิด เรื่องนี้ข้าจะใคร่ครวญอย่างละเอียด เจ้าก็ทราบดี ข้ามิได้ถามไถ่เรื่องการเมืองมานานหลายปีแล้ว”
เมื่อส่งหลิวเจินกลับไปแล้ว ข้าก็กล่าวเสียงดังว่า “เสี่ยวซุ่นจื่อ เสี่ยวซุ่นจื่อ”
ชายชราในอาภรณ์สีเขียวผู้หนึ่งเดินเข้าประตูตามเสียงเรียกของข้า ดูแล้วอายุประมาณสี่สิบกว่าปี ใบหน้าหล่อเหลาสดใส ขาวเนียนไร้หนวดเครา
คนผู้นี้คือหลี่ซุ่น คนสนิทที่ติดตามข้ามาห้าสิบกว่าปีแล้ว เขาเคยเป็นขันทีในพระราชวังหนานฉู่ มีวรยุทธ์สูงส่ง ได้ยินว่าอยู่ในระดับปรมาจารย์แล้ว เหตุใดจึงกล่าวว่าได้ยินว่าเช่นนั้นหรือ ย่อมเป็นเพราะข้าไม่เข้าใจเรื่องวรยุทธ์อย่างไรเล่า ทว่าเมื่อเห็นเขามีลักษณะคล้ายบุรุษวัยกลางคนทั้งๆ ที่อายุเกินหกสิบไปแล้วก็สมควรเป็นจริงดังนั้น
ก่อนหน้านี้บางคนไม่เชื่อว่า ยอดฝีมือเช่นหลี่ซุ่นจะซื่อสัตย์ภักดีต่อบัณฑิตที่ไม่มีแม้แต่แรงจะเชือดไก่เช่นข้า จึงคิดซื้อตัวเขา ทว่าจุดจบอันน่าอนาถของอีกฝ่าย ข้ามิขอกล่าวถึงแล้วกัน เพื่อไม่ให้พวกท่านได้ยินแล้วกินข้าวไม่ลง
ข้ายิ้มขื่นพลางเอ่ยถาม “หลิวขุยเป็นขุนนางเก่าแก่ของหนานฉู่ แม้เขาจะกล่าววาจาเกินไปบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไร เหตุใดขุนนางในราชสำนักเหล่านั้นจึงให้ความสำคัญเพียงนี้”
หลี่ซุ่นยิ้ม “นายท่านลืมไปแล้วกระมัง ปีหน้าโอรสของรัชทายาทจะได้รับสืบทอดตำแหน่งแล้ว พระชายารัชทายาทคือบุตรีคนโตของท่าน เช่นนี้แล้วผู้ใดจะไม่อยากประจบประแจงท่านเล่า หลิวขุยดื้อรั้นปานนั้น จะใส่ชื่อท่านในบันทึกขุนนางสองสมัยเสียให้ได้ แม้ท่านไม่คิดเล็กคิดน้อย ทว่าหน้าตาของพระชายาและพระโอรสยังต้องรักษาอยู่”
“ใช่แล้ว!” ข้ากระจ่างแจ้งขึ้นมาโดยพลัน หลิวขุยกล่าวในพงศาวดารฉู่ราชวงศ์หนานว่าข้า ‘อ่อนโยนดุจสตรี มากเล่ห์เพทุบาย จิตใจลึกล้ำยากคาดเดา’ แต่ไม่ว่าผู้ใดล้วนทราบว่า ข้าเป็นผู้ที่ไม่อ่อนไหวทางการเมืองผู้หนึ่ง หากมิใช่เพราะคำชี้แนะของเสี่ยวซุ่นจื่อและการเอาตัวรอดอย่างชาญฉลาดของข้า เกรงว่าข้าคงคว่ำลงมาจากยอดไปนานแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ข้าจึงกล่าวอย่างเรียบเฉย “เจ้าไปบอกโหรวหลันสักคำ หลิวขุยเป็นขุนนางเก่าแก่เพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดจากราชวงศ์ก่อนของหนานฉู่ ไยต้องทำให้เขาลำบากใจด้วยเล่า เรื่องบางเรื่อง ต่อให้เขาไม่พูด ผู้อื่นก็พูดอยู่ดี ‘บันทึกธาราเคียงเมฆ’ ที่เขาเขียนให้ข้า แม้เจ็บแสบไปบ้าง ทว่าจะอย่างไรก็นับว่าสอดคล้องความจริง เขาเขียนขึ้นมาแล้ว ย่อมเลี่ยงไม่ให้ผู้อื่นเขียนมั่วซั่ว อีกอย่าง เรื่องของข้าไม่เกี่ยวพันไปถึงโอรสของรัชทายาทหรอก บอกนางว่าไม่จำเป็นต้องมากเรื่อง” เสี่ยวซุนจื่อถอยออกไปอย่างนอบน้อม
ส่วนข้าพลิกเปิดบันทึกธาราเคียงเมฆ อ่านอีกครั้งด้วยความกระตือรือร้น แม้จะยังไม่มีบทวิจารณ์หลังสิ้นลม ทว่าอ่านก่อนคงไม่เป็นไรกระมัง
ติงเหม่า รัชศกเสี่ยนเต๋อปีที่สิบหก เจ้าครองแคว้นเจ็บป่วย ฟื้นจากโรคภัยยามฤดูสารทจึงจัดสอบเบื้องพระพักตร์ บัณฑิตเจียงหนานดีใจจนกระโดดโลดเต้น ผู้ให้ความสนใจมากมายดุจเกลียวคลื่น วันที่สิบห้าเดือนแปดประกาศรายนามบัณฑิต จ้วงหยวนคือเจียงเจ๋อแห่งเจียซิ่ง ยามนั้นนามสุยอวิ๋นยังไม่เป็นที่รู้จัก ทุกคนสอบถามจึงได้ความ
เจียงเจ๋อ นามรองสุยอวิ๋น เกิดในปีอู้เซิน รัชศกถงหยวนปีที่สี่ บิดาคือเจียงมู่ นามรองหานชิว ยามเยาว์หานชิวยากไร้ ทว่าโดดเด่นสง่างาม แต่งสตรีในบ้านเกิดเป็นภรรยา หานชิวมิอยากคลุกคลีกับกลียุคจึงพาบุตรชายออกท่องเที่ยวทั้งๆ ที่ตนเจ็บป่วย เมื่อถึงเจียงเซี่ย หานชิวก็ป่วยหนัก สุยอวิ๋นเชิญหมอมารักษา พานพบหมอเทวดาซังเฉินอย่างประจวบเหมาะ ซังเฉินชอบที่สุยอวิ๋นมีหูตากว้างไกล อีกทั้งความจำดี จึงทุ่มเทสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้ให้เขา ไม่นานหานชิวก็ค่อยๆ ฟื้นตัว
ซังเฉินเดินทางไปเจียงเป่ย ส่วนสุยอวิ๋นรั้งอยู่ที่เจียงเซี่ยดูแลเรื่องต้มยาให้บิดา ปีเหรินซวี รัชศกเสี่ยนเต๋อปีที่สิบเอ็ด หานชิวสิ้นใจด้วยโรคภัย ทิ้งตำรา ‘ชิงหย่วนจี้’ ทั้งสิบสองเล่มไว้เป็นมรดกตกทอด เนื้อหาเรียบง่ายแปลกใหม่ เป็นที่นิยมของคนยุคนี้
