หนึ่งนางประกาศิต
ข้อมูลเบื้องต้น
หนึ่งนางประกาศิต
ภาค บุปผาบานสะพรั่งเหนือบัลลังก์
นางเข้าสู่ห้วงนิมิตบุปผา
นานถึงหนึ่งพันปี!
เมื่อตื่นขึ้นมาถึงพบว่า…
แผ่นดินเกิดร่วงหล่นสู่ดินแดนเบื้องล่าง
บิดาเข้าสู่การหลับใหลใต้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่
พี่น้องสูญหายกระซ่านกระเซ็นดั่งหยาดฝนพร่างพรมลงลำธาร
บ้านถูกเปลวเพลิงเผาผลาญไม่เหลือแม้แต่เสาประตูวัง…
ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
“ขอวิงวอนให้องค์จักรพรรดิโปรดหวนคืน”
กลายเป็นองค์หญิงสิ้นแผ่นดิน!!!
“อาเยี่ยตามหาพวกเขาด้วยนะ”
การเดินทางตามหาครอบครัวที่สาปสูญจึงเริ่มขึ้น
“จงคุกเข่าลง! ข้าคือผู้ถือสิทธิ์ในบัลลังก์เทพ”
พร้อมกับรวบรวมกำลังพลจากพันธมิตรทั่วใต้หล้า
จงเตรียมตัวเถิดจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรฟากฟ้า
“ข้ากลับมาแล้ว”
แผ่นดินเข้าสู่ความโกลาหล
องค์รัชทายาทเซิ่งอวี้หวนคืนพิภพพันทิวา
มวลบุปผาแย้มกลีบบานสะพรั่งทั้งแผ่นดิน!!!
E-book ภาค บุปผาผลิบานข้างบัลลังก์ วางจำหน่ายแล้วที่ MEB และ Dek-D
Ebook ภาคที่ 1 บุปผาผลิบานข้างบัลลังก์ (29/02/2567)
→ ประกาศิตครั้งท่ี่ 1 ถึง ประกาศิตครั้งที่ 30 และ 4 ตอนพิเศษ
———————————————————————————————
** ภาคที่ 2 บุปผาบานสะพรั่งเหนือบัลลังก์ เริ่ม (04/2567)**
ปฐมบทประกาศิตวาจา
ปฐมบทประกาศิต
เกิดมาเป็นสตรีว่ายากแล้ว เกิดเป็นเชื้อพระวงศ์นั้นยากกว่า
ยิ่งเป็นเชื้อพระวงศ์หญิงพระองค์แรกของราชวงศ์…ไม่เป็นสุดที่รักสุดที่หวงก็ให้มันรู้ไป!!!!
พบพักตร์เพียงหนึ่งครา
ตรึงตราชั่วชีวัน
สบเนตรเพียงเสี้ยววิ
ถูกลิขิตเป็นทาสนาง
เคยไหม? ที่พูดออกมาแบบไม่ได้คิดอะไร
แต่คนฟังแม่งคิด….
คิดไปไกล
แถมยังสั่งให้เราทำ
ขัดก็ไม่ได้ เดี๋ยวหัวหลุด….
บอกไม่ได้สนใจ
แต่อย่าให้ผิดหวัง
แม่ง….
ด่าก็ไม่ได้อีก
เดี๋ยวบาปแดรก
เพราะคนฟัง
เป็นพ่อของตัวเอง
อืม…
อ่อนช้อยประณีตกิริยาสูงศักดิ์
กราบเทียนฮองเฮาและสี่พระชายาเป็นอาจารย์
ไม่กลัวลูกถูกพวกพระนางสังหารหรือไร
แกร่งกล้าดั่งเทพนักรบ
กราบองค์จักรพรรดิเป็นอาจารย์
ไม่กลัวลูกถูกบรรดาเสด็จพี่ฟาดฟันด้วยสายพระเนตรก็เอาเลยเพคะ
ดังนั้นแล้ว
“องค์หญิงหงเทียนเฟิ่งเยี่ยความประพฤติดีงาม
จึงแต่งตั้งเป็นรัชทายาทลำดับที่ 4 เซิ่งอวี้”
ขอบคุณ!!!!!
จากเด็กรากหญ้าของโลกกลมๆสีฟ้าๆเขียวๆ
สู่องค์หญิงลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์หงเทียน
สตรีผู้จะเป็นตำนานให้กล่าวขานชั่วกาลนาน
นางเหนือกว่าบุรุษ เหนือกว่าสตรี
เมื่อมองดูอีกที
ไร้ชายคู่เคียง!!!!
“เพ้ยยยย นี่ข้าจะกลายเป็นสาวเทื้ออยู่บนคานงั้นรึ”
“ไม่ใช่คานธรรมดานะ มันคือคานทองประดับเพชรฝังมุกอย่างดีเลยล่ะลูกรัก”
หงเทียนเฟิ่งเยี่ย
เทพสตรีนางนี้จะเป็นตำนานชั่วนิรันดร์!!!!!
**ชี้แจ้ง คุณไรท์เตอร์หายไปไหนมาเอ่ย** 2/11/2566
สวัสดีค่า ไรท์เตอร์ขาวปั้นเองค่า ขอชี้แจงเป็นข้อๆนะคะ รู้สึกเหมือนมีหลายคำถามที่นักเขียนอยากตอบแล้วก็อยากบอกเลย แฮะๆ
1.นักเขียนหายไปไหนมาเอ่ยย
- ก่อนอื่นเลยต้องขอโทษนักอ่านทุกๆคนด้วยนะคะที่หายไปแบบไม่ได้บอกไม่ได้กล่าวเลย เนื่องจากไรท์เตอร์ต้องทำภารกิจสำคัญอันยาวนานมา 4 ปี เป็นนักศึกษาล่าใบปริญญา ด้วยความเรียนเยอะและมีความกดดันในการเรียนมาตลอดจนต่อให้อยากแต่งนิยายขนาดไหนก็ไม่มีไฟเลยค่ะ จะเขียนปุ๊บการเรียนก็เหมือนเป็นน้ำมาดับไฟซะจุดไม่ติดเลยทีเดียว แต่ตอนนี้ไรท์เรียนจบแล้วค่า เลยสามารถมอบเวลาให้การเขียนนิยายได้อย่างเต็มที่
2.ไรท์ปิดตอนทำไมคะ จะปิดเรื่องหรือเปล่า
- ไม่ปิดเรื่องค่ะ แต่ขอรีไรท์สักหน่อย(อีกแล้ว) ต้องอธิบายก่อนว่านิยายเรื่องนี้ไรท์เตอร์เขียนประมาณ ม.4 หรือ ม.5 นี่แหละ ตอนนั้นคิดว่าภาษาไหวอยู่ พอกลับมาอ่านอีกทีมันไม่ได้เลยค่ะ สรรพนามไม่เหมือนกันซักรอบ จัดหน้าประหลาดอีก นิสัยน้องเฟิ่งเยี่ยก็ไม่คงที่ ตัวละครค่อนข้างเยอะ ถึงจะมีพล็อตที่เขียนไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้วแต่ก็คิดว่าต้องแก้อยู่ดี เลยตัดสินใจปิดตอนและค่อยๆแก้พร้อมทวนภาษา และจัดระเบียบพล็อตใหม่ค่ะ ไม่ได้ต่างจากของเดิมมากแต่พยายามทำให้กระชับแล้วไม่ยืดเยื้ดเท่าเก่า
3.จะมาลงทุกวันไหม?
- จนกว่าจะจัดการข้อมูลในเรื่องจนครบจะมาทุกวันค่ะ และหลังจากตอนที่ 14 ปุ๊บ ไรท์จะพยายามมาทุกวันศุกร์เพื่อทำให้น้องเฟิ่งโตซักทีค่ะ
4.เมื่อไหร่อันธพาลใหญ่เราจะโต
- จบภาค 1 ค่ะ เพราะฉะนั้นมาร่วมเป็นกำลังใจและขู่เข็ญให้ไรท์เตอร์เขียนภาค 1 ให้จบด้วยนะคะ เพราะไรท์เตอร์ก็อยากเขียนความเฉิดฉายของเสี่ยวเยี่ยของเราตอนโตแล้วเหมือนกัน 555+
5.เรื่องนี้จะติดเหรียญไหม
- ไม่ติดจนกว่าจะจบค่ะ ทุกคนอ่านกันยาวๆแบบฉ่ำปอดเลย
6.ฝากนิยายเรื่องอื่น
- แพลนนิยายเดือนนี้นอกจากน้องหนูแล้วยังมีอีก 2 เรื่องนะคะ ถ้าไรท์เตอร์ลงเรียบร้อยจะลิงก์ให้น้า
พรวิวาห์แดนสวรรค์ กับ สาว 2000 ปีจะเป็นไอดอล
7.ช่องทางอื่นๆ ในการลงนิยาย
- ตอนนี้ลงใน readawrite ไว้ด้วยนะคะ ใครสะดวกช่องทางไหนสามารถติดตามช่องทางนั้นได้เลย
https://www.readawrite.com/a/cb532e7d47c583ce7776bbdcaf9fa133
8.จำนวนคำ
- ปกติแล้ว 1 ตอนของเราจะประมาณ 9000 - 15000 คำ ไรท์เตอร์อยากถามความคิดเห็นนักอ่านว่ารู้สึกยาวไปไหมสำหรับ 1 ตอน เพราะถ้ายาวไปเนี่ย เดี๋ยวตอนที่ 14 เป็นต้นไปเราจะจัดการให้น้อยลงเนาะ
9.จากใจไรท์เตอร์
- ขอบคุณนักอ่านทุกคนจริงที่รอไรท์เตอร์มาโดยตลอด คอยให้กำลังใจมาตลอด ไรท์เตอร์ต้องบอกจริงๆว่า ที่กลับมาเขียนได้ส่วนหนึ่งเพราะนักอ่านทุกๆคนที่ยังคอยอยู่เคียงข้างกัน
ขอบคุณมากนะคะ
2/11/2566
ขาวปั้น
ประกาศิตครั้งที่ 1 หงเทียนเฟิ่งเยี่ย *เริ่ม ebook เล่ม 1*
ประกาศิตครั้งที่ 1 หงเทียนเฟิ่งเยี่ย
อาณาจักรฟากฟ้าคือแผ่นดินหนึ่งอยู่เหนือผืนปฐพี ถูกแบ่งการปกครองเป็นสองฝั่งคือหมู่เกาะเทวะเมฆาและหมู่เกาะเทพอสูร แผ่นดินนี้ลอยเด่นท่ามกลางหมอกเมฆา มีปราการเป็นสายลมเกรี้ยวกราดยากจะผ่านเข้าไปได้
เหล่ามนุษย์ล้วนคิดว่านั่นคือสวรรค์ ที่คู่ควรสำหรับผู้ประพฤติดี มีตำนานเล่าขานมากมายเกี่ยวกับที่นั่นทั้งแต่งเติมเสริมเข้าจนเป็นเรื่องราวอันแสนยิ่งใหญ่
แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เทพทุกตนที่เป็นคนดี พวกเขามีรัก โลภ โกรธ หลง เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่เวลาของเทพและเทพธิดาทั้งหลายนั้นยืนยาวจนไม่มีวันตาย แตกต่างจากมนุษย์ที่มากก็สุดร้อยกว่าปีก็ตกสู่ห้วงปรภพถือกำเนิดใหม่
ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด
พวกเขาต่างเล่าขานว่าเวลาของมนุษย์เพียงหนึ่งปี เทียบเท่าของสวรรค์ได้ถึงร้อยปี แต่ความจริงแล้วเวลาของมนุษย์และสวรรค์เท่ากัน
มนุษย์หนึ่งปี สวรรค์หนึ่งปี
เหล่าเทพมีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า เพราะต้องสะสมพลังตั้งแต่กำเนิด คล้ายกับการบำเพ็ญเพียรของมนุษย์ที่พยายามก้าวพ้นความเป็นมนุษย์เพื่อเป็นอมตะ
หมู่เกาะเทวะเมฆามีจักรพรรดิเทพถึงสิบห้ารัชสมัย แม้ว่าจะมีกำหนดให้ครองราชย์ถึงห้าหมื่นปี แต่ไม่เคยมีองค์จักรพรรดิองค์ใดอยู่ถึงได้เลยซักพระองค์ บัลลังก์ย้อมโลหิตสีทองของรัชทายาทแต่ละรัชสมัย บุตรสังหารบิดา บิดาสังหารบุตร พี่สังหารน้อง
