โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ความท้าทายข้าวไทยปี’67 ผลผลิตต่อไร่ต่ำ-ต้นทุนสูง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ธ.ค. 2566 เวลา 04.45 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2566 เวลา 04.44 น.

ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.68 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 17 ล้านคน เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรัง เฉลี่ยปีละ 70-71 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 47% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ 149 ล้านไร่ มีผลผลิตข้าว 31-32 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี คิดเป็น 20 ล้านตันข้าวสาร

“ข้าว” นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้เข้าประเทศมหาศาล ในปี 2565 ไทยสามารถส่งออกข้าว 7.71 ล้านตัน สร้างรายได้จากการส่งออก 138,698 ล้านบาท ล่าสุด 9 เดือนแรกของ (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2566 ส่งออกได้แล้ว 6.08 ล้านตัน มูลค่า 117,590 ล้านบาท แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าจีดีพีทางภาคเกษตรมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีหนี้ครัวเรือนสูง

รัฐบาลหนุนสุดแรง

ในเวทีการประชุมเวทีข้าวไทย ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “อนาคตข้าวไทย : โอกาสและความท้าทาย” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทาย ที่จะนำไปสู่การกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวให้ก้าวทันกับเทคโนโลยีนวัตกรรมที่จะพัฒนาสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย” ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับชาวนา สินค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถด้านการผลิตและการตลาดตลอดโซ่อุปทาน มีเป้าหมายว่า 4 ปีจากนี้ ชาวนาจะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า

ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ชาวนาได้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพดี เข้ากับสภาพแวดล้อม ทนทานต่อโรค และตรงความต้องการของตลาดโลก จึงต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับชาวนา เพื่อแข่งขันได้ในตลาดโลก

ชู 7 แนวทางหนุนข้าวไทย

โดยมีแนวทางสำคัญ 7 แนวทาง ดังนี้ 1) ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัย และพัฒนา เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย ตรงความต้องการของตลาด มีความต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น 2) นำเครื่องจักรกล เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต เพื่อลดต้นทุนด้านการเกษตร

3) ส่งเสริมการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศ ลดการเผาตอซังในไร่นา ส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นามาใช้ประโชน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิตปุ๋ย การนำไปเป็นอาหารสัตว์ และการนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล ช่วยลดมลพิษทางอากาศ PM 2.5

4) สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าว สามารถพึ่งพาตนเองได้ 5) ส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน รองรับตรงตามความต้องการของตลาด 6) ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต

และ 7) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์เพื่อการส่งออกข้าวไทย การส่งเสริมหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อ การเจาะกลุ่มตลาดข้าวเฉพาะ สร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าและคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าข้าวไทย

10 ปี ผลผลิตข้าวไทยถดถอย

ขณะที่ นางอิสริยา บุญญะศิริ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การเพิ่มผลผลิตต่อไร่เป็นปัจจัยสำคัญที่ชาวนาจำเป็นจะต้องปรับตัว เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งให้ได้ โดยเมื่อย้อนดู 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2562-65 ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น อย่างนาปีเพิ่มขึ้น 0.8% เกิดจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูก ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งหากเทียบกับเวียดนามและอินเดียแล้ว ผลผลิตต่อไร่มีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ชาวนาไทยต้องเผชิญปัญหาต้นทุนการปลูกข้าวสูงขึ้น ปี 2565 อยู่ที่ 12,335 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายอยู่ที่ 13,263 บาทต่อตัน จึงทำให้มีรายได้สุทธิถึงมือชาวนาจริง ๆ เพียง 928 บาทต่อตัน ประกอบกับชาวนาอยู่ในวัยที่สูงอายุ ทั้งยังมีหนี้สินมาก จำนวนเงินออมไม่พอต่อการดำรงชีพ

ในด้านการตลาด พบว่า ปริมาณการบริโภคข้าวในตลาดโลกลดลง เมื่อราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ส่วนแบ่งตลาดการส่งออกข้าวลดลง และในอนาคตการปลูกข้าวใช้น้ำปริมาณมาก และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีกทั้งการปลูกข้าวมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ชาวนาจำเป็นจะต้องปรับตัว เพิ่มผลผลิตต่อไร เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น และภาครัฐก็ต้องสนับสนุนหาแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน

นายนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย กล่าวว่า ความต้องการเมล็ดพันธุ์ของชาวนามีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ แม้กระทั่ง 4 เดือนข้างหน้าก็ยังไม่รู้ว่าชาวนาต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างไร ในส่วนของผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวหรือพัฒนาพันธุ์ข้าวไม่ได้มีความกังวลเรื่องคุณภาพ สามารถสร้างพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี ตลอดห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมข้าวไทย จำเป็นต้องร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไทย แก้ปัญหาให้สามารถแข่งขันและสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะทุกฝ่ายมีความถนัดต่างกัน เช่น หากผู้ส่งออกซื้อข้าวสต๊อกส่งออก แต่หากตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง ย่อมจะส่งผลต่อสต๊อกข้าวที่เก็บไว้ หรือโรงสี การจะเข้ามาในตลาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งในด้านการขอสินเชื่อหรือแข่งขัน

เปรียบเทียบผลผลิตข้าว

โรงสีแข่งเดือด

นายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ เลขาธิการ สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่าปัจจุบันโรงสีมีกำลังการผลิตมากกว่าผลผลิตข้าวถึง 3 เท่า ทำให้ธุรกิจโรงสีมีการแข่งขันสูง อัตรากำไรต่ำ 2-3% ผู้ประกอบการโรงสีจึงมีการปรับตัวทั้งเรื่องการแข่งขัน ตลาด การผลิต รวมไปถึงเครื่องจักร ซึ่งมีการพัฒนามาตรฐานการสีข้าวสูงขึ้น และให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

อย่างไรก็ดี รูปแบบการค้าข้าวในอนาคตทุกฝ่ายจำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อผลิตข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งการมีฐานข้อมูลหรือบิ๊กดาต้าที่จะระบุถึงผลผลิต ชนิด สายพันธุ์ จะสามารถนำมากำหนดแผนการผลิตและการทำตลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันได้

จับตาตลาดส่งออก

นายวันนิวัติ กิตติเรียงลาภ รองเลขาธิการ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การส่งออกข้าวของไทย 10 เดือนแรก ปี 2566 มีปริมาณ 6 ล้านตัน ได้รับผลดีจากการที่อินเดียประกาศหยุดส่งออก ทำให้ผู้นำเข้าหลายประเทศ อย่างอินโดนีเซีย อิรัก นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการส่งออกในปี 2567 ยังต้องติดตามสถานการณ์จากคู่แข่ง ทั้งอินเดีย จีน และเวียดนาม ว่าจะมีแผนการระบายสต๊อกข้าวมากน้อยเท่าไร เพราะจะมีผลต่อตลาดโลก ทั้งด้านราคาและการแข่งขัน

สิ่งสำคัญ ไทยจำเป็นต้องพัฒนาข้าวให้ตอบโจทย์ตลาด และสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ระยะเวลาการปลูกน้อยลง ข้าวมีความต้านทานโรค เป็นข้าวไม่ไวต่อแสง มีคุณภาพทั้งด้านรสชาติ กลิ่น และโภชนาการทางอาหาร

รัฐจะต้องส่งเสริมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเกษตรกร วางระบบชลประทาน พร้อมทั้งพัฒนาระบบการใช้ฐานข้อมูลจากข้อมูลดาวเทียม เพื่อการเกษตรที่แม่นยำ และสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...