หานชิวสิ้นใจ ส่วนสุยอวิ๋นยากไร้จนมิอาจฝังศพบิดา ยามนั้นเจิ้นหย่วนโหว รักษาการณ์อยู่ที่เจียงเซี่ย ขณะตามหาอาจารย์ให้บุตรชายก็พบสุยอวิ๋นเข้าพอดี ลู่โหวเห็นเขายังเยาว์จึงจงใจสร้างความลำบากโดยการสั่งให้เขียนอักษร สุยอวิ๋นจรดพู่กันบรรเลงอักษรพันคำ ไม่ทันไรก็เขียน ‘บทกวีธารายามฤดูสารท’ ออกมาได้ ในนั้นปรากฏความว่า ‘อีกไม่นาน จันทราจะปรากฏเหนือบูรพาสิงขร สัญจรระหว่างกลุ่มดาววัว น้ำค้างขาวปกคลุมชลธาร ประกายธารบรรจบอัมพร ต้นกกหยัดยืนตระหง่าน เหยียดสูงประหนึ่งกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต อิสระเสรีดุจขี่วายุทะยานก้าว แต่กลับมิทราบจะหยุดลงที่ใด กระพือปีกล่องลอยจากโลกียะเพียงลำพัง เพียงหวังทะยานขึ้นสู่แดนเซียน’
ลู่โหวตื่นตะลึงยิ่ง รีบหยัดกายขอบคุณ ทั้งสั่งให้ซื่อจื่อ ออกมาคารวะเขาเป็นอาจารย์
…พงศาวดารฉู่ราชวงศ์หนาน บันทึกธาราเคียงเมฆ
ภาค 1 ตอนที่ 1 บัณฑิตตกอับ (1)
รัชศกเสี่ยนเต๋อปีที่สิบหก สุยอวิ๋นประสงค์สอบเคอจวี่ ออกจากเจียงเซี่ยตามใจปรารถนา มุ่งหน้าสู่เจี้ยนเย่
…พงศาวดารฉู่ราชวงศ์หนาน บันทึกธาราเคียงเมฆ
หนานฉู่ รัชศกเสี่ยนเต๋อปีที่สิบหก แผ่นดินตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ทว่าสถานการณ์กระจ่างชัดขึ้นมากแล้ว หนานฉู่ได้ครอบครองแผ่นดินส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียง แผ่นดินเหนือแม่น้ำกลายเป็นใต้หล้าของต้ายง เจียงเซี่ยกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับป้องกันการโจมตีของต้ายง และจวนเจิ้นหย่วนโหว กลายเป็นกองกำลังสำคัญในการปกปักษ์เจียงเซี่ย ด้วยเหตุนี้จึงมีการป้องกันแน่นหนาอยู่ตลอด
ตัวข้าในฐานะอาจารย์ แม้ตำแหน่งไม่ต่ำต้อย ทว่ายังต้องก้มหน้าฟังคำสั่งอย่างว่าง่าย เพียรซ่อนตัวอยู่ในห้องหนังสือ พยายามไม่ออกไปด้านนอก หลีกเลี่ยงมิให้ตนหาเรื่องใส่ตัว
ข้าพลิกตำราพลางคำนวณว่ายามใดจึงจะได้ทานข้าว ช่วยไม่ได้ เจิ้นหย่วนโหวลู่ซิ่นเป็นขุนนางฝ่ายการทหารที่สำคัญผู้หนึ่ง ตามกฏประเพณีของหนานฉู่ ครอบครัวเขาล้วนต้องรั้งอยู่ที่เจี้ยนเย่ มีเพียงลู่ช่านวัยสิบห้าผู้ครองตำแหน่งซือจื่อ ผู้เดียวที่ลู่ซิ่นมอบตำแหน่งองครักษ์ให้เขาหมายรั้งไว้ข้างกาย ซึ่งราชสำนักก็อนุญาต
แม้ลู่ช่านติดตามเล่าเรียนอักษรกับข้า ทว่าลูกหลานตระกูลแม่ทัพย่อมต้องศึกษาการทหารด้วยเช่นกัน วันนี้คือวันที่ลู่ซิ่น แม่ทัพใหญ่แห่งเจียงเซี่ยเรียกประชุมทหาร ในฐานะที่ลู่ช่านเป็นองครักษ์ย่อมถูกพาไปฟังด้วย ข้าทำได้เพียงรอเขาอยู่ในห้องหนังสือ เดิมทีนัดหมายไว้แล้วว่าจะทานอาหารด้วยกัน ไม่นึกว่าเลยยามเที่ยงไปแล้ว การประชุมทางการทหารในวันนี้ก็ยังไม่จบ มิหนำซ้ำผู้ที่เข้าร่วมการประชุมทั้งหมดล้วนมิได้ทานอาหาร หากข้าที่เป็นเพียงอาจารย์ตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งวิ่งไปกินข้าวเสียเอง ยามเมื่อลู่ช่านกลับมาจะต้องริษยาจนตะโกนโวยวายเป็นแน่ จากนั้นก็จะหาโอกาสลอบวางแผนร้ายใส่ข้า เช่นนั้นให้ข้ารอทานพร้อมเขาเถิด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ท้องอันแบนราบของข้าก็ส่งเสียงถอนใจออกมาอย่างปลงอนิจจัง
ท่านว่าเหตุใดสองพ่อลูกจึงได้แตกต่างกันเพียงนั้น ลู่ซิ่นเปิดเผยใจกว้าง ลู่ช่านกลับชอบคิดเล็กคิดน้อย คราวที่แล้วเขาถูกท่านโหวลู่ทำโทษ ข้าแอบยิ้มอย่างอดไม่อยู่ ไม่ทันไรก็ถูกเขาพบ วันต่อมาก็หลอกให้ข้าออกไปเดินผ่อนคลายข้างนอก กล่าวว่าข้าไว้ทุกข์มาสามปีแล้วอันใดนั่น สมควรออกไปเดินเล่นเสียหน่อย ผลกลับกลายเป็นว่าหลอกข้าไปยังหอเยียนเยว่ หากมิใช่ว่าข้ามีไหวพริบว่องไว คงถูกฉุดไปเป็นครั้งแรกแล้วกระมัง
ข้าคิดฟุ้งซ่านพลางพลิกตำราอย่างเบื่อหน่าย เฮ้อ แม้ห้องหนังสือของจวนเจิ้นหย่วนโหวจะไม่เลว ทว่าสามปีมานี้ คล้ายว่าข้าจะอ่านหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ถึงอย่างไรก็เป็นตระกูลแม่ทัพ ส่วนใหญ่จึงเป็นตำราที่พบหาได้ง่าย ข้าเดาว่าคงให้ร้านขายตำราส่งตำราทั้งหมดมาให้กระมัง มิเช่นนั้นเหตุใดจึงมีกระทั่งปฏิทินโหราศาสตร์ แต่กลับไม่มีของล้ำค่าแท้จริง