ไม่จบไม่สิ้น
รัชสมัยเทียนเหรินที่สิบสี่ นับว่าเป็นกลียุคของหมู่เกาะเทวะเมฆาอย่างแท้จริง
ว่ากันว่า…
จักรพรรดิเทพผู้นั้นไม่ใช่สายเลือดของปฐมราชวงศ์ถึงขลาดเขลาเห็นแก่อำนาจ หมกมุ่นในโลกีย์ ไม่สนใจเรื่องสงครามเพราะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ไฟสงครามแย่งชิงอาณาจักรปะทุขึ้นหนักหนาทุกวัน
ทว่าเหล่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ นางสนม ขุนนาง เสนาอำมาตย์ กลับสังสรรค์จัดงานเลี้ยงฉลองไม่เว้นวัน ในยามนั้นเหล่าประชาชนไร้ความศรัทธาต่อราชวงศ์อย่างแท้จริง
ข้าศึกจากเจี่ยนหลิงกรีฑาทัพเคลื่อนพลมาถึงป้อมปราการสุดท้ายก่อนถึงเมืองหลวง ชายชาตินักรบพลีชีพหวังปกป้องผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ผู้อยู่เบื้องสูงกลับประพฤติโสมมไร้ยางอาย
ก่อนป้อมปราการจะถูกตีแตก…
ก่อนนายทหารคนสุดท้ายจะสิ้นลม…
ก่อนเลือดหยาดสุดท้ายชโลมหมู่เกาะเทวะเมฆาที่ยิ่งใหญ่
หงเทียนหมิงอวี้ พระอนุชาผู้ถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดนทางเหนือยกทัพนับหมื่นสังหารศัตรูต่างแดน และกลุ่มกบฎที่ไม่พอใจในการปกครองของราชวงศ์ ทำลายงานเลี้ยงฉลองที่มิอาจทราบได้ว่าฉลองเนื่องในโอกาสใด
เขาสะบั้นความเป็นพี่น้อง ลากคอผู้เป็นพี่ชายจากบัลลังก์คุมขังไว้ที่คุกหลวง ปลดเทียนฮองเฮาเข้าลานประหารกลับคืนสู่สรรพสิ่ง
เสนาอำมาตย์และขันทีชั่วที่หลบหนีสุดท้ายถูกจับมาอยู่บนแท่นประหาร เลือดหลั่งรินชโลมพื้นแผ่นดินไม่เว้นวัน เหล่านางสนมคนใดของฮ่องเต้รัชสมัยก่อนที่ไม่ยอมออกจากวังหลวงถูกส่งตัวให้เป็นของขวัญชมเชยให้แก่นายทหารตามชายแดน
แม้ได้ชื่อว่าเป็นกบฏแต่ขับไล่ข้าศึกช่วยแผ่นดินไม่ให้ตกเป็นข้าใคร ขับไล่ผู้ปกครองที่ไร้ความสามารถ จับข้าราชการที่คดโกงแผ่นดิน
ราษฎรแซ่ซ้องสรรเสริญ
หงเทียนหมิงอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเทพรัชสมัยที่สิบห้า เมื่อครองบัลลังก์ได้ไม่นานนักได้ออกพระราชโองการแต่งตั้งหนึ่งเทียนฮองเฮา สี่เทียนเฟยจากห้าตระกูลใหญ่ของอาณาจักร
ซิงเทียนฮองเฮา หรือ ซิงเหมยฮวา บุตรีเพียงคนเดียวของซิงฮั่นกวง เสนาบดีสำนักตรวจราชการจากเผ่าเทพดารา
หั่วเทียนกุ้ยเฟย หรือ หั่วเหมยอวี้ บุตรีคนโตของหั่วกวงแม่ทัพหลวงจากเผ่าเทพอัคคี
ถู่เทียนซูเฟย หรือ ถู่ไป๋เซียง บุตรีของถู่หยางไท่อัครมหาเสนาบดีจากเผ่าเทพพสุธา
สุ่ยเทียนเต๋อเฟย หรือ สุ่ยเพ่ยเอิน ธิดาของสุ่ยหนิงหัวหน้าเทพโอสถหลวงจากเผ่าเทพวารี
เฟิงเทียนเสียนเฟย หรือ เฟิงจื่อหยา ธิดาของเฟิงหลัว เสนาบดีกรมคลังจากเผ่าเทพวาโย
ข่าวการคัดเลือกนางสนมและนางกำนัลประกาศทั่วหมู่เกาะเทวะเมฆา เซิ่งฮวาฉางอันเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่แดนเหนือยังรับรู้ ว่าบุรุษที่นางหลงรักมาตั้งแต่เยาว์วัยนั้นมีสตรีสูงศักดิ์อยู่เคียงข้าง
ถึงจะไม่ได้นั่งข้างกายของเขา แต่หากอยู่ใต้อำนาจของเขาเซิ่งฮวาฉางอันก็ยินดี
นางยินดีที่จะหลบหนีออกจากเผ่า และหนีจากการเป็นเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ ผู้ถือกำเนิดจากมัทชกาบงกชดอกไม้สารพัดประโยชน์
ผู้ที่จะเป็นเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ได้นั้นจะต้องถือกำเนิดจากดอกมัทชกาบงกชเท่านั้น
นางนางเกลียด…กลิ่นหอมๆที่มักจะแผ่ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
นาง
เกลียด…ที่จะต้องอยู่ในกรอบของพวกอาวุโสหัวโบราณ
นางเกลียด…ที่ไปไหนก็จะต้องมีคนตามติดประหนึ่งนักโทษ
นางเกลียด…ที่แม้แต่ความรักยังเป็นสิ่งต้องห้าม และความคิดเต่าล้านปีตั้งแต่ปฐมราชวงศ์ยังไม่ถือกำเนิดของพวกเทพอาวุโส หากเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์มีความรักมีบุตรธิดา เผ่าเทพบุปผาจะล่มสลายไปตลอดกาล
ปัญญาอ่อนเถิด!
แค่นางจะมีลูกมีคนรัก และสร้างครอบครัว เผ่าจะมาล่มสลายได้อย่างไร ในเมื่อนางอยากไปหาบุรุษที่นางหลงรัก จะมานั่งโง่อยู่เป็นเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ให้แก่หงำเหงือกรอความตายในเผ่าไปวัน ๆ ทำไมกัน
ชีวิตเกิดมามีครั้งเดียว ถ้าไม่ทำสิ่งที่ต้องการนางคงเสียใจไปตลอดกาล! นางจึงเลือกที่จะหลบหนีออกจากเผ่าปลอมกายเป็นเทพบุปผาธรรมดาทั่วไป เปลี่ยนแซ่เซิ่งฮวาเป็นแซ่หลี่
หลี่ฉางอันดั้นด้นจากแดนเหนือเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นนางในและพระสนมขององค์จักรพรรดิเทพ ด้วยเหตุว่านางคือเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีใครได้พบนางนอกจากผู้อาวุโสในเผ่า เพื่อไม่ให้โดนจับได้ นางจึงปลอมรูปร่างหน้าตาที่งดงามเฉิดฉันเฉกเช่นหญิงงามล่มเมืองเป็นสตรีที่มีใบหน้าเรียบง่าย หากเดินผ่านไม่กี่ชั่วก้านธูปทุกคนก็คงลืมสิ้น ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้นางกลายเป็นเพียงนางกำนัลธรรมดาสามัญที่ทำงานรับใช้หั่วเทียนกุ้ยเฟย
อย่างไรก็ตาม…
องค์จักรพรรดิเทพเสด็จมาที่ตำหนักของหั่วเทียนกุ้ยเฟยบ่อยครั้ง แม้นางจะไม่รู้ว่าเหตุใดพระองค์ถึงเสด็จมาทุกวัน
แต่เพลิงริษยาลุกท่วมดวงใจนางทั้งดวง
หลี่ฉางอันพยายามทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถจากนางกำนัลปลายแถว เลื่อนขั้นเป็นนางกำนัลคนสนิทของหั่วเทียนกุ้ยเฟยได้
สตรีผู้นี้ชอบสิ่งใดรักสิ่งใดเกลียดสิ่งใดนางล้วนรู้
นางอยู่ร่วมใช้ชีวิตกับสตรีแซ่หั่วทุกคืนทุกวันนานถึงห้าร้อยปี และแล้ววันเวลาของนางก็มาถึง…
หั่วเทียนกุ้ยเฟยลากลับเยี่ยมมารดา ในคราแรกสตรีนางนั้นจะให้นางไปด้วยแต่มิคาดว่านางกลับไม่สบายเสียก่อนจึงไม่สามารถติดตามหั่วเทียนกุ้ยเฟยกลับบ้านได้
เมื่ออาการดีขึ้นนางจึงทำหน้าที่ตามปกติ แม้ก่อนหน้านี้หั่วเทียนกุ้ยเฟยจะห้ามไม่ให้นางทำ แต่เพราะเหตุนั้นทำให้นางได้พบกับองค์จักรพรรดิที่สวนหน้าตำหนัก
หญิงสาวผู้ดั้นด้นมาจากแดนเหนือรวบรวมความกล้าที่มีอยู่ถวายบังคมแก่จักรพรรดิผู้สูงศักดิ์ค้างอยู่ท่านั้น จนกระทั่งเสียงนุ่มรื่นหูดังกังวานขึ้น
“เราคอแห้ง”
นางตอบรับอย่างไร้สติถอยหลังรีบไปหาน้ำชาให้พระองค์โดยเร็วที่สุด เมื่อจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยจึงรีบนำออกมาจนเกือบชนร่างเบื้องหน้าแต่ยังดีที่พระองค์คว้าร่างนางได้ทัน
นางลืมตาขึ้นมาจึงพบว่าเป็นองค์จักรพรรดิผู้มีรูปโฉมโดดเด่นเหนือใครในใต้หล้า ใบหน้าของเขาพิลาสล้ำแม้แต่ดอกไม้ที่งดงามที่สุดยังดูอัปลักษณ์จนสิ้น
เขาปล่อยตัวของนางแล้วทิ้งคำสั้น ๆ ว่าระวังหน่อย ก่อนจะเดินนำนางไปที่ระเบียงมุมโปรดของหั่วเทียนกุ้ยเฟย กระดานหมากยังมีตัวหมากวางค้างไว้ พระองค์ยกยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วนั่งลงเล่นหมากต่อจากนั้นเพียงผู้เดียว
หญิงสาวถือถาดน้ำชาก่อนจะวางไว้บนโต๊ะอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนการใช้สมาธิของพระองค์ จนกระทั่งพระองค์สะบัดมือหนึ่งครั้งนางจึงค่อยเดินเข้าไปรินน้ำชาที่ผสมยาถึงฝัน พระองค์ดื่มมันจนหมดจอก ใบหน้างดงามเหนือโลกาของพระองค์นั้นแดงระเรื่อ นางรีบปรี่เข้าไปพยุงร่างสูงศักดิ์ด้วยความรักและความเทิดทูน
พระองค์หัวเราะเบาแล้วตรัสกับนางเสียงกังวานเช่นเดิม ดวงตาสีเงินประกายรุ้งวาวามราวกับดวงดาวนั้นสบตาของนางลึกซึ้ง
“แน่ใจหรือ?”
