คุณหนูใหญ่ผู้ร่ำรวย
ข้อมูลเบื้องต้น
บอสซู
"บอสคะ เรามีประชุมต่อที่ฮ่องกงดิฉันจัดกระเป๋าให้แล้วค่ะ"
"อืม อีก5นาทีฉันจะออกไป"
'บอสซู' เจ้าของกิจการความงามระดับประเทศ กำลังนอนแช่น้ำนมอย่างผ่อนคลาย ร่างบางค่อยๆลุกขึ้นจากอ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่
หญิงสาวส่องตัวเองในกระจก ผิวขาวนวลดั่งไข่มุกบริสุทธิ์ และใบหน้าที่งดงามหาใครเปรียบสร้างความพอใจให้เจ้าของร่างได้ทุกครั้งเมื่อมองดู
"40ปีแล้วสินะ" บอสซูพูดขึ้น
อดีตนางคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเสนาบดีซู ถูกพาขึ้นเกี้ยวแปดคนหาม ขบวนสินเดิมยาวกว่าขบวนรบแนวหน้า จุดมุ่งหมายของเกี้ยวคือพระราชวังที่แสนใหญ่โต
งานมงคลของรัชทายาทและคุณหนูใหญ่ซูเหมยถูกจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก แต่เมื่อถึงคราวเข้าหอสามีป้ายแดงของนางก็ได้ชี้มาที่นางด้วยสีหน้าที่แสนจะรังเกียจ คำพูดของเขาถูกสะกดอยู่ในใจนางเสมอมาแม้จะข้ามภพมาแล้วก็ตาม
'เอานังอัปลักษณ์นี่ออกไปจากเรือนข้า!!!'
เจ้าสาวชุดแดงทีมีผิวดำกร้าน อีกทั้งยังมีรูปร่างใหญ่โตถูกโยนออกมาจากห้องหอ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และเยาะเย้ยของบ่าวไพร่ในจวน
ผ่านไปเพียงหนึ่งอาทิตย์ต่อจากนั้น รัชทายาทได้ยลโฉม'ซูฟาง'น้องสาวของนาง ซูฟางอ้างว่าเป็นห่วงนางจนแทบขาดใจจึงเข้ามาเยี่ยมด้วยชุดผ้าไหมชั้นดีที่สั่งตัดใหม่และเครื่องประดับอีกมากมายเหมือนกำลังจะไปงานเลี้ยง
ซูฟางบรรเลงผีผาอยู่ริมสระน้ำ บ่าวไพร่เข้ามาจัดตกแต่งชุดนางอย่างดีจนเหมือนนางเซียนผู้หนึ่ง อีกทั้งยังโปรยกลีบดอกไม้ไว้รอบๆ โดยบอกว่าอย่างสร้างความบันเทิงให้พี่สาว
คุณหนูใหญ่ซูผู้โง่งมไม่เอะใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย รัชทายาทที่บังเอิญผ่านมาตกหลุมรักน้องสาวของนางทันทีดั่งพรมลิขิต คุณหนูใหญ่ซูอ้าแขนรับน้องสาวเข้ามาเป็นชายารองอย่างใจกว้าง
"ข้าที่เป็นเช่นนั้น ก็สมควรแล้วที่ตายไป"
วันเวลาผ่านจนนางได้ขึ้นเป็นใหญ่ ในงานล่าสัตว์ สวามีอันเป็นที่รักของนางได้ชวนนางไปด้วยกัน ความโง่งมทำให้นางคิดว่าสามีเริ่มมีใจเพราะนางได้ช่วยเหลือเขาให้ได้รับตำแหน่งที่ต้องการ
แต่ใครจะรู้ว่าป่าแห่งนั้นคือที่ฝังร่างของนาง สามีอันเป็นที่นรักสั่งการให้คนปล่อยเสือมาขย้ำนางอย่างโหดร้าย ภาพสุดท้ายที่เห็นคือสวามีกำลังปลอบน้องสาวที่รักซึ่งกำลังร่ำให้อย่างหนัก แต่เมื่อละสายตาจากสามีแล้วแล้ว น้องของนางกลับพูดสิ่งที่เลวร้ายที่สุดขึ้น
'ไสหัวไปจากชีวิตพวกข้าเสียเถิดนางอัปลักษณ์ โชคดีที่เจ้าโง่งมเกินใครพี่สาว ไม่เช่นนั้นแผนกำจัดของครอบครัวเราคงยากเย็น หลังจากนี้ข้าขอไปเสวยสุขในตำแหน่งชายาเอกและสมบัติของแม่เจ้า ข้าจะใช้มันอย่างดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!'
เพล้ง! เสียงแก้วในมือของบอสซูที่แตกละเอียดดังขึ้น เลขาที่อยู่ข้างนอกรีบเปิดประตูเข้ามาอย่างร้อนรน
"บอซซู! มือของคุณ"
"ไม่เป็นไร ทำแผลซักหน่อยแล้วออกเดินทางได้เลย"
เลขาสาวรีบวิ่งไปเอากล่องปฐมพยาบาลและนำมาทำแผลให้บอสของตัวเอง
หากคิดถึงเรื่องอดีตบอสซูที่แสนเย็นชาคนนี้ก็ออกอาการเช่นนี้ทุกครั้ง แม้จะมีโอกาสได้เกิดใหม่ ได้มีชีวิตที่ดีและมายืนในจุดสูงสุดเช่นนี้ได้ แต่นางก็ยังอยากแก้แค้นคนพวกนั้นอยู่ดี
'หึ หากจะส่งไปก็ควรส่งข้ากลับไปในร่างเดิมตอนเยาววัยสิ จะส่งข้ามภพมาเช่นนี้ทำไมกัน!'