ขณะที่ข้ากำลังคำนวณเวลาจากเงาอาทิตย์อยู่ที่นั่น ลู่จงองครักษ์ของลู่ช่านก็เดินเข้ามา กล่าวกับข้าว่า การประชุมทหารเสร็จสิ้นแล้ว ลู่ซิ่นเชิญผู้ใต้บังคับบัญชาไปเฉลิมฉลอง ให้ลู่ช่านติดตามไปด้วย บอกว่าข้าไม่ต้องรอแล้ว
ข้าตอบกลับไปอย่างยินดี ลงมือรับประทานอย่างตะกละตะกลามโดยมิสนใจว่าอาหารเย็นชืดหมดแล้ว
ขณะกำลังกินอย่างเบิกบานใจ จู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายระลอกหนึ่งดังแว่วมาจากห้องโถงด้านหน้า แรกเริ่มข้ายังมิใคร่ใส่ใจ ทว่าภายหลังเสียงกลับดังยิ่งขึ้น ได้ยินเพียงเสียงตะโกนว่า “จับมือสังหาร จับมือสังหาร” ดังสะท้านจนหูแทบหนวก
ข้าใจสั่น แย่แล้ว มีมือสังหารมาที่นี่ แปดเก้าส่วนย่อมหมายลอบสังหารเจิ้นหย่วนโหวเป็นแน่ ยามนี้เขาคือภูผาที่พึ่งพิงของข้า มิอาจถูกฆ่าตายไปเช่นนี้ได้
ข้ารู้ว่าตนไม่มีความสามารถปกป้องคุ้มครองเจิ้นหย่วนโหว ซ่อนตัวไว้ย่อมเป็นการดี ทว่าในใจยังรู้สึกไม่สงบ จึงหยิบหน้าไม้อันประณีตลงมาจากชั้นหนังสือ
นี่คือหน้าไม้ที่กรมโยธาธิการแห่งหนานฉู่ตั้งใจสร้างขึ้นมา ยิงไกลถึงระยะร้อยก้าว ยิงต่อเนื่องได้ถึงห้าดอก เดิมที นี่คือของขวัญที่ลู่ซิ่นมอบให้ลู่ช่าน ทว่าลู่ช่านมิชอบที่หน้าไม้ไม่เปิดเผยตรงไปตรงมา จึงไม่อยากใช้ กลับยกผลประโยชน์ให้ข้าแทน ผู้ใดใช้ให้ข้าไม่เป็นวรยุทธ์เล่า ดังนั้นย่อมใช้ธนูไม่เป็นแน่นอน หน้าไม้นี่จึงเป็นของที่ข้ารักที่สุด
เมื่อขึ้นลูกดอกเรียบร้อยแล้วจึงแย้มหน้าต่างมองออกไปด้านนอก ห้องหนังสือที่ข้าอยู่มิได้ห่างจากห้องโถงด้านหน้าเพียงนั้น พบว่าด้านนอกมีคมดาบคมหอกมากมายดั่งไพรวัน ทหารอาภรณ์แดงกองใหญ่กำลังล้อมมือสังหารชายวัยฉกรรจ์สองคนที่อยู่ในชุดข้ารับใช้ ไม่ทันไรข้าก็เห็นเจิ้นหย่วนโหวลู่ซิ่นวิ่งมาพร้อมทหารหัวหน้ากอง มีผ้าขาวพันรอบแขนขวา โลหิตซึมออกมา แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของลู่ผิง ผู้เป็นองครักษ์คนสนิทที่มักอยู่ข้างกายเขา
ลู่ซิ่นใบหน้าขาวซีด มีลู่ช่านช่วยพยุงอยู่ด้านขวาด้วยสีหน้าเดือดดาลยิ่ง เมื่อเห็นเช่นนั้น ข้าจึงคาดเดาไปว่ามือสังหารสองคนนั้นต้องแฝงตัวเข้ามาในจวนโหวเป็นแน่ ดูจากเหตุการณ์แล้ว คงปลอมตัวเป็นบ่าวยกอาหารยามลู่ซิ่นเลี้ยงฉลองกับผู้ใต้บังคับบัญชา จากนั้นจึงลงมือสังหารโดยมิให้ตั้งตัว ในแปดส่วน ข้าเดาว่าลู่ผิงคงพยายามทำหน้าที่อย่างจงรักแล้ว
ข้ามองดูอย่างออกรส พบว่าจู่ๆ มือสังหารทั้งสองก็มองหน้าส่งสัญญาณให้กัน ก่อนควักลูกกลมๆ สีดำออกมาจากสาบเสื้อสองลูกแล้วเขวี้ยงลงพื้น พลันมีควันสีขาวพวยพุ่ง พริบตาเดียวก็ปกคลุมพื้นที่ว่างในรัศมีสิบกว่าจั้ง ขณะนั้นเอง ข้าพบว่านายทหารชั้นสูงในอาภรณ์ผู้ช่วยแม่ทัพนายหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากลู่โหวมีประกายโหดเหี้ยมวาบผ่านดวงตา มีดสั้นเล่มหนึ่งไหลจากชายแขนเสื้อสู่มือของเขา ข้ารู้ดีแก่ใจว่าสถานการณ์ย่ำแย่จึงรีบตะโกนบอก “ท่านโหว ระวังขอรับ”
ข้าตะโกนพลางยิงลูกดอกออกไปลูกหนึ่ง เสียงกรีดร้องอันน่าอนาถดังขึ้น กระทั่งกลุ่มควันสลายตัว ทุกคนที่ยังตกใจรีบมองไป มือสังหารทั้งสองยังคงถูกล้อมอยู่ตรงกลาง ด้านหลังลู่โหว นายทหารชั้นสูงผู้หนึ่งล้มอยู่บนพื้น มีลูกดอกปักอยู่บริเวณหัวใจ ในมือของเขายังคงกำมีดเล่มหนึ่งไว้แน่น คมมีดสะท้อนแสงสีฟ้า ทั้งยังอยู่ห่างจากลู่โหวไม่ถึงครึ่งก้าว สถานการณ์เช่นนี้ กระทั่งคนตาบอดก็ยังรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เห็นได้ว่ามือสังหารทั้งสองยากจะฝ่าออกไปได้ สุดท้ายจึงสู้จนตัวตาย หลังลู่โหวสั่งการหัวหน้ากองเสร็จก็เรียกข้าไปยังโถงพยัคฆ์ขาว ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาใช้จัดการเรื่องทางการทหาร
เขามองข้าด้วยสีหน้าซับซ้อนก่อนจะเอ่ยปาก “สุยอวิ๋น ขอบใจมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