ถ้าไม่แน่ใจแล้วนางจะปลอมกายเป็นหลี่ฉางอันสตรีหน้าจืด นางกำนัลคนสนิทของหั่วเทียนกุ้ยเฟย ละทิ้งตำแหน่งเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ไปเพื่ออะไร
หลังจากที่ตื่นขึ้นมาจึงพบว่า หั่วเหมยอวี้กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องบรรทมของพระนางไอความร้อนแผดเผาทั่วตำหนัก นางถูกจ้องมองด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่แววตาที่เยือกเย็นแต่กลับแผดเผาใจคนสบนัยน์นั้นให้เป็นจุณ
เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จกลับตำหนักจึงเหลือแต่นางกับหั่วเทียนกุ้ยเฟย สตรีนางนั้นเงียบนิ่งจนน่าแปลกใจทั้งที่หลี่ฉางอันคิดว่าพระนางจะโวยวายด่าทอนางเสียอีก
ไม่กี่ยามถัดมา เฉิงกงกงได้ยืนประกาศราชโองการหน้าตำหนัก แต่งตั้งหลี่ฉางอันเป็นนางสนมขั้น 5 และมอบตำหนักที่อยู่ทิศตรงข้ามกับตำหนักของหั่วเทียนกุ้ยเฟย หลังจากนั้นไม่นานตำหนักของหั่วเทียนกุ้ยเฟยลุกโหมด้วยเพลิงอัคคีศักดิ์สิทธิ์
ไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี
ในเวลานั้นเป็นเวลาช่วงสงครามระหว่างหมู่เกาะเทวะเมฆาและนครอนันตกาล นางรู้มาว่าซิงเทียนฮองเฮาให้ที่พักและทำการรักษาสายลับจากเจี่ยนหลิงจึงถูกปลดตำแหน่งออก เนรเทศให้อยู่ตำหนักเย็นชั่วชีวิต
หลังจากนั้นห้าพันปีถัดมาเป็นตัวนางเองที่ถูกเนรเทศเข้าตำหนักเย็น เพราะรับของขวัญจากขุนนางผู้หนึ่งที่บุตรชายต้องโทษให้ช่วยพูดขอผ่อนหนักเป็นเบา จักรพรรดิพิโรธหนักต่อว่านางที่ก้าวก่ายงานราชการและรับสินบนเนรเทศเข้าตำหนักเย็นไม่มีคำสั่งห้ามออกมา ความเย่อหยิ่งจองหองสร้างศัตรูทั่ววังหลังทำให้ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือนางแม้แต่น้อย
ผู้ที่เข้าตำหนักเย็นต่อจากนั้นคือเฟิงเทียนเสียนเฟย เพราะทำแจกันเก็บวิญญาณของเทพบรรพกาลเยี่ยหลงตกแตก ขณะทำพิธีเคลื่อนย้ายเปลี่ยนตำแหน่งของสำคัญในราชวงศ์
หงเทียนเยี่ยหลง เทพมารบรรพกาลบุตรชายเพียงคนเดียวของปฐมราชวงศ์หงเทียน
ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่ใด
ดวงจิตดวงนั้นล่องลอยไปที่ใดแล้ว?
นางเฝ้ารออยู่หน้าตำหนักเหมือนเป็นบ้า หวังว่าฝ่าบาทจะให้อภัยในความโง่เขลาของสตรีบ้านนอกที่ลุ่มหลงในอำนาจ เวลาผ่านไปถึงสิบปีหลี่ฉางอันจึงรู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์ หากเทพบุปผาตั้งครรภ์เมื่อใดต่อให้มีพลังมากมายมหาศาลแค่ไหนก็มิอาจเรียกใช้ได้ เพราะพลังทั้งหมดกำลังจะส่งต่อให้บุตรในอุทร
หากเป็นบุตรชาย…ฝ่าบาทจะต้องดีใจเป็นแน่
สตรีผู้ร่วมตำหนักทั้งสองต่างรู้ว่าหลี่ฉางอันกำลังตั้งครรภ์แต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก สตรีผู้นี้ยามที่ได้รับตำแหน่งพระสนมหยิ่งผยองสร้างศัตรูไว้ทั่ววังหลังเป็นที่เกลียดชังของเหล่าพระชายาและพระสนมคนอื่น ๆ
ถ้าไม่จำเป็นพวกนางไม่มีทางยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด
เมื่อผ่านไปเก้าปีหลี่ฉางอันคลอดทารกน้อยมาในวันที่พระจันทร์เต็มดวง เป็นวันที่หญิงสาวไม่สามารถควบคุมพลังได้รูปลักษณ์และกลิ่นหอมของนางแผ่อบอวลกลบกลิ่นโลหิตจนหมดสิ้น จากสตรีผู้มีใบหน้าธรรมดาเรียบง่าย กลายเป็นสตรีผู้มีใบหน้างดงามเฉิดฉันล่มเมืองเส้นเกศาสีแดงสดราวกับกุหลาบแดงล้อมกรอบใบหน้าอ่อนหวานพริ้มเพรา ดวงตาสีทองเฉกเช่นเกสรบัวพราวด้วยหยาดน้ำตาเพราะความเจ็บปวด
สตรีผู้นี้ปลอมตัวเข้ามาอยู่วังหลวงกลายเป็นถึงพระสนมขั้นสามแต่ไม่เคยถูกจับได้ ยังไม่น่าแปลกใจเท่ากับที่คลอดเทพธิดาตัวน้อยออกมา
หรือว่านางคบชู้ ?
ไม่…ไม่ใช่
เมื่อทารกน้อยลืมตาขึ้น ทำให้พวกนางต้องเปลี่ยนความคิดดวงตาสีเงินสว่างมีละอองรุ้งคล้ายประกายดาวระยิบระยับทั่วนัยน์ตาอันเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์หงเทียน กลิ่นกายยังหอมอ่อน ๆ จรุงจิตแม้จะไม่หอมเท่ากับหลี่ฉางอันก็ตาม
บุตรชายที่นางวาดหวังกลับเป็นสตรี ทารกน้อยตัวจ้อยผิวขาวอมชมพูแสนน่าชัง เหมือนดอกบัวตูมดอกน้อยที่กำลังรอการเติบโตเบ่งบาน
แต่แล้วอย่างไรเล่า…ไม่ได้บุตรชายจะมีประโยชน์อันใดกับการที่นางตั้งครรภ์มาถึงเก้าปี
เก้าปีที่แลกมากับความผิดหวัง
และต้องยาพิษ…
ยามนางตั้งครรภ์นางไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอาหารที่นางได้ทานไปนั้นผสมยาพิษอยู่ด้วย หลังคลอดเจ้าทารกน้อยตัวจ้อยพลังและความสามารถทั้งหมดกลับคืน จึงรู้ว่าร่างกายของนางต้องยาพิษจำนวนมาก
ยาพิษสามารถส่งต่อได้ทั้งเลือด และน้ำนม เจ้าทารกตัวจ้อยนี่คงเป็นศัตรูของนางกลับชาติมาเกิดเป็นแน่ ก่อนคลอดก็ทรมานหลังคลอดยังโดนยาพิษ แม้แต่น้ำนมเพียงหนึ่งหยดก็ไม่อาจป้อนให้ได้ สตรีสองนางนั่นคิดว่านางรังเกียจลูกของตัวเอง ไม่ยอมให้น้ำนมเพราะไม่ใช่บุตรชาย
บ้าจริง! ตั้งครรภ์เจ้าบัวน้อยนี่มาถึงเก้าปี ไม่คิดว่าจะมีเยื่อใยกับนางหรืออย่างไร…
ที่สำคัญเจ้าบัวน้อยยังติดพิษบางส่วนอีกต่างหาก สำหรับเทพที่โตเต็มวัยแล้วอาจจะดูน้อยนิด ทว่าเทพทารกนั้นเมื่อโดนยาพิษร้ายแรงเช่นนี้คงไม่รอดชีวิต
ผู้ใดกันช่างใจร้ายยิ่งนัก..
