'เอ้กบอร์ด' เห็นชอบนำเข้าปู่ย่า-พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ปี 2567 รวม 4.4 แสนตัว
‘เอ้กบอร์ด’ เคาะปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสม ป้องราคาไข่ไก่ผันผวน พร้อมเห็นชอบแผนนำเข้าไก่ไข่พันธุ์ปี’67 รวม 4.4 แสนตัว
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้ก บอร์ด) ครั้งที่ 3/2566 ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ เรื่อง หลักเกณฑ์ มาตรการและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะลงนามในประกาศเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป เพื่อให้การบริหารจัดการปริมาณการผลิตไข่ไก่และผลิตภัณฑ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จากปัญหาราคาไข่ไก่ผันผวน โดยขอความร่วมมือฟาร์มไก่ไข่ทุกแห่งปลดระวางไก่ไข่ยืนกรงไม่เกินอายุที่กรมปศุสัตว์ประกาศกำหนด
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า ยกเว้นกรณีที่กรมปศุสัตว์มีประกาศกำหนดระยะเวลาให้มีการยืดการเลี้ยงที่เหมาะสมตาม สถานการณ์การผลิตและการบริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ รวมถึงฟาร์มไก่ไข่ที่เลี้ยงไก่ไข่ต่ำกว่า 30,000 ตัว และไม่ใช่ฟาร์มในระบบเกษตรพันธสัญญา ฟาร์มไก่ไข่ของหน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา หรือสถาบันวิจัย ฟาร์มไก่ไข่ที่เลี้ยงในรูปแบบอื่นๆ เช่น เลี้ยงปล่อย ปศุสัตว์อินทรีย์ ไม่ใช้กรง หรือการเลี้ยงไก่ไข่สำหรับวัตถุประสงค์อื่นนอกจากการจำหน่ายเชิงพาณิชย์
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ที่ประชุมได้มติเห็นชอบแผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ (GP และ PS) ปี 2567 ประกอบด้วย ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์ จำนวน 3,800 ตัว ไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ จำนวน 440,000 ตัว ซึ่งแนวทางการจัดสรรโควต้าให้แก่ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ จำนวน 16 บริษัท โดยให้โควต้าแต่ละบริษัทเท่ากับปี 2566
รมว.เกษตรฯกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การผลิตและการตลาดไข่ไก่ ปัจจุบันการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ ปี 2566 มีแผนการเลี้ยงจำนวน 3,870 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว จำนวน 3,870 ตัว คิดเป็น 100% การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ปี 2566 มีแผนการเลี้ยง จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว จำนวน 427,196 ตัวคิดเป็น 97.09% ขณะที่จำนวนไก่ไข่ยืนกรงปัจจุบัน 52,437,131 ตัว ประมาณการผลผลิต 43,522,819 ฟองต่อวัน ขณะที่การส่งออกไข่ไก่สด จำนวน 381.65 ล้านฟอง มูลค่า 1,703.78 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 78.50% และ 105.38% ตามลำดับ โดยมีสัดส่วนการส่งออกไปประเทศสิงคโปร์ 72% และฮ่องกง 16% และไต้หวัน 7% ตามลำดับ