ข้ากล่าวตอบอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัว “ล้วนเป็นเพราะท่านโหวมากบารมี มากคุณธรรม จึงรอดพ้นแผนร้ายของผู้ทรยศไปได้ ผู้น้อยเพียงโชคดีเท่านั้นขอรับ”
ลู่โหวเอ่ยถามอย่างสงสัย “สุยอวิ๋น รู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นจะสังหารข้า” นี่เป็นปัญหาที่เขาขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
รู้ได้อย่างไรหรือ แน่นอนว่าเพราะข้ามองเห็น แต่ข้ามิอาจกล่าวเช่นนี้ได้ นี่คือสิ่งวิเศษคุ้มกายข้า สัมผัสทั้งหกของข้าแตกต่างจากคนปกติมาตั้งแต่กำเนิด กล่าวคือ หูข้าสามารถได้ยินเสียงใบไม้ร่วง บุบผาปลิว ภายในระยะร้อยก้าว สายตาข้ามองเห็นในระยะหลายลี้ การรับรสของข้า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด ขอเพียงปนเปื้อนเข้ามา ข้าจะแยกแยะได้ชัดเจน การได้กลิ่นของข้า ขอเพียงมีกลิ่นเล็กน้อย ข้าก็สามารถติดตามคนผู้นั้นได้ในระยะแปดลี้ สิบลี้
บางครั้งข้ายังสงสัยว่าตนเป็นมนุษย์หรือไม่ แต่ข้าทราบดี หากปล่อยให้ผู้อื่นรู้เรื่องพวกนั้น คงยากจะเลี่ยงความอิจฉาริษยาของผู้คน
ท่านเองก็คงไม่อยากให้มีคนแอบฟังเรื่องส่วนตัวของท่านหรอกกระมัง เพื่อเก็บไว้เป็นอาวุธป้องกันกาย ข้าจึงไม่เคยบอกเรื่องนี้แก่ผู้ใด นอกจากบิดามารดาที่ตายไปแล้วของข้าก็ไม่มีผู้ใดรู้อีก ดังนั้นข้าจึงกล่าวเท็จไปว่า “กล่าวไปแล้วก็บังเอิญยิ่ง เดิมทีผู้น้อยหยิบหน้าไม้ไว้ป้องกันตัว เมื่อเห็นมือสังหารสองคนนั้นใช้ควันออกมา ข้าก็อดแปลกใจมิได้ คิดไปคิดมา ไม่ว่ามือสังหารสองคนนั้นจะมีความสามารถเช่นไร ในสถานการณ์นี้ย่อมยากจะหนีพ้น การที่พวกเขาใช้ควันคงเพราะคิดสร้างโอกาสให้ผู้อื่นเป็นแน่ ดังนั้นผู้น้อยจึงคิดว่า ต้องมีมือสังหารคนอื่นซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ ท่านโหวแน่นอน ข้าร้อนใจไปชั่วขณะจึงตะโกนออกไป จำได้ว่าตอนแรกด้านหลังใต้เท้าไม่มีผู้อื่น หากมือสังหารต้องการลอบสังหารท่านย่อมต้องลงมือบริเวณนั้น ข้าจึงยิงลูกดอกไปมั่วๆ โชคดีที่ท่านโหวมากบารมีจึงฆ่ามือสังหารได้สำเร็จ”
ลู่ซิ่นผงกศีรษะอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วให้ข้าออกไป
หลังจากนั้น ข้าได้ยินว่าผู้คิดสังหารลู่ซิ่นเป็นมือสังหารชาวต้ายง พวกเขาซื้อชุดผู้ช่วยทหารระดับสูง คิดสังหารเจิ้นหย่วนโหว จากนั้นจึงฉวยโอกาสเข้าโจมตียามที่เจียงเซี่ยเป็นมังกรไร้หัว ผู้ใดจะทราบว่าแผนการอันรัดกุมของมือสังหารกลับล้มเหลว ดังนั้นทัพใหญ่ของพวกเขาจึงต้องถอยกลับไป
หลังเรื่องนี้ ลู่ซิ่นเห็นว่าข้าฉลาดเฉลียวมากไหวพริบ จึงคิดให้ข้าเข้าไปเป็นกุนซือ(ที่ปรึกษา)ของเขา ทว่าเมื่อข้าไตร่ตรองดูแล้ว ที่นี่ห่างกับต้ายงเพียงแม่น้ำกั้น มักเกิดสงครามอยู่บ่อยๆ หากยามใดโชคไม่ดี กองทัพเกิดแพ้ขึ้นมา ข้าจะทำอย่างไรเล่า ยิ่งไปกว่านั้น หากต้ายงรู้ว่าเป็นข้าที่ช่วยชีวิตลู่ซิ่นไว้ คิดส่งคนมาสังหารข้า ข้าจะทำอย่างไรเล่า ดังนั้นจึงปฏิเสธ
แน่นอนว่าข้ามิอาจใช้เหตุผลนี้ได้ จึงกล่าวไปว่า ก่อนบิดาข้าเสียชีวิต ท่านค่อนข้างเศร้าใจที่ไม่มีผลงานเกียรติยศใด ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ นี่เป็นเหตุผลที่สง่าผ่าเผย ผู้ใดก็มิอาจขวางไม่ให้ข้าเข้าร่วมการสอบ
ดังนั้น ลู่ซิ่นไม่เพียงจะส่งคนไปยังเจียซิ่ง ภูมิลำเนาเดิมของข้า เพื่อทำให้ข้ามีคุณสมบัติในการสอบ ก่อนเริ่มการสอบเบื้องพระพักตร์สองเดือนยังมอบเงินเป็นค่าเดินทางไปสอบที่เจี้ยนเย่มาด้วย นอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยของข้า เขาจึงให้ข้าร่วมเดินทางไปกับทหารผู้รับผิดชอบด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกเขา ข้าจึงได้แต่ร่วมทางไปกับคนเหล่านั้นอย่างจนใจ ยังดี ระหว่างทางข้าคิดวิธีแยกตัวขึ้นมาได้วิธีหนึ่ง จึงบอกไปว่า ข้าอยากชื่นชมทิวทัศน์ และยังพอมีเวลา สุดท้ายจึงแยกตัวมาพักผ่อนสองวันแล้วค่อยเดินทางต่อ