เคราะห์ยังดีที่นางเป็นเทพบุปผามัทชกาบงกชที่สามารถรักษาตัวเองได้ หากดึงความสามารถทั้งหมดมารักษาตนเองนางย่อมปลอดภัย แต่ว่าเจ้าบัวน้อยกลับต้องยาพิษชนิดเดียวกับนาง
ระหว่างนางกับลูก?
เหอะๆ
ชิงชังเพียงใด…แต่นางก็รักเจ้าบัวน้อยของนางเหลือเกิน แม้ว่าเจ้าบัวน้อยจะขี้โวยวายไปบ้างแต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบัวน้อยของนางช่างน่ารักน่าชังจริงๆ
ชีวิตของนางเดี๋ยวก็ตาย แต่เจ้าบัวน้อยของนางเพิ่งจะลืมตาเกิดมาด้วยซ้ำ
เอาเถิด…ความตายคงไม่เจ็บปวดเสียเท่าไหร่
ลาก่อนเซิ่งฮวาตัวน้อยของข้า
วันเวลาผันผ่านในตำหนักเย็นเหลือเพียงซิงเหมยฮวา เฟิง
จื่อหยาและเชื้อพระวงศ์หญิงองค์แรกแห่งหมู่เกาะเทวะเมฆา หลังจากที่หลี่ฉางอันสิ้นใจตาย ร่างกายกลายเป็นดอกไม้แรกกำเนิด พวกนางนำดอกไม้ที่แสนงดงามฝังไว้ที่หลังตำหนักเย็น
ก่อนตายหลี่ฉางอันยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เจ้าตัวน้อยนี่ด้วยซ้ำ เทพธิดาตัวน้อยเกิดยามราตรี พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่าง
เฟิงจื่อหยาต้องการให้เทพธิดาตัวน้อยชื่อว่า ‘จินเยี่ย’ แต่สหายเพียงหนึ่งเดียวกลับไม่ยินยอมต้องให้นามว่า ‘เลี่ยงเฟิ่ง’
พวกนางจึงทะเลาะโวยวายเรื่องนามของเทพธิดาตัวน้อย ส่วนเจ้าตัวได้แต่นอนมองเพดานที่เต็มไปด้วยหยากไย่
นี่ฉันจะอยู่รอดครบสามสิบสองประการไหมเนี่ย?
สุดท้ายเป็นอันตกลง ยอมกันคนละครึ่งทาง
หง-เทียน-เฟิ่ง-เยี่ย
เชื้อพระวงศ์หญิงพระองค์แรกแห่งหงเทียน
สายน้ำไหลไปไม่ย้อนกลับวันเวลาผ่านไปไม่หวนคืน นับตั้งแต่ที่หลี่ฉางอันจากไปซิงเหมยฮวาและเฟิงจื่อหยา ช่วยกันดูแลฟูมฟักเจ้าตัวน้อยถึงเจ็ดร้อยปี บุตรสาวตัวน้อยเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดช่างพูดช่างเจรจา รู้จักออดอ้อนประจบเป็นที่สุด
ภายในห้องนอนของตำหนักเย็น มีเตียงไม้ฉลุลายอย่างงดงามวางติดกำแพง ด้านบนถูกแกะสลักลวดลายเมฆาเป็นหลังคาปกป้องอันตรายให้แก่ผู้นอน ปรากฏร่างเล็ก ๆ หนึ่งร่างที่กำลังทอดกายนอนหลับอย่างสบายใจ โดยมีร่างของสตรีสองนางยืนเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนใจอยู่ข้างเตียง
“อาเยี่ย ตื่นได้แล้วลูก”
“เสี่ยวเยี่ยจอมขี้เกียจ ตื่นเดี๋ยวนี้เลย”
“ฮืออ” เด็กน้อยผู้มีเกศาดั่งทองคำเอาหน้าถูหมอนด้วยความขัดใจ เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกันคุ้นเคย
“ยังจะเอาหน้าถูหมอนอีก เสี่ยวเยี่ย!” น้ำเสียงดุแกมหยอก พร้อมกับนิ้วมือนุ่มนิ่มที่บีบแก้มปลุกเบาๆ
“ฮืออออ”
ร้องขัดใจไปเท่านั้น…
เมื่อหงเทียนเฟิ่งเยี่ยถูกดึงตัวให้ตั้งตรง เทพธิดาน้อยลืมตาขึ้นมาจึงเห็นใบหน้างดงามของผู้เลี้ยงดูตั้งแต่กำเนิด เป็นสตรีที่มีเรือนผมสีดำและดวงตาแสนอ่อนโยนสีฟ้าครามหรือซิงเหมยฮวา ในขณะที่เฟิงจื่อหยากำลังเอามือบีบแก้มอย่างหมั่นเขี้ยว
“ยังไม่เช้าเลยนะเจ้าคะท่านแม่” เทพธิดาน้อยพูดเสียงอู้อี้แก้มกลมอมลมป่องมารดาทั้งสองแอบกลั้นยิ้มแล้วตีหน้าดุ เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กกำลังมองตาแป๋วทำสีหน้าออดอ้อนคล้ายให้นางนอนต่อ
“เช้า-แล้ว” เฟิงจื่อหยาเอามือออกแล้วทำเสียงแข็ง ขณะที่ซิงเหมยฮวาพยักหน้ารับ
“โถ่…” เจ้าตัวเล็กครางเสียงอ่อน
“โถ่อะไรกันอาเยี่ย ดูสิ! เป็นสตรีแท้ๆ เหตุใดนอนให้เผ้าผมยุ่งขนาดนี้” ซิงเหมยฮวาเอ่ยปากตำหนิเสียงหวาน แต่ก็ขยับกายเข้าไปสางเกศาสีทองอ่อนของบุตรสาววัยเยาว์ ดวงตาสีเงินประกายรุ้งมองนางก่อนจะเริ่มปรือตาอีกครั้ง ซิงเหมยฮวาส่ายหัวเบา ๆ
“แป๊ะ”
“งื้อออ” หงเทียนเฟิ่งเยี่ยที่กำลังปรือตาใกล้หลับพลันตาสว่าง เมื่อมีนิ้วสะกิดเข้าที่หน้าผาก เทพธิดาน้อยสบนัยน์สีฟ้าอมเขียวก่อนจะย่นจมูกใส่ แล้วรีบปีนเตียงวิ่งไปอาบน้ำที่ท่านแม่ทั้งสองเตรียมให้ เฟิงจื่อหยามองจนลับหลังเล็กนั่นแล้วหันไปกล่าวกับเพื่อนสาว
“ตัวขี้เกียจน้อยนั่น พอตื่นเต็มตาคงจะไปหาเรื่องซนต่อเป็นแน่” ว่าแล้วส่ายหัว
“นางเหมือนฝ่าบาทมาก”
“ไม่…นางไม่เหมือนเขาเลยสักนิด” หากแต่เพื่อนสาวกลับเอ่ยออกมาราวกับเสียงกระซิบดวงตาสีฟ้าครามฉายแววเคียดแค้น ผู้เป็นเพื่อนหลุบตาลงไม่กล่าวต่อเพียงแค่คิดในใจ
ทุกอย่างของเสี่ยวเยี่ยล้วนถอดแบบมาจากพระราชบิดานางหมด จะนิสัยหรือรูปลักษณ์ก็ตาม
หงเทียนเฟิ่งเยี่ยคือพระธิดาของจักรพรรดิเทพองค์ปัจจุบัน แม้ทุกวันนี้พระองค์จะยังไม่รู้ว่าได้มีเชื้อสายของพระองค์ที่เป็นสตรีถือกำเนิดมา แต่ในฐานะประชาชนที่อยู่ใต้เบื้องบาทขององค์จักรพรรดิเทพ พวกนางมิอาจทำเฉยเมยปล่อยการวางตัวของเทพสตรีวัยเยาว์ตัวน้อยผู้นี้ได้
ซิงเหมยฮวาผู้เป็นอดีตเทียนฮองเฮาจึงสอนมารยาท การวางตัวของสตรีผู้สูงศักดิ์ การวางสีหน้า การปักผ้า การดีดพิณ หมากล้อม กลอน กลอุบาย ยาพิษ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางได้รับการถ่ายทอดและสั่งสมประสบการณ์จากวังหลังอันโสมมม
เฟิงจื่อหยาแม้อดีตเป็นเฟิงเทียนเสียนเฟย และบิดาเป็นเพียงเสนาบดีกรมคลัง หากแต่นางมีวิทยายุทธและพลังเวทอันแข็งแกร่ง จึงทำการสอนสั่งบุตรสาวในเรื่องการต่อสู้ด้วยตนเอง
“ท่านแม่เจ้าขา” น้ำเสียงลากยาวทำให้ซิงเหมยฮวาและเฟิงจื่อหยารู้ว่าเจ้าตัวดีคงแต่งตัวเสร็จแล้ว ร่างน้อยในอาภรณ์สีฟ้าอมม่วงเข้มไล่สีอ่อนลงไปด้านใน ชุดคลุมข้างนอกนั้นถูกปักลายเมฆาสีเงินเป็นระยิบระยับ นางเดินเตาะแตะไปทางโต๊ะเครื่องแป้ง
สตรีทั้งสองลุกขึ้น ซิงเหมยฮวาเดินไปอยู่ด้านหลังของลูกสาว ส่วนเฟิงจื่อหยานั้นก้าวเข้าไปหยิบริ้วผ้าสีฟ้าที่ถูกปักด้ายสีน้ำเงินเป็นลวดลายออกมาหลายเส้น
อดีตเทียนฮองเฮาของจักรพรรดิเทพอยู่ในชุดสีชมพูอ่อนเรียบง่าย นางกำลังสางเกศาสีทองสุกปลั่งอย่างเบามือ หงเทียนเฟิ่งเยี่ยมองใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกใสพลางถอนหายใจ
ทำไมชีวิตของข้ามันเงียบเหงาขนาดนี้นะ คิดไปก็เท่านั้น ใครใช้ให้ข้าเกิดในตำหนักเย็นที่ผู้คนไม่สนใจ
ซิงเหมยฮวาถักเปียแล้ว มวยผมของเด็กหญิงขึ้นกลางศีรษะ ก่อนจะใช้ริ้วผ้าสีฟ้าพันรอบฐานมวย โดยไขว้มัดปล่อยชายไว้ถึงกลางหลังเนื่องจากบุตรสาวผมยาวเพียงแค่กลางหลังเท่านั้น
“อืมม” เฟิงจื่อหยาลูบคางพลางหรี่ตาลง
“เอาปิ่นหยกธารามาปักตรงกลางหน่อยแล้วกัน” ว่าแล้วก็หันหลังไปเลื่อนลิ้นชักเก็บเครื่องประดับส่วนตัวทั้งหมดที่นางเอามาด้วยหลังจากต้องโทษ
ปิ่นหยกธาราเป็นของกำนัลที่บิดามอบให้นาง เป็นของขวัญในวันขึ้นตำแหน่งเป็นเฟิงเทียนเสียนเฟย หยกสีฟ้าอ่อนยามขยับไปมาจะเกิดกระแสนน้ำวนภายในแกะสลักเป็นรูปผีเสื้อสยายปีก ถูกเสียบตรงกลางด้านหน้า และปักหยกสีฟ้าอ่อนสลับม่วงด้านล่างของฐานมวย ไม่นานนักซิงเหมยฮวาถือปิ่นปักผีเสื้อสีเงินมีพู่ห้อยระย้าสามเส้นเป็นอัญมณีทรงหยดน้ำที่สามารถเปลี่ยนสีอีกสองอันมาปักข้างทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
หนักหัว…ฮืออ ข้าขยับคอไม่ได้
แต่เมื่อหงเทียนเฟิ่งเยี่ยมองใบหน้าของท่านแม่ทั้งสองที่มีความสุขกับการจับนางแต่งตัวเป็นตุ๊กตาตัวโปรดได้แต่ยิ้มแห้ง ๆให้กับโชคชะตาเพียงเท่านั้น
เอาเถอะ..เพื่อความสุขของพวกนางข้าทนได้!
“อืมมม ลุกขึ้นสิเสี่ยวเยี่ย”
“ใส่กำไลป้องกันเวทอันตรายหน่อยแล้วกัน” ซิงเหมยฮวาเอ่ยแล้วหยิบกำไลหยกสีม่วงสวมใส่ข้อมือซ้ายของนางทันที
“งั้นเจ้าใส่กำไลป้องกันพิษ” เฟิงจื่อหยาหยิบกำไลหยกสีฟ้าใสกระจ่างราวกับน้ำกสะอาดมาสวมที่ข้อมือขวา
“ขาดอะไรอีกนะ?”
“หยกประจำตัวเจ้าค่ะ ลูกสวมแล้ว!” นางตอบกลับแล้วชี้ที่เอวซ้าย ปรากฏหยกกุหลาบจันทราสีม่วงอมแดงและหยกธาราเหมันต์สีฟ้าใสกระจ่างผูกกับสายที่คาดเอวสองอันข้างซ้าย เมื่อเห็นดังนั้นซิงเหมยฮวาเห็นดังนั้นจึงพยักหน้ารับยิ้มแล้วกล่าวถามไป
“จะไปไหนต่อเล่าอาเยี่ย” เจ้าของนามยกยิ้มหวานแล้วเอียงคอตอบ
“ไปแกล้งคนเจ้าค่ะ” เทพธิดาน้อยปีนเก้าอี้แล้วเขย่งตัวหอมแก้มมารดาทั้งสองจากนั้นวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว ซิงเหมยฮวาเอามือจับแก้มแล้วกล่าว
“เด็กน้อย…” ดวงหน้าหวานละมุนแดงระเรื่อ ดวงใจชุ่มชื้นราวกับมีฝนมาพร่างพรม
“แม่ไม่อยากให้เจ้าไปไหนเลย เฮ้อ” เฟิงจื่อหยาพึมพำออกมาเบาๆ เมื่อเห็นผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจวิ่งลิงโลดออกจากตำหนักเย็นโดยใช้วิชาเบือนลักษณ์เพื่อไม่ให้ใครรู้
แต่ถ้าหาก…เข้าใกล้ฝ่าบาทเพียงซักเสี้ยววิ
พระองค์จะต้องเห็นลักษณะที่แท้จริงของเสี่ยวเยี่ยของนางเป็นแน่
ถึงครานั้น…
ความลับที่ปิดไว้ถึงเจ็ดร้อยปี คงถูกเปิดออก เรื่องราวมากคงถาโถมราวกับพายุเกรี้ยวกราดใส่บุตรสาวของพวกนาง
พวกนางจะทำอย่างไรหนอ
หากมีคนพรากแก้วตาดวงใจของนางไป
ท้องฟ้าด้านนอกยังเป็นสีน้ำเงิน…พระอาทิตย์ก็ยังไม่ขึ้น ท่านแม่จะปลุกข้าไปเพื่ออะไรกัน?
เทพธิดาน้อยรำพึงในใจพลางโคลงหัวไปมา ให้ปิ่นผีเสื้อบนศีรษะขยับไปมาราวกับมีชีวิตอยู่จริง ร่างเล็กเดินตามทางขรุขระไม่นานนักก็จะเจอทางเรียบสะอาดสะอ้าน ผิดจากเขตตำหนักเย็นที่ทางเดินเป็นถนนลูกรังดูห่างไกลความเจริญ เทพธิดาน้อยตัวน้อยพ่นลมหายใจออกมาด้วยความขัดเคือง
“เชอะๆ แม้แต่ทางเข้าตำหนักยังบ่งบอกสถานะกันได้อีกหรือ” นางบ่นอุบอิบแต่ผู้เดียว ใบหน้างดงามเกินวัยหันซ้ายขวาแล้วเดินตรงไปข้างหน้าผ่านซุ้มโค้งแบ่งเขตพื้นที่ หงเทียนเฟิ่งเยี่ยเดินลัดเลาะตามริมทางด้วยความเอื่อยเฉื่อย
ตำหนักเย็นเป็นสถานที่คุมขังฝ่ายในที่กระทำผิดและต้องโทษ บัดนี้มีผู้อาศัยในนามเพียงสองคน แต่ความจริงก็มีตัวนางเองรวมไปอีกหนึ่งเท่ากับสามคน
ว่ากันว่าเป็นที่ที่ลำบาก
ก็ไม่ลำบากเท่าใด ถ้าไม่นับว่าต้องเดินออกมาจากเขตนั้นเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม อยากกินก็ได้กินอยากเรียนมารดาก็คอยสอนให้ ทั้งอาภรณ์เครื่องประดับของนางแต่ละชิ้นที่สวมใส่มูลค่านับร้อยตำลึง
“อากาศดีชะมัด แต่ให้ตายสิยังไม่ได้กินข้าวเลย”นางบ่นออกมาอีกครั้งแล้วเปิดย่ามสะพายสีดำปักลายผีเสื้อท่ามกลางช่อดอกไม้ ในนั้นมีซาลาเปาและหมั่นโถวรวมกันได้สามลูก
ส่วนน้ำแก้กระหายงั้นเหรอ?
มาจากต้นหยาดวารีพิสุทธ์ ทั้งดอกและลำต้นของมันมีน้ำรสหวานชื่นใจ หงเทียนเฟิ่งเยี่ยสาวเท้าไปที่ศาลาพักหลังโปรดอันเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ได้ดีในยามเช้า
แต่ก็ต้องชะงักค้าง
เบื้องหน้าคือบุรุษผมสีทองสว่างผู้หนึ่ง กำลังยืนหันหลังให้นางอยู่ เทพธิดาน้อยลังเลที่จะเดินเข้าไปเมื่อนึกถึงคำมารดาได้
“อาเยี่ย หากออกไปข้างนอก”ห้ามเจ้าคลายวิชาเบือนลักษณ์เด็ดขาด”
“แม้ว่าเจ้าจะใช้มันจนเชี่ยวชาญนั่นไม่ได้หมายว่าจะมีคนดูไม่ออก เข้าใจหรือไม่”
“ห้ามเข้าใกล้บุรุษผมสีทองสว่างเช่นเจ้า”
“ห้ามประมาท!”
‘งั้นถอยกลับแล้วกัน’
หงเทียนเฟิ่งเยี่ยคิดแล้วค่อยๆหันหลังกลับ ไม่ทันได้ก้าวออกไปพลันได้ยินเสียงขลุ่ยคร่ำครวญจนใจสั่น นางหันกลับไปเห็นบุรุษผมสีทองสว่างผู้นั้นขณะที่กำลังเดินไปเบื้องหน้า
จะบ้าเรอะ…! ตกจากศาลานั่นไป
ตายเลยนะเฮ้ย!
เอาวะ!
“หยุดนะ!!” เทพธิดาน้อยพุ่งตัวแล้วตะโกนออกไป เสียงขลุ่ยคร่ำครวญกรีดใจนั้นหยุดลง บุรุษผู้นั้นหันร่างกลับมาไม่ทันได้ตั้งตัวจึงโดนเจ้าเด็กน้อยแปลกหน้าชนดังปึก เป็นหงเทียนเฟิ่งเยี่ยเองที่ร่วงลงไปกองกับพื้น นางลุกขึ้นแล้วจับข้อมือชายแปลกหน้าแน่น
“จะทำ แฮ่ก…อะไรของท่านน่ะ” ชายหนุ่มนิ่งค้างมองเทพธิดาน้อยอายุคงไม่เกินเจ็ดร้อยปีด้วยความแปลกใจ
“เจ้า..เป็นใคร” นางสูดหายใจแล้วถลึงตาใส่ พลางใช้นิ้วชี้จิ้มเข้าที่หน้าท้องของบุรุษหนุ่ม
“ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าท่านเป็นใคร จะมายืนละเมอแล้วกระโดดลงจากศาลาแบบนี้ไม่ได้นะ-” นางกล่าวเสร็จเอามือออกแล้วกอดอกเงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้าก่อนจะตื่นตะลึงจนตาค้าง
บุรุษหนุ่มผู้นี้มีใบหน้างดงามเพริศพริ้งราวกับอิสตรีก็ไม่ปาน ทั้งหน้าผากจมูกปากและคางต่างได้รูปรับกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ เส้นผมสีทองสว่างราวกับรุ่งอรุณถูกรวบขึ้นทั้งศีรษะมีกวานหยกครอบไว้ ดวงตาสีเงินประกายรุ้งวาววับราวกับดาวนับพันดวงส่องระยิบรับยับคู่นั้นเรียวยาวคมกริบประดุจเหยี่ยวล้อมด้วยแพขนตาสีทองงอนหนา คิ้วกระบี่ที่พาดเฉียงขึ้นไม่ได้ทำให้ใบหน้าดูดุดันแต่กลับเหมือนผู้สูงศักดิ์เย่อหยิ่งในเกียรติยศ ริมฝีปากบางแดงระเรื่อเรียบตรงไม่ปรากฏอารมณ์แม้แต่น้อย
ชายหนุ่มผู้ถูกประทุษร้ายจากเทพธิดาน้อยก้มหน้ามองใบหน้าเหลอหลาที่ซ่อนทับกับอีกใบหน้าอย่างแนบเนียน
“วิชาเบือนลักษณ์งั้นหรือ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ก่อนจะยกยิ้มเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายลง เด็กน้อยเบิกตากว้างเมื่อเห็นลักษณะของบุรุษผู้นี้เต็มตา
หากเจอบุรุษผมสีทองเช่นเจ้า ดวงตาสีเงินประกายรุ้งทรงอำนาจไม่ต่างจากเจ้า
จงหลีกหนีให้ไกล ห้ามให้เขาเห็นตัวเจ้าเด็ดขาด
จำคำแม่ไว้นะอาเยี่ย
“อ๊ะ!” ร่างที่สูงไม่ถึงเอวของชายหนุ่มค่อย ๆ ถอยหลังทีละนิดทีละนิด ใบหน้าจืดชืดในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่งดงามอ่อนหวานมองแล้วสะดุดตา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ฟุ้งกำจาย เส้นเกศาสีดำสนิทกลายเป็นสีทองสุกปลั่งถูกเปียมวยไว้กลางหัว ประดับด้วยปิ่นปักผมจำนวนมาก
ที่สะดุดตากว่านั้นคือดวงตาสีเงินประกายรุ้งระยิบระยับ อันเป็นลักษณะเฉพาะรัชทายาทของราชวงศ์หงเทียน ร่างน้อยสวมอาภรณ์สีฟ้าอมม่วงปักเป็นลายเมฆา สะพายย่ามสีดำปักลายผีเสื้อท่ามกลางช่อดอกไม้
“ผู้น้อยจำได้ว่าจะต้องไปซักผ้าก่อน” ดวงตาสีเงินประกายรุ้งกลมโตสบกับดวงตาของเขาคล้ายประจบ ก่อนจะแย้มยิ้มหวานกล่าวเสียงใส
“ผู้น้อยขอตัว!” สิ้นคำหันหลังวิ่งหนี ทว่าบุรุษผู้งดงามนั้นกลับไวกว่านางนัก เขารวบร่างน้อยไว้ในอ้อมอกพร้อมเดินออกนอกศาลาทันที
“ปล่อยข้านะ! ปล่อยข้าสิ ปัดโธ่ งื้ออ ปล่อยย” หงเทียนเฟิ่งเยี่ยกรีดร้องดีดดิ้นอยู่ในอ้อมกอดแต่ชายหนุ่มหาได้ใส่ใจ
“ฝ่าบาท…”
“กลับตำหนัก เฉิงกงกงเจ้าไปร่วมการประชุมแทนข้าด้วยวันนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ” เฉิงกงกงตอบรับคำแล้วค้อมหัว ก่อนจะลอบเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของเด็ก
“ปล่อยยย ปล่อย! ผู้น้อยจะกลับไปหามารดา!” เส้นเกศาสีทองสุกปลั่งสะบัดไปมายามนางสั่นศีรษะ เทพธิดาตัวน้อยกรีดเสียงในลำคอพยายามดิ้นออกจากชายตรงหน้าที่ดูอ่อนแอ แต่กลับแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ
ฮืออ ข้าไม่น่าเป็นคนดีเลย…
ไม่นานนักเทพธิดาน้อยถูกยัดเข้ามาในเกี้ยว หมายจะกระโดดหนีออกทางหน้าต่างกลับถูกลงอาคมป้องกันแน่นหนา สุดท้ายต้องนั่งอมลมแก้มป่องจับเข่ามองชายตรงหน้าด้วยความคับแค้นใจ
เหตุไฉนวันนี้ นางอยากทำอะไรก็โดนบังคับอยู่ร่ำไปนะ
โว้ยยย จะจ้องหน้าอีกนานไหม
แม้ในใจจะบ้าคลั่งราวคลื่นซัดแต่ใบหน้าขาวผ่องกลมเกลี้ยงเหมือนซาลาเปานึ่งกับเชิดขึ้นไม่ยอมคุยด้วย นางหมายจะหนีออกจากเกี้ยวเมื่อถึงที่หากโจรลักพาตัวผมทองน่าชังผู้นี้กลับรู้ทัน เขารวบร่างของนางไว้ในอ้อมกอดจากนั้นก็แบกพาดบ่ามายังที่แห่งหนึ่ง
ศาลาแก้วกลางบึงสีฟ้าใสสะอาด ภายในบึงมีดอกบัวสีขาวและชมพูเบ่งบานกระจัดกระจาย รอบนอกเป็นดั่งอุทยานดอกไม้ มวลผีเสื้อนานาพันธุ์บินหยอกล้อกันไปมา นางมองภาพอันงดงามประหนึ่งภาพวาดด้วยความตื่นตาจนลืมดิ้นหนี
ชายหนุ่มอาภรณ์สูงศักดิ์พานางมาวางไว้บนเก้าอี้กลางบึงศาลาแก้ว เขาสะบัดมือหนึ่งครั้งทางเดินจากพื้นดินมายังศาลาก็หายไป กลายเป็นว่านางอยู่กับเขาสองคนตามลำพังกลางบึงบัว
ความเงียบเข้าครอบงำทุกสิ่งแต่เทพธิดาน้อยไม่ได้พูดอะไร นางเชิดหน้าขึ้นเมื่อเห็นแววตาสั่นระริกของโจรลักพาตัวคล้ายขบขันกับกิริยาของนาง เมื่อลองพิจารณาจากการนั่งและการเดินที่ดูสง่างามเหมือนได้รับการอบรมมาอย่างดี เขาอาจจะเป็นหนึ่งในองค์ชายหรือเป็นขุนนางคนโปรดพอสมควรถึงใช้เกี้ยวในรั้วพระราชวังได้
เด็กหญิงจากตำหนักเย็นคิดแล้วหรี่ตาลงเมื่อเห็นรอยยิ้มนุ่มนวลละมุนตาของชายเบื้องหน้า นางเลิกคิ้วก่อนจะเอียงคอส่งยิ้มหวานมอบให้เป็นการตอบแทนเช่นกัน
มาเถอะ! ปลอมมา ปลอมกลับ
ไม่-โกง!!!
หงเทียนหมิงอวี้มองเด็กหญิงตรงหน้าที่ยกยิ้มหวานให้เขาจนดวงตาคู่งามโค้งลง ลมที่พัดเข้าศาลาทำให้เส้นผมสีทองของนางลงคลอเคลียข้างแก้ม ชายหนุ่มแย้มยิ้มกับท่าที่ต่อต้านเหมือนเสือน้อยพองขน
ตำแหน่งรัชทายาทของราชสำนักหมู่เกาะเทวะเมฆาถูกกำหนดอย่างชัดเจน เส้นเกศาต้องเป็นสีทองสว่างราบกับรุ่งอรุณยามเช้า และดวงตาสีเงินประกายรุ้งวาววับราวกัญอัญมณีน้ำงาม ซึ่งเด็กน้อยเบื้องหน้ามีครบทุกประการ
ที่สำคัญไปกว่านั้นนางเป็น ‘สตรี’
โครกกก
บ้าจริง…ไอ้ท้องเวรนี่จะมาร้องอะไรตอนนี้!
เทพธิดาตัวน้อยคิดในใจพลางเบิกตากว้างท่าทางเลิ่กลั่กปนเสียหน้า นางกลืนน้ำลายลงคอแล้วเงยหน้ามองเขาครู่หนึ่งแล้วทำเมินไม่สนใจ
เหอะ…โครกกก
เอาเถอะจะมองก็มองไปอย่ามาแย่งก็แล้วกัน ลักพาตัวไม่พอยังไม่หาข้าวให้กินอีก นางเปิดถุงย่ามที่เอาติดตัวมาแล้วหยิบหมั่นโถวมากินต่อหน้าเขาหนึ่งลูก ก่อนจะอ้าปากงับหมั่นโถวสีน้ำตาลอ่อนไปคำใหญ่
มิคาดว่า…
“แค่กๆๆ”
หมั่นโถวติดคอ!!! น้ำ น้ำ ข้าต้องการน้ำ ฮือออ
หงเทียนหมิงอวี้เห็นท่าทางเอน็จอนาจของเด็กน้อยแล้วส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ ชายหนุ่มรินน้ำชาจากกาลงจอกใบเล็ก เขาหยิบขึ้นมาเป่าไล่ลมร้อนก่อนจะเชยคางเจ้าตัวเล็กแล้วป้อนน้ำให้
อึก ระ รอดตายแล้ว
นางทุบอกตัวเองปั่ก ๆ บุรุษหน้าตายรินชาให้อีกครามือเล็กคว้าแล้วกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงอู้อี้ นางมองหมั่นโถวในมือและมองใบหน้าเรียบนิ่งของเขาก่อนจะสูดลมหายใจ
“ท่านพาตัวผู้น้อยมาที่นี่ทำไม?” ไม่พูดซักทีชาตินี้นางคงไม่ได้กลับบ้าน ขืนกลับช้า…ท่านแม่ทั้งสองจะต้องลงโทษให้นางปักผ้า บรรเลงพิณเป็นแน่
“บิดาของเจ้าเป็นใคร?” เขาไม่ตอบแต่ถามกลับ
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“แม่เจ้าคือใคร?”
“แม่แท้ ๆ หรือแม่เลี้ยงล่ะเจ้าคะ”
“ทั้งสอง” ชายปรายสายตาดุใส่จนเจ้าตัวเล็กย่อคอด้วยความตกใจ นางยู่ปากประท้วงกลับ
“แต่ข้ามีแม่สามคนนี่”
“ใครบ้าง?” หงเทียนเฟิ่งเยี่ยพ่นลมหายใจ เงยหน้าสบตาแล้วกอดอกมองเขา
“มารดาแท้ ๆ ของข้านามว่าหลี่ฉางอัน มารดาเลี้ยงของข้ามีสองคนนามว่า ซิงเหมยฮวาและเฟิงจื่อหยา” นางเว้นวรรคเพื่อหายใจเล็กน้อย
“พอใจรึยังเจ้าคะ” ว่าแล้วก็เลิกคิ้วใส่ทว่าใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของเขาหายไป
“หลี่-ฉาง-อัน?” นางพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเอ่ยปากเล่าตามประสาคนพูดมาก ถึงท่านแม่บอกว่าไม่ให้พูดมากเวลาเจอคนแปลกหน้า ทำอย่างไรได้…บุรุษผู้นี้เห็นร่างจริงของนางไปแล้ว
“ปิ่นหยกธารา และหยกประจำตัวของเจ้า”
“ปิ่นหยกธารางั้นหรือ?” นางยกแขนไปสัมผัสของที่ว่าแล้วเอามือลง
“ท่านแม่บังคับให้ใส่ ส่วนหยกประจำตัวนี่เป็นของท่านแม่ นางทั้งสองบอกว่ามันจะคอยคุ้มกันอันตรายรวมทั้งกำไลนี่ด้วย” ใบหน้าของเขาเรียบนิ่งสนิท
“อันที่จริงแล้ว…ผู้น้อยเกิดในสถานที่ที่เรียกว่าตำหนักเย็น สถานที่อันหนาวเหน็บที่ทำให้ท่านแม่แท้ ๆ ของผู้น้อยตรอมใจตายหลังจากคลอดข้าได้ไม่กี่เดือน แต่มารดาเลี้ยงทั้งสองต่างดูแลด้วยความรักและเอาใจใส่ ผู้น้อยเลยไม่รู้สึกขาดแคลนสิ่งใด”
นางมีข้อสงสัยข้อหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจนานมากแล้ว แม้เพียรพยายามถามมารดาไปกี่ครั้งกลับไม่เคยได้คำตอบ ถึงในใจจะคิดว่าใช่แต่มันกลับดูเป็นเรื่องห่างไกลจนไม่น่าเชื่อถือแม้แต่นิดเดียว
“แซ่หงเทียนบนหมู่เกาะเทวะเมฆามีเยอะมากหรือไม่” สิ้นคำถามชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง เจ้าตัวดีที่มีใบหน้าเหมือนเขาย่อส่วนนั่งแกว่งขาสั้น ๆ บนเก้าอี้ นัยน์สีเงินประกายรุ้งใสซื่อบริสุทธิ์จ้องมาที่เขาอย่างรอคอย
“เจ้า?”