แม้จะโกรธแค้นโชคชะตาอยู่บ้าง แต่การที่เธอได้มายังโลกแห่งนี้ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่ เจ้าของร่างนี้เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกส่งไปยังสถานรับเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก
ในตอนแรกเธอทั้งมึนงงและหวาดกลัวแต่ไม่นานเธอก็สามารถปรับตัวได้ เธอศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักจนเป็นที่รู้จักจากการสอบคณิตศาสตร์ระดับประเทศในวัยเพียง12ปี
ซูเหมยถูกอุปการะโดยครอบครัวเศรษฐีที่ไม่สามารถมีลูกได้ พ่อและแม่บุญธรรมของเธอมอบความรักให้มากมายอย่างที่เธอไม่เคยได้รับมาก่อน และเธอก็ได้ขอใช้ชื่อเดิมจากโลกก่อน เพื่อย้ำเตือนตนเองถึงทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น
"17ปีแล้วสินะคะ บริษัทของเราเติบโตจนคนบ้านใหญ่อิจฉาแทบกระอักเลือดเลยละค่ะ"
ซูเหมยมองภาพถ่ายสามีภรรยาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอ ทั้งคู่จากเธอไปในตอนที่เธออายุ 23 น่าเสียดายนักที่เธอได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวที่แสนดีนี้ได้ไม่นาน แต่ความอบอุ่นที่ได้รับในช่วงเวลานั้นเป็นสิ่งที่เธอจะจดจำไปชั่วชีวิต
"บอสซู เสร็จแล้วค่ะ" เลขาสาวพูดขึ้น
"อยู่สองคนเรียกพี่สาวเถอะฮาน่า"
'ฮาน่า' เด็กสาวอีกคนที่ครอบครัวอุปการะไว้ แต่ไม่ได้เชิดชูเป็นลูกสาวแบบซูเหมย ฮาน่าเป็นลูกแม่บ้านต่างชาติที่มาทิ้งไว้ตั้งแต่แบเบาะ
ครอบครัวของซูเหมยได้ส่งเสียฮาน่าเล่าเรียนจนจบมหาลัย และเมื่อพวกเขารับซูเหมยเข้ามา ฮาน่าก็กลายเป็นเพื่อนเล่นให้ซูเหมยมาตลอด
"ฉันกลัวใครจะได้ยินแล้วหาว่าฉันใช้เส้นสายนะสิพี่" ฮาน่าพูดขึ้นด้วยท่าทางน่าเอ็นดู เด็กสาวคนนี้มีความทะเยอทะยานสูง แต่ก็ทำทุกอย่างด้วยตนเอง
ฮาน่าไม่เคยเปิดตัวเองว่าเป็นคนสนิทของเจ้าของบริษัทแห่งนี้ เธอไปเรียนมหาลัยในต่างประเทศและกลับมาเป็นเลขาของพี่สาวคนดีอย่างสง่าผ่าเผย
ซูเหมยมองน้องสาวต่างสายเลือดด้วยร้อยยิ้ม 'ทำไมน้องสาวสายเลือดเดียวกันถึงได้ชั่วร้ายได้ขนาดนั้น แต่น้องสาวที่ควรริษยาเธอคนนี้กลับ…'
"ไปกันเถอะพี่ รีบไป รีบประชุมเราจะได้มีเวลาเที่ยวอีกหน่อย!" ฮาน่าพูดอย่างตื่นเต้น
"เอาสิ รีบเดินทางกันเถอะ"
บนเครื่องบินชั้นบิสเนสคลาส ซูเหมยที่หลับอยู่มีเหงื่อไหลเต็มร่างกาย ฮาน่าที่เห็นแบบนั้นก็พยายามปลุกพี่สาวของเธออย่างร้อนรน
"พี่! พี่ซูเหมยเป็นอะไรเนี่ย!!"
พนักงานบนเครื่องบินรีบวิ่งเข้ามาดูCEOชื่อดังของประเทศแต่ซูเหมยก็ไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้น
ในความฝัน ซูเหมยมองเห็นพ่อแม่ของเธอในโลกนี้กำลังส่งยิ้มให้เธออยู่
"ถึงเวลากลับบ้านแล้วนะลูก" แม่ของเธอพูดขึ้น
"ใช้ชีวิตให้ดีเหมือนที่นี่ล่ะเจ้าตัวแสบ" ร่างของทั้งสองค่อยๆลอยห่างออกไป
"พ่อแม่! จะไปไหนคะ รอเหมยก่อน"
ซูเหมยวิ่งตามพ่อแม่ของเธอแต่เมื่อเข้าใกล้ ทั้งคู่กลับทิ้งห่างเธอไป ซูเหมยวิ่งตามทั้งคู่จนหอบ ร่างที่นอนอยู่บนเครื่องบินก็หอบตามเช่นเดียวกัน
ฮาน่าที่คอยดูