โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปประเด็นเปลี่ยนชื่อ "ข้าวหอมมะลิ" ควรหรือไม่ควร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 พ.ย. 2566 เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2566 เวลา 06.48 น.

อนุกรรมการการผลิตฯ ชง นบข.พิจารณาเปลี่ยนชื่อหอมมะลินอกพื้นที่เป็น ข้าวหอมมะลิ รับลูกสมัชชาคนจนร้องขอเปลี่ยน เหตุขายข้าวหอมมะลิจังหวัดราคาต่ำกว่าข้าวหอมมะลิ 2 พันบาทต่อตัน ด้านเอกชนแจงเหตุที่ราคาต่างกันตามความบริสุทธิ์ ค่าความหอม หวั่นเปลี่ยนชื่อกระทบตลาดข้าวหอมมะลิทั้งตลาดราคาร่วง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ซึ่งมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน วันนี้ (10 พ.ย. 66) มีการพิจารณาวาระเรื่อง การปรับเปลี่ยนชื่อข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ เป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ เพื่อเสนอการคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ

แหล่งข่าวในวงการข้าวระบุว่า ประเด็นนี้หลายฝ่ายยังมีการตั้งข้อสังเกตและเห็นต่างกัน กล่าวคือเดิมการปลูกข้าวหอมมะลิของไทยเป็นข้าวสายพันธุ์ที่เรียกว่า “ข้าวขาวดอกมะลิ 105” มีคุณภาพความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ จะถูกปลูกอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด และภาคเหนือ 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยาเท่านั้น

โดยข้าวชนิดดังกล่าวจะปลูกได้เพียง 1 รอบต่อปีในฤดูนาปีในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์ ส่งผลต่อค่าความบริสุทธิ์ (Purity) และความหอมของข้าว จนในสมัยก่อนข้าวหอมมะลิเป็นกลิ่นหอมมาก ไม่ว่าจะถูกนำไปสี หรือหุงที่บ้านหลังไหนก็ต้องได้กลิ่นความหอมดอกมะลิฟุ้งกระจายไปทั่ว จึงทำให้ข้าวหอมมะลิมีเอกลักษณ์และราคาสูงกว่าข้าวชนิดอื่น ๆ รวมถึงเมื่อกำหนดราคาประกันหรือราคาจำนำก็จะได้ระดับราคาที่สูงสุดด้วย

ขณะที่ ข้าวหอมมะลิ 105 ชนิดเดียวกัน เมื่อนำปลูกนอกพื้นที่ 23 จังหวัด จะถูกเรียกว่า “ข้าวหอมมะลิจังหวัด” และในภายหลังเปลี่ยนมาเป็น “ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่” ซึ่งจะขายได้ในระดับราคาที่ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิ

ล่าสุดสมัชชาคนจนได้รวบรวมความเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่นอกเขต 23 จังหวัด และทำเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ เพื่อขอให้ “ปรับเปลี่ยนชื่อข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ให้เป็น ‘ข้าวหอมมะลิ’ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566” ด้วยเหตุผลว่า ราคาข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิตันละ 2,000 บาท (ซึ่งจริง ๆ ต่ำกว่ามานานแล้ว) และได้เคยมีการเสนอมาหลายครั้งแล้ว

ต่อมากรมการข้าว ได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 เพื่อให้พิจารณาเปลี่ยนชื่อตามข้อเรียกร้อง พร้อมทั้งระบุเหตุผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านการตลาด เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2555 ที่เห็นว่าไม่ควรเปลี่ยนชื่อ ข้าวหอมมะลิจังหวัดเป็นข้าวหอมมะลิ

กระทั่งต่อมากรมการข้าวเองก็มีการเก็บตัวอย่างข้าวเกือบ 800 ตัวอย่าง ทั้งข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่และนอกพื้นที่ พบว่าเป็นไปตามมาตรฐานหอมมะลิไทย แต่อย่างไรก็ตาม “สารความหอม” และ “ความเหนียวนุ่ม” ของข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ยังน้อยกว่าข้าวหอมมะลิ

ด้านการตลาด มองว่าราคาข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ต่ำกว่าราคาข้าวหอมมะลิเฉลี่ยตันละ 250-800 บาทต่อตัน หรือประมาณ 3-6% เท่านั้น ซึ่งในทางการค้าควรให้มีการแยกชนิดข้าว เพราะราคาจะต่างกันตามคุณภาพข้าว หากมีการเปลี่ยนชื่อก็อาจจะส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิภาพรวมลดต่ำลงได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงในแง่การผลิตข้าวปกติไทยจะปลูกข้าวหอมมะลิได้ รวม 9.6 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี

ซึ่งเป็นข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.7 ล้านตัน และข้าวจากภาคเหนือ 3 จังหวัด 314,642 ตัน รวม 8 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 84% ขณะที่ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่มีปริมาณ 1.58 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 16% ดังนั้น สำหรับภาพรวมของตลาดการปรับเปลี่ยนชื่อข้าวหอมมะลิจึงไม่น่าจะส่งผลดีมากนัก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ นบข.จะพิจารณาอย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...