ด้วยเหตุนี้ ในที่สุดข้าก็ได้อิสรภาพกลับคืน ข้ามิใช่คนโง่งม รัชศกเสี่ยนเต๋อปีที่เก้า หนานฉู่ยอมสวามิภักดิ์ต่อต้ายง ยอมสละตำแหน่งจักรพรรดิ เปลี่ยนไปเรียกขานตนเองว่าเจ้าแคว้น ตอนนี้กลับประกาศออกไปว่าเจ้าแคว้นคิดเรียกคืนตำแหน่งจักรพรรดิ เช่นนี้ย่อมเป็นการล่วงเกินและสร้างความเดือดดาลแก่ต้ายงอย่างใหญ่หลวง จะต้องเกิดภัยสงครามต่อเนื่องเป็นแน่
แม้ข้าไม่คิดอยากทำสงคราม แต่ข้าเข้าใจกลยุทธ์ทางการทหารไม่น้อย ต้ายงแข็งแกร่งทั้งม้าและทหาร ส่วนหนานฉู่กลับมีจักรพรรดิหลงใหลมัวเมาในความฝัน แม่ทัพนายกองทั้งโลภและขี้ขลาดกลัวตาย แม้แต่ลูกน้องของแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างลู่โหว ข้ายังได้ยินมาว่ามีพวกผีขี้ขลาดอยู่ไม่น้อย ทำเอาลู่โหวอยากสับพวกเขาสักหลายๆ ครั้ง แต่ด้วยอำนาจทางตระกูลของคนเหล่านั้นจึงทำได้เพียงเลี้ยงดูต่อไป
จะให้ไปสอบเคอจวี่ตอนนี้หรือ ข้ายังไม่อยากเป็นขุนนางของแคว้นที่ล่มสลายหรอกนะ
ภาค 1 ตอนที่ 2 บัณฑิตตกอับ (2)
ข้านั่งกอดเข่าอยู่บนดาดฟ้าเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่ง ดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์แม่น้ำอันสดชื่นในยามค่ำคืนอย่างสบายอกสบายใจ เรือขนาดกลางเช่นนี้ ด้านล่างจะบรรจุสินค้าเต็มลำ ด้านบนแบ่งเป็นห้องเล็กๆ จำนวนหนึ่งให้แขกเข้าใช้งาน สบายกว่าเรือโดยสารมากนัก เพียงแต่ราคาก็แพงกว่ามาก อย่างไรเสีย ตอนนี้ที่เอวข้าก็มีเงินอยู่หลายร้อยตำลึง อย่างไรก็พอใช้ ดังนั้นข้าจึงขอฟุ่มเฟือยสักครั้ง
เห็นจันทราทอแสงเย็นสดใส ดวงดาวพร่างพราวเต็มฟ้า ทำให้ข้าเกิดอารมณ์อยากขับกลอนอย่างช่วยมิได้ จึงร่ายกลอนออกไปว่า “วาโยคลอหญ้าริมชลาธร โดดเดี่ยวดุจนาวีน้อยกลางฟ้ามืด ดาราหลับใหลสงบนิ่งขจรไกล จันทรากระเพื่อมไหวตามกระแสธาร ชื่อเสียงโด่งดังหาใช่เพราะกลอนข้า ยามเจ็บป่วยล้มชราขุนนางจักเดินถอย โบยบินชั่วชีวิตมิได้สิ่งที่รอคอย มิสู้ถลาลมลอยสู่ฟ้ากว้างดั่งนางนวลทราย”
ขณะที่ข้าคิดจะร่ายกลอนซ้ำอีกครั้ง พลันได้ยินเสียงคนปรบมือชื่นชมอยู่ด้านหลัง ข้าหันกลับไปมอง พบว่ามีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ที่นั่น แม้แสงจันทร์พร่าเลือน ทว่าด้วยพลังของสายตาข้าทำให้เห็นบุรุษหนุ่มหล่อเหลาแกร่งกร้าวยืนอยู่บริเวณนั้นอย่างชัดเจน แม้จะสวมชุดผ้าหยาบ ทว่าบรรยากาศกลับไม่ธรรมดา ข้ามองอย่างไรก็รู้สึกว่ามีบารมีมากกว่าลู่โหวเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น บนร่างเขาคล้ายจะมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผู้คนตกตะลึง ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับถูกสายลมยามวสันต์อาบย้อม
ข้ามองดูตนเองด้วยความรู้สึกอับอายเล็กน้อย รูปร่างธรรมดาสามัญ ทว่ามิถึงขั้นลมพัดล้ม แม้หน้าตาจะนับว่างดงามหล่อเหล่า แต่จะมองอย่างไรก็เป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอผู้หนึ่ง ตอนนี้เป็นช่วงการทหารกำลังคุกกรุ่น สิ่งที่ดึงดูดสตรีมากที่สุดยังคงเป็นคุณชายหล่อเหลาที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ หรือไม่ก็พวกจอมยุทธ์ที่แม้จะรู้อักษรไม่กี่ตัว ทว่าขอเพียงรู้อักษรเล็กน้อยก็ดึงดูดสายตาสตรีได้มากกว่าข้าแล้ว หากถามว่าข้ารู้ได้อย่างไร สาเหตุย่อมเป็นเพราะสาวใช้ทั้งหลายในจวนลู่โหวไม่เคยมองข้าตรงๆ สักครั้ง
ข้าลุกขึ้นยืน กล่าวขออภัย “รบกวนการพักผ่อนของท่านแล้ว ขออภัยจริงๆ ขอรับ”
ชายหนุ่มผู้นั้นส่ายศีรษะ “ที่ไหนกันเล่า หากมิใช่ว่าข้ายังไม่นอน จะมิพลาดบทกลอนอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ของคุณชายหรือไร ขอเรียนถามหน่อยเถิด นี่คือผลงานของคุณชายหรือ”
ข้ารู้สึกยินดีในใจ ทว่ายังคงกล่าวตอบด้วยสีหน้าถ่อมตัว “บทประพันธ์มิได้ความ ยากจะทำให้ผู้อื่นเชยชม ทำให้ท่านหัวเราะแล้ว”
บุรุษหนุ่มผู้นั้นมองสำรวจข้าอยู่พักใหญ่จึงค่อยกล่าวขึ้นว่า “คุณชายอายุยังน้อยแต่ความสามารถด้านอักษรกลับโดดเด่นเหนือผู้คนเพียงนี้ นับถือจริงๆ ผู้น้อยหลี่เทียนเสียง เป็นพ่อค้าเร่ใต้ปกครองสู่อ๋อง คราวนี้มาทำธุระที่เจี้ยนเย่ ไม่ทราบว่าคุณชายชื่อแซ่อะไร มาเจี้ยนเย่ด้วยเหตุอันใดหรือ”
ข้าพึมพำในใจ คนผู้นี้แม้จะกล่าวด้วยสำเนียงแคว้นสู่ แต่ข้าฟังแล้วยังรู้สึกแปร่งๆ ทว่าเรื่องของผู้อื่น ข้าไม่คิดยุ่งให้มากความ ดังนั้นจึงตอบไปอย่างเกรงอกเกรงใจ “ผู้น้อยเจียงเจ๋อ นามรองสุยอวิ๋น มาเจี้ยนเย่คราวนี้เพื่อร่วมสอบเคอจวี่ขอรับ”
ในดวงตาของหลี่เทียนเสียงปรากฏแววแปลกประหลาดแวบหนึ่ง กล่าวว่า “คุณชายเป็นผู้โดดเด่นมากพรสวรรค์ เชื่อว่าต้องประสบความสำเร็จดังปรารถนาเป็นแน่ คงลำบากเพียงขยับมือเท่านั้น”
ข้ายิ้มอย่างกระอักกระอ่วน เดิมทีหากมิใช่เพราะต้องการโกหกกลบเกลื่อน ข้าคงไม่คิดเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ ถึงอย่างไรข้าก็มีวิธีเลี่ยงการสอบจงจวี่ ทั้งยังทำให้ผู้อื่นกล่าวว่าอันใดไม่ได้อีกด้วย
หลี่เทียนเสียงเห็นข้ามีท่าทางอึดอัดจึงไม่กล่าวเรื่องการสอบอีก พูดออกมาอย่างปลงอนิจจังว่า “เฮ้อ คราวนี้เดินทางมาจากสู่จง เห็นว่าสถานการณ์ในจงหยวน ตึงเครียด เจียงเซี่ยก็คล้ายจะมีสงคราม ตอนนี้การค้าย่ำแย่ลงทุกวัน ก่อนหน้านี้ เจ้าแคว้นหนานฉู่ออกราชโองการเพิ่มภาษีการค้า สู่อ๋องจึงแต่งทูตไปเจรจาถึงหนานฉู่ มิเช่นนั้นสินค้าของพวกข้าคงขาดทุนแล้ว!”
ข้ากล่าวไปตามใจว่า “ความจริงสู่อ๋องมิจำเป็นต้องสิ้นเปลืองพระทัยปานนั้น หนานฉู่และแคว้นสู่เป็นดั่งปากและฟันที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ขอเพียงแจงความเกี่ยวพันนี้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เจ้าแคว้นย่อมลดภาษีเป็นแน่ กระทั่งอาจเสนอสิทธิพิเศษทางการค้าด้วยกระมัง”
หลี่เทียนเสียงกล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบา “กล่าวเช่นนี้ ผู้น้อยมิอาจเข้าใจ”
ยากนักกว่าข้าจะพบคนที่อยากรู้ความคิดเห็นของข้า จึงกล่าวไปอย่างลำพองใจ “นี่ต้องเริ่มกล่าวจากสถานการณ์ปัจจุบันของแผ่นดินเสียก่อน หนานฉู่และต้ายงคุมเชิงกันโดยแบ่งเป็นเหนือใต้ แต่นี่เป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังทหารหรือสภาพจิตใจของราษฎร หนานฉู่ล้วนเทียบต้ายงมิได้ จึงทำได้เพียงตรึงกำลังป้องกันไว้ ไม่มีแรงรุกโจมตี ดังที่กล่าวกันว่า แข็งอยู่ไม่นาน อ่อนรักษาไม่ได้ ทุกคนต่างรู้ว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะช้าจะเร็วหนานฉู่ย่อมต้องล่มสลาย ดังนั้นเจ้าแคว้นจึงไปขอสงบศึกกับต้ายง เรียกขานจักรพรรดิต้ายงว่าเป็นเจ้าแผ่นดินเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว สู่จงภายใต้การปกครองของแคว้นท่านมีความเพรียบพร้อมทางทหาร แม้แคว้นสู่จะมีข้อจำกัดทางด้านภูมิศาสตร์ ทำได้เพียงจัดทัพรักษาการณ์ด้านเดียว ทว่ากลับแข็งแกร่งกว่าหนานฉู่ของข้า หากแคว้นสู่และต้ายงร่วมมือกัน ต้ายงโจมตีทางแม่น้ำฉางเจียง แคว้นสู่เคลื่อนทัพตามแม่น้ำหลันเจียง หนานฉู่ต้องล่มสลายเป็นแน่ แต่หากแคว้นสู่ปกป้องสู่จงอย่างเข้มงวด ส่วนหนานฉู่ก็ไปร่วมมือกับเป่ยฮั่นที่อยู่ทางเหนือของต้ายง เมื่อทัพต้ายงโจมตีหนานฉู่ เป่ยฮั่นจะขานรับหนานฉู่จากทางเหนือ ต้ายงจะเผชิญอันตรายจากแม่น้ำฉางเจียง ขอเพียงรักษาสถานการณ์ไว้ได้สามเดือนขึ้นไป ต้ายงย่อมต้องถอยทัพไปเอง”
หลี่เทียนเสียงมีสีหน้าเลื่อมใส เนิ่นนานผ่านไปจึงกล่าวต่อ “หากเป็นเช่นนี้ มิใช่ว่าใต้หล้ายากจะรวมเป็นหนึ่งหรือไร เช่นนี้คงลำบากชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเราแล้ว”
ข้ากล่าวปลอบเขาไป “ที่ข้ากล่าวเป็นเพียงสถานการณ์ในอุดมคติเท่านั้น ตอนนี้เจ้าแคว้นหนานฉู่ทรงลำพองพระทัย คิดพึ่งอาศัยเพียงความอันตรายของแม่น้ำฉางเจียง ซึ่งทำให้เกิดอันตรายซ่อนเร้น หากต้ายงมีทหารฉลาดเฉลียวอาจรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้”
หลี่เทียนเสียงกล่าวราวกับสนใจใคร่รู้ “เมื่อครู่คุณชายกล่าวว่า ต้ายงยากยืนหยัดต่อไปมิใช่หรือ เหตุใดจึงกล่าวว่าต้ายงอาจรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้เล่า”
ข้าเรียบเรียงความคิดแล้วกล่าวไปว่า “แม้ต้ายงจะเป็นดินแดนที่มีสงครามนับร้อย แต่ก็มีข้อได้เปรียบชัดเจน บนมีจักรพรรดิทรงพระปรีชาและขุนนางมากความสามารถ ล่างมีกองทหารนับล้าน ขอเพียงใช้กลยุทธ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ภายในเวลายี่สิบปีต้องรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้แน่ สถานการณ์ของแผ่นดินในตอนนี้ แผ่นดินสู่เป็นจุดสำคัญ เพียงแต่สู่จงป้องกันง่าย โจมตียาก หากคิดแย่งชิงใต้หล้า ต้องเริ่มจากร่วมมือเป่ยฮั่นเสียก่อน ทำให้ด้านหลังปลอดภัย จากนั้นค่อยแยกจากหนานฉู่”
หลี่เทียนเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ร่วมมือกับเป่ยฮั่นยังพอเป็นเป็นได้ แต่กับหนานฉู่ต้องพึ่งพากันดั่งลิ้นกับฟัน จะแยกกันได้อย่างไร”
“มีอะไรยากเล่า ข้าได้ยินว่าระยะนี้ทางราชสำนักของหนานฉู่อยากเรียกคืนตำแหน่งจักรพรรดิ หากต้ายงแสดงท่าทีตึงมือคล้ายไม่อยากรบ ย่อมยากจะเกิดสงคราม เจ้าแคว้นหนานฉู่ต้องสับสนเป็นแน่ หากต้ายงส่งสายลับเข้าไป ใช้วาจาคมคายและของขวัญมากมายไปติดสินบนขุนนาง ขณะเดียวกันก็แต่งทูตไปยังหนานฉู่เพื่อฟื้นคืนตำแหน่งจักรพรรดิ เช่นนั้นย่อมเกิดช่องว่างทางจิตใจระหว่างหนานฉู่และแคว้นสู่มากขึ้น ถึงตอนนั้นเป่ยฮั่นย่อมอดระแวงมิได้ เมื่อได้เวลา ต้ายงก็ทำเป็นยอมรับตำแหน่งจักรพรรดิของหนานฉู่ชั่วคราว สองแคว้นแบ่งแยกปกครองโดยมีแม่น้ำเป็นพรมแดน จากนั้นก็ร่วมมือกับหนานฉู่โจมตีแคว้นสู่ เจ้าแคว้นหนานฉู่มีวิสัยทัศน์คับแคบ ต้องติดกับแน่นอน แม้สู่จงยากโจมตี ทว่าก็ยากจะรับการโจมตีจากสองแคว้นเช่นกัน ถึงตอนนั้น แคว้นสู่ต้องแค้นหนานฉู่เป็นแน่ ขอเพียงต้ายงใช้กลยุทธ์ให้ถูกต้องเหมาะสม ย่อมได้แผ่นดินส่วนใหญ่ของสู่จงมาครอบครอง จากนั้น หากต้ายงโจมตีขนาบสองฝั่ง ต้องทำลายหนานฉู่ได้แน่ เมื่อได้เวลาก็บำรุงและสะสมกองกำลังให้เกรียงไกร ทำลายฮั่นในคราวเดียว ไยต้องกังวลว่าจะสยบใต้หล้ามิได้เล่า”
หลี่เทียนเสียงได้ยินดังนั้นพลันกล่าวด้วยสีหน้าเบิกบานใจ “ดูท่าทาง ขอเพียงสู่จงของข้าและหนานฉู่ร่วมมือกัน ต่อให้ต้ายงจะมีความสามารถเพียงใดก็ไร้หนทาง โชคดีที่พี่เจียงมิได้เป็นประชาชนต้ายง หากท่านได้รับความสำคัญจากต้ายง แคว้นสู่ของพวกเราคงเป็นอันตรายแล้ว”
ข้ากล้าวไปอย่างเกียจคร้าน “ข้าไม่ไปต้ายงหรอก ได้ยินว่าที่นั่นให้ความสำคัญกับผลงานทางการทหาร หากบัณฑิตอ่อนแอเช่นข้าไปที่นั่นคงรับไม่ไหว อีกไม่กี่ปี รอข้าทำเงินได้มากเสียหน่อย ว่าจะกลับไปซื้อที่นาที่บ้านเกิด แต่งภรรยาอ่อนโยน มากคุณธรรมสักคน เช่นนี้จึงจะนับว่าใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมิใช่หรือ”
หลี่เทียนเสียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าขออวยพรให้ท่านสมปรารถนา แต่ฟังจากแผนการของท่านแล้ว ต้ายงคงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึงยี่สิบปีหรอกกระมัง”
ข้าเอ่ยอย่างง่วงงุน “เดิมทีไม่จำเป็น หากสิ้นสุดที่การโจมตีหนานฉู่คงใช้เวลาราวๆ ห้าหกปี แต่ข้าได้ยินว่า จักรพรรดิของต้ายงพระชนมายุมากแล้ว รัชทายาทหลี่อันแม้จะเป็นองค์ชายรัชทายาท แต่ชื่อเสียงด้านการทหารยังห่างชั้นจากบุตรชายคนรองยงอ๋องหลี่จื้อมากนัก ยามต้ายงสถาปนาแคว้น เนื่องจากบุตรชายคนรองหลี่จื้อมีผลงานดี จักรพรรดิหลี่หยวนจึงพระราชทานนามยงอ๋องให้ตามชื่อแคว้น เดิมมีเจตนาแต่งตั้งเป็นองค์ชายรัชทายาท ทว่าภายหลังด้วยกฎและข้อบังคับต่างๆ ของต้ายง หลี่หยวนจึงแต่งตั้งหลี่อันเป็นรัชทายาทตามกฎข้อบังคับที่ตราไว้ว่า ต้องเป็นบุตรคนโตของภรรยาเอก ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง หากจัดการไม่ดี มิแน่ว่าต้ายงอาจแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะเหตุนี้ก็เป็นได้ ที่ข้ากล่าวว่ายี่สิบปีนั้น ต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ความวุ่นวายภายในไม่มากเกินไปด้วย”
หลี่เทียนเสียงก้มหน้าเล็กน้อย ผ่านไปนานจึงพูดขึ้นว่า “ใช่!”