“ความจริงแล้วข้าอยากใช้สกุลของมารดานักเพราะมันสั้นดีแต่ท่านแม่ทั้งสองกลับห้ามเสียงแข็งว่าไม่ได้ ท่านบอกข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าเหตุใดกัน?” ดวงตาสีเงินประกายรุ้งของนางกำลังเรืองรองวาววับเส้นเกศาสีทองและปิ่นระย้าปลิวตามแรงลมที่พัดผ่าน กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ชนิดหนึ่งกระทบเข้านาสิก
“ใต้หล้านี้ แซ่หงเทียนมีตระกูลเดียวที่ใช้ได้” หงเทียนหมิงอวี้มุ่นคิ้วลงแล้วตอบ
“ท่านหมายถึงว่า…” นางเบิกตากว้างอ้าปากค้าง
“หงเทียนคือแซ่ของราชวงศ์ที่ปกครองหมู่เกาะเทวะเมฆามาตั้งแต่ในอดีต”
“งั้น…พ่อของผู้น้อยเป็นจักรพรรดิเทพงั้นหรือ!?” นางร้องลั่นด้วยความตกใจ
คุณพระช่วย! โชคชะตาอย่าเล่นตลกไปมากกว่านี้เลย
“ข้า-ไม่-รู้” หลี่ฉางอันตั้งครรภ์ตอนไหนข้ายังไม่รู้เลย จักรพรรดิเทพรำพึงในใจ เจ้าตัวน้อยเบื้องหน้าทำหน้าบึ้งแล้วกล่าว
“ผู้น้อยอยากกลับแล้ว” เขาปรายสายตามองนางด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่นานนักก็ลุกขึ้นยืนเอื้อมมือจับมือของนางพาเดินออกไป เทพธิดาตัวน้อยลอบย่นจมูกใส่เขาเล็กน้อย
เหอะ…บุรุษก้อนน้ำแข็ง ถ้าข้าเป็นลูกเจ้าข้าคงประสาทแดกแหงม ๆ มีปากไม่ยอมพูด ถนัดใช้สายตาเป็นอย่างเดียวหรืออย่างไร
ใครจะไปอ่านสายตาเจ้าออกฮะ!
แล้วคิดว่าข้าไม่เมื่อยบ้างเรอะ! ที่ต้องยกแขนเกาะมือของเจ้าน่ะ!
เอ๋!
“เดี๋ยว…เดี๋ยวๆๆๆ”
เขาถอนหายใจออกแล้วลดตัวลงอุ้มนางขึ้นมา หงเทียนเฟิ่งเยี่ยตวัดแขนโอบคอของเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ใบหน้าของนางใกล้กับใบหน้างดงามของเขาที่เรียบนิ่งจนอดใจไม่ไหวใช้นิ้วจิ้มเข้าที่แก้มตอบนั่นเบาๆ เขาเหลือบสายตามองนางแล้วกล่าว
“ต้องการอะไร”
“ทำไมท่านถึงไม่แสดงสีหน้าบ้างล่ะ”
“ไม่จำเป็น”
“แต่ผู้อื่นเขาก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านต้องการจะสื่อนี่”
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงถาม”
“ผู้น้อยอยากรู้” เขาหรี่ตาใส่คล้ายรำคาญ นางอ้าปากเอ่ยประท้วง
“ก็ท่านเงียบเกินไปนี่ ไม่ต้องมาว่าข้านะ ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดว่าข้าทำตัวน่ารำคาญ”
“หากรำคาญข้านัก ก็พาข้ากลับที่เดิมสิ แล้วทีนี้ท่านจะไม่เห็นข้าอีก” นางเอ่ยเจรจาต่อรอง เขาหยุดเดินชะงักกึกเมื่อนางพูดจบประโยค แหม…เล่นส่งสายตาพิฆาตมาเช่นนี้ใครจะกล้าพูดต่อ นางแสร้งมองทางซ้ายขวาแล้วค่อย ๆ ซบใบหน้าลงกับแผงอกเพื่อพักสายตาซักครู่
ถึงจะพึ่งเคยพบกันครั้งแรก…แต่ทำไมอยู่กับชายผู้นี้แล้วอบอุ่นจังเลยนะ
ตำหนักทรงพระอักษร
หลับไปแล้ว…หลับขณะที่เขากำลังอุ้มนางอยู่ เสียงเจื้อยแจ้วแปลกหูเงียบสนิทเสียงหายใจของนางที่สม่ำเสมอ
หงเทียนเฟิ่งเยี่ย
“ฝะ…”ขันทีเฝ้าหลังตำหนักเอ่ยจะต้อนรับพลันเสียงหาย ขันทีผู้นั้นอ้าปากพะงาบ ๆ ด้วยความตกใจ
พวกไม่รู้หน้าที่… เห็นอยู่แท้ ๆ ว่าเขาอุ้มเด็กที่กำลังนอนมาด้วยยังจะแหกปากให้เด็กตื่นอีก พูดไม่ได้ซักวันหนึ่งแล้วกันจะได้หูตาไวขึ้นเสียบ้าง
เขาลูบหลังเล็กเบา ๆ แล้วเดินผ่านหน้าอย่างไม่สนใจ
เดี๋ยวเจ้าตัวน้อยจะตื่นมาแล้วโวยวายเอาเสียได้ ดูแล้วนางพูดมากไม่ใช่น้อย ประตูหลังตำหนักเปิดออกด้วยมนตราแห่งลม ร่างเพรียวสมส่วนก้าวไปที่เตียงนอนแล้ววางเจ้าตัวน้อยในอกลงบนเตียงอย่างเบามือ
เขาลูบใบหน้างดงามอ่อนเยาว์ แล้วบีบแก้มนิ่มของนาง ดวงตากลมโตปิดสนิททำให้เห็นแพขนตาราวกับพัด จมูกของนางโด่งเชิดแดงตรงปลายเล็กน้อย ริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อ มือของเขาเพียงหนึ่งมือยังใหญ่กว่าหน้าของนางเสียอีก
ลูก? หากนางเป็นลูกของหลี่ฉางอันและมีลักษณะตามรัชทายาท เห็นทีคงต้องทดสอบด้วยโลหิตของเขาด้วยอ่างสุคนธ์เมฆา
แต่เหตุใดถึงเป็นสตรได้กัน? เขาปัดผมที่ปรกหน้านางแล้วมองด้วยสายตาที่อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว นับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์มาราชวงศ์หงเทียนไม่เคยมีเชื้อพระวงศ์หญิงแม้แต่ผู้เดียว
มีเพียงบุรุษและบุรุษ
แต่แล้วอย่างไรเล่า…นางก็เพียงแค่สตรีคนแรกเท่านั้น ยิ่งนางมีแม่เป็นหลี่ฉางอันที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองคงไม่แคล้วถูกพวกเสนาบดีหรือทูตต่างอาณาจักรขอเป็นเครื่องเชื่อมสัมพันธไมตรีเป็นแน่
“ฮือออ” หงเทียนเฟิ่งเยี่ยครางเสียงอ่อน แล้วเอาใบหน้าน้อย ๆ ถูไถกลับฝ่ามืออุ่น ชายหนุ่มมองใบหน้าที่คลับคล้ายตัวเองในยามเด็กแล้วยิ้มอ่อน
แปลกนัก เหตุใดใจข้าถึงเต้นแปลกๆเช่นนี้?
‘ทูลฝ่าบาท ผู้น้อยราชครูหลวนไท่ ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ’
‘เข้ามา’ หงเทียนหมิงอวี้ตอบรับเสียงเรียกร้องขอทางจิตสื่อสาร ชายหนุ่มเคาะนิ้วบนปลายจมูกน้อยด้วยความหมั่นเขี้ยวก่อนจะปลดเชือกรัดผ้าม่านออกเพื่อบดบังร่างที่หลับสนิทไว้
เขาเดินไปห้องทรงอักษรที่อยู่ในตำหนัก ปรากฏร่างในอาภรณ์ม่วงเข้มกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงงาน ใบหน้าหล่อเหลาค้อมต่ำมองพื้น
“ลุกขึ้นเสียเถิด เมื่อวานเหล่าองค์ชายเป็นอย่างไรบ้าง”
“ทูลฝ่าบาท องค์ชายทั้งแปดได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลวงต่างใส่ใจในการเรียนดียิ่ง องค์รัชทายาททั้งสามที่พระองค์บัญชาให้กระหม่อมสั่งสอนเป็นการส่วนพระองค์ นับเป็นอัจฉริยะทางเวทมนต์ยิ่งทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
“อัจฉริยะ?”
“ทั้งสามพระองค์นั้นแม้ว่าจะเยาว์วัยแต่ก็เชี่ยวชาญการใช้เวทมนตร์ยิ่งนัก ติดแค่องค์ชายรองค่อนข้างเลินเล่อระหว่างร่ายเวทและองค์ชายสามอารมณ์ร้อนไปเสียหน่อย”
“งั้นหรือ” เขาพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยถามอีกประการหนึ่ง
“เจ้าคิดว่าราชวงศ์หงเทียนจะมีเชื้อพระวงศ์สตรีหรือไม่” ราชครูหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่แล้วตอบ
“อะไรที่ไม่เคยมี ก็ย่อมมีได้เสมอพ่ะย่ะค่ะ บนโลกนี้ไม่เที่ยงแท้หากนางสนมของพระองค์ให้กำเนิดพระธิดามาซักพระองค์กระหม่อมเชื่อว่าพระองค์ย่อมเปลี่ยนไปแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“ทำไม?”