ข้าไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขาและคร้านจะใคร่ครวญ จึงบอกลาแล้วกลับห้องไป วันต่อมายามตื่น ข้าได้ยินว่าหลี่เทียนเสียงลงเรือก่อนกำหนด ช่างแปลกเสียจริง
เดิมทีแผนการของข้านับว่าไม่เลวเลย ทว่าลิขิตสวรรค์ยากคาดเดา ผู้ใดจะทราบว่าวันแรกที่ข้าไปถึงเจี้ยนเย่ ข้าจะกลายเป็นผู้ยากไร้เสียแล้ว
ย้อนคิดไปถึงช่วงเวลานั้น ยามข้าเห็นเจี้ยนเย่เป็นครั้งแรก ได้เห็นเมืองหลวงที่เป็นดั่งรังเสือมังกรเช่นนี้ ทำเอาข้าตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นหลังจากเข้าพักในโรงเตี๊ยมแล้วจึงออกไปท่องเที่ยวที่วัดฝู่จื่อริมน้ำยงไหว และได้พบดาวนำโชคในชีวิตข้า แน่นอนว่าตอนนั้น สำหรับข้าแล้ว เขาก็คือดาวหายนะของข้า
ข้ากำลังเดินเล่นไปตามถนน จู่ๆ ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่ด้านหน้า ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงอดเดินเข้าไปไม่ได้ ที่แท้กลับกลายเป็นเด็กน้อยผู้หนึ่งขายตัวเองหาเงินฝังศพให้บิดา ข้าพลันคิดถึงยามที่บิดาจากโลกนี้ไป ยามนั้นถุงเงินของข้าว่างเปล่า หากไม่มีโอกาสเข้าไปทำงานในจวนเจิ้นหย่วนโหว เกรงว่าข้าคงต้องขายตัวเองเพื่อฝังศพบิดาเช่นกัน ด้วยความบุ่มบ่ามไปชั่วขณะ ข้าจึงควักเงินร้อยตำลึงออกมามอบให้เด็กน้อยผู้นั้น
ใบหน้าน่ามองของเขาปรากฏแววซาบซึ้ง กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “คุณชาย หากผู้น้อยฝังศพบิดาแล้วจะไปปรนนิบัติคุณชายนะขอรับ ไม่ทราบว่าคุณชายอาศัยอยู่ที่ใดหรือ”
ข้ายิ้มกระอักกระอ่วน มองดูสายตาริษยาที่ยิงพุ่งมาจากผู้คนรอบด้าน ในใจคิดว่า ข้าทำลายคำสั่งสอนโบร่ำโบราณที่กล่าวว่า ความมั่งคั่งมิอาจเปิดเผยไปเสียแล้ว เช่นนั้นย่อมมิอาจบอกผู้อื่นว่าตนพักอาศัยอยู่ที่ใดได้อีก ข้าจึงรีบเดินออกไปอย่างร้อนรนโดยมิได้กล่าวตอบสิ่งใด อยากกลับโรงเตี๊ยมเร็วๆ เสียหน่อย
ข้าเดินก้มหน้ามองพื้น เมื่อเดินมาถึงปากซอยแห่งหนึ่งพลันรู้สึกว่ามีคนตามมาด้านหลัง ยังไม่ทันหันกลับไปมองก็รู้สึกคล้ายมีของแข็งบางอย่างจ่ออยู่ที่เอว ด้วยเหตุนี้ข้าจึงถูกพาเข้าไปในซอยอย่างว่าง่าย จากนั้นเหมือนข้าจะถูกไม้กระบองตีที่หลังศีรษะ จนกระทั่งข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้าก็นอนอยู่บนพื้นพร้อมด้วยถุงเงินว่างเปล่าแล้ว
ข้าเดินกลับไปยังโรงเตี๊ยมด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย โชคดีที่ตอนแรกข้าเก็บเงินสิบตำลึงไว้ในตู้ ทว่าเงินเพียงเท่านี้ อยู่ได้มากสุดหนึ่งเดือนเท่านั้น ทำเช่นไรดี จะทำเช่นไรดี ข้านอนพลิกตัวทั้งคืน สุดท้ายก็คิดวิธีการแก้ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวขึ้นมาได้ นั่นก็คือข้าต้องเข้าร่วมการสอบอย่างจริงจัง จากนั้นก็ไปคว้าที่สองมา แล้วข้าจะมีเงินราชการไว้ใช้จ่าย มีจวนจากตำแหน่งราชการให้พักอาศัย คิดว่าหนานฉู่คงไม่ล่มสลายเร็วนักกระมัง รอให้ข้าหาเงินได้มากพอเสียก่อน ค่อยไปลาออกจากตำแหน่ง ถึงตอนนั้นสมควรไม่มีผู้ใดมาหาเรื่องข้าที่ไร้ซึ่งตำแหน่งทางราชการแล้วกระมัง