“เก้าพันปีที่กระหม่อมรับใช้พระองค์ พระองค์คิดว่ากระหม่อมนิสัยเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ราชครูเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มตอบ
“ออกไปได้แล้ว” จักรพรรดิเทพสะบัดมือไล่
“ขอบพระทัยฝ่าพระบาท” ราชครูหลวนไท่ลุกขึ้นถวายพระพรแล้วถอยจากไป หงเทียนหมิงอวี้เอนหลังพิงพนักพิง
“เก้าพันปีที่กระหม่อมรับใช้พระองค์ พระองค์คิดว่านิสัยของกระหม่อมเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่”
ย่อมเปลี่ยน…
ราชครูหนุ่มผู้นี้…
เปลี่ยนไปมากทีเดียว…
แกร๊กๆๆๆ
จักรพรรดิเทพเลิกคิ้วสูงดูท่าเด็กน้อยเจ้าปัญหาจะตื่นเสียแล้ว เขาลุกขึ้นก้าวเท้าไปห้องพักผ่อนอย่างเชื่องช้าสองมือไพล่หลัง ก่อนจะเลิกคิ้วมองร่างในอาภรณ์สีฟ้าอมม่วงกำลังลากเก้าอี้เพื่อปีนออกทางหน้าต่างเขาหรี่ตาลง
“บ้าจริง! นี่ยามใดแล้ว ข้าอยากไปแช่สระบัวเต็มที!”เสียงหวานใสบ่นพึมพำ
แช่สระบัว?
“เฟิ่ง-เยี่ย”
“งุ้ย!” เจ้าเด็กน้อยสะดุ้งโหยงอุทานในลำคอแล้วหันร่างมาอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีเงินประกายรุ้งฉายแววตื่นตระหนก
“ว่าไงเจ้าคะพี่ชาย” สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้ชายหนุ่มต้องแอบลอบขันในใจ พี่ชายรึ? ไม่แน่เจ้าอาจจะเปลี่ยนจากพี่เรียกข้าเป็นบิดาแทนก็ได้
“ไปทำอะไรตรงนั้น”
“อ๋อ! ข้าเห็นว่ามันมีฝุ่นเกาะ ก็เลยหวังดีจะเช็ดให้ แหม! พี่ชายน่าจะเปลี่ยนคนทำความสะอาดใหม่นะเจ้าคะ ดูซิ! ฝุ่นเขรอะเป็นแถบเลย” แนบชายแขนเสื้อปาดลงกำแพงแล้วชูให้เขาดู พี่ชายของหงเทียนเฟิ่งเยี่ยส่ายหัวแล้วก้าวไปหา เจ้าตัวน้อยใช้ดวงตาสีเดียวกันสบตาเขาแป๋วแหววราวกับหลบเลี่ยงผิด
ตาใสเลยนะเจ้าเด็กนี่! เขาปัดชายแขนเสื้อของนางแล้วอุ้มขึ้นมาแนบอก
“ข้าโตแล้ว ข้าเดินได้” นางบ่นอุบอิบ
“กี่ขวบกันเจ้าน่ะ”
“เจ็ดร้อยปีแล้ว”
“นับว่ายังเด็กนัก ให้ข้าอุ้มหน่อยเถิด”
“เฮอะ!” เจ้าตัวเล็กแค่นเสียงแล้วสะบัดหน้าหนี เขากลั้นยิ้มเมื่อเห็นท่าทางน่าเอ็นดูของนาง
“ข้าหิว” นางเอ่ยประท้วงทำสายตาตำหนิ
“ไปสระหยกสัตตบงกชก่อน” วิธีพิสูจน์ว่าเจ้าตัวน้อยนี้เป็นลูกของเขามีหนึ่งวิธีสามขั้นตอน
ขั้นตอนแรกคือพานางไปสระหยกสัตตบงกช ขั้นตอนที่สองคือการใช้อ่างสุคนธ์เมฆาทดสอบโลหิต และขั้นตอนที่สามคือการพาเข้าพิธีสืบโลหิตป่าเทพบรรพาลที่เชื้อสายราชวงศ์ทุกองค์จะต้องเข้าพิธีตั้งแต่กำเนิด
“ที่ไหนอีกกก”เจ้าตัวน้อยร้องเสียงหลง
และถ้าใช่เจ้าก้อนม่วงก้อนนี้ เป็นเชื้อพระวงศ์ของหงเทียนเป็นแน่
สระหยกสัตตบงกช อุทยานหวงห้ามของราชวงศ์
น้ำสีฟ้าอมเขียวดูใสสะอาดในสระบัวอันกว้างใหญ่ สัตตบงกชจำนวนมากแข่งขันกันออกดอกชูช่อบานสะพรั่งกัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ฟุ้งกำจายทั่วบริเวณทางเดินและพื้นดิน ผีเสื้อมากมายหลากสายพันธุ์บินหยอกล้อตามแนวดอกไม้ที่ถูกปลูกไว้ข้างทาง
“โหวว…”
“ทำไม”
“สวยจังเลยเจ้าค่ะ แต่น่าแปลกที่ไม่มีทหาหรือนางกำนัลอยู่ที่นี่เลย” นางตอบโดยไม่หันมามองเขาแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตระยิบระยับด้วยความดีใจ เขาพยักหน้าสำทับที่นี่เป็นสถานที่หวงห้าม ผู้ที่จะเข้าได้ต้องได้รับการอนุญาตจากเขาทั้งนั้น
“ว่าแต่ที่นี่คือที่ใดกันเจ้าคะ”
“ที่นี่คือสระหยกสัตตบงกช เจ้าไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ”
“รู้สึก? ก็รู้สึกดี ปลอดภัย อีกทั้งที่นี่ยังอบอุ่นมากๆเลยเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงใสพร้อมหลับตาพริ้ม เมื่อรับรู้ได้ถึงละอองชีวันและไอศักดิ์สิทธิ์ของที่แห่งนี้ที่มีมากเป็นพิเศษ
“เดินเข้าไปเร็วๆ สิเจ้าคะ”
แน่ะ! มีการเร่ง
สระหยกสัตตบงกชเป็นสถานที่สำคัญของราชวงศ์หงเทียน ยามใดมีพระโอรสเกิดจากสตรีในวังหลังจะถูกนำมายังกลางศาลาเพื่อรับละอองชีวันและไอศักดิ์สิทธิ์เพื่อกระตุ้นพลังเวทในร่างกายให้ทำงานเร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นสิ่งยืนยันว่าเด็กผู้นั้นมีเชื้อสายของราชวงศ์อย่างแท้จริง
ว่ากันว่าสระบัวแห่งนี้ถูกสร้างด้วยโลหิตของปฐมราชวงศ์
หงเทียนหมิงอวี้มองปราการโปร่งแสงเบื้องหน้าก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไป เพราะเจ้าตัวน้อยในอ้อมอกดูตื่นตื่นใจคล้ายอยากพุ่งตัวไปเล่นกับดอกบัวเต็มที
“โอ๊ะ!” เมื่อเข้าไปได้สามก้าวนางในอ้อมอกสะดุ้งพยายามดิ้นหนีจากอ้อมกอด จักรพรรดิเทพถอนหายใจอย่างแผ่วเบาในอกปวดหนึบอย่างแปลกประหลาดด้วยความผิดหวัง
ไม่ควรหวังตั้งแต่แรก…
เขาค่อย ๆ ปล่อยร่างเจ้าตัวเล็กลง เมื่อทันทีเท้าถึงพื้นคล้ายปลาได้ลงน้ำ นางวิ่งถลาตัวไปกลางศาลาร้องเรียกเสียงหวาน ชายหนุ่มขมวดคิ้วรู้สึกสับสนชั่วขณะ
แล้วที่ร้องเมื่อกี้?
“พี่ชายๆๆ ท่านดูนี่สิเจ้าคะ ดอกบัวนี่สวยจังเลย” จักพรรดิผู้สูงศักดิ์นิ่งงันคล้ายอยู่ในห้วงฝัน ใบหน้างดงามอ่อนหวานของหงเทียนเฟิ่งเยี่ยงอง้ำ เมื่อเขานิ่งอยู่กับที่ไม่ยอมไปหา
คือนางอยากจะลงไปวิ่ง?
ตึก ตึก ตึก
“มานี่สิเจ้าคะ ดูซิ นั่นดอกบัวพันธุ์อะไรทำไมหอมขนาดนี้” เสียงการวิ่งของนางเข้ามาใกล้ ร่างเล็กวิ่งมาแล้วเงยหน้าแย้มยิ้มให้ เทพธิดาน้อยดึงมือหนาแล้วลากไปยังกลางศาลา
“เจ้า…ไม่รู้สึกอะไรงั้นเหรอ”
“รู้สึกสิเจ้าคะ!” นางตอบกลับพลางพาร่างไปเกาะที่ราวกั้นยืดคอดูสัตตบงกชสวรรค์ดอกใหญ่
“รู้สึกว่าที่นี่เย็นม้ากกกมาก หอมอีกต่างหาก ผู้น้อยชอบนัก!” ว่าพลางอ้าแขนรับลมหอบใหญ่ ไม่คิดว่าจะมาแรงพัดเสียจนร่างของนางหงายเงิบลงพื้น
ปั่ก!
“โอ๊ย!!!” เจ้าตัวน้อยร้องความเจ็บ แทนที่เขาจะก้าวไปประคอง…
“พี่ชายเหตุใดถึงยิ้มเช่นนั้น! ท่านยิ้มแบบมีความสุข! ท่านดีใจที่ข้าหงายเงิบเรอะ!” นางกรีดเสียงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ดวงตากลมโตสีเงินประกายรุ้งวาววับด้วยความขัดเคือง
“ยัง! ยังจะยิ้มอีก ท่านเยาะเย้ยข้างั้นเหรอ” เด็กหญิงกัดฟันแน่น โหย..โคตรเสียหน้า เสียหน้าโคตร ลมเวรเอ้ย แกจะพัดมาทำบ้าอะไรตอนนี้ฮะ!
ในขณะที่เจ้าตัวดีหัวฟัดหัวเหวี่ยงยกมือไม้ตีกับสายลม ชายหนุ่มกลับคลี่ยิ้มอันหาได้ยากยิ่ง
เปล่า… ข้าหาได้เยาะเย้ยเจ้าไม่
หงเทียนเฟิ่งเยี่ยบุตรสาวแห่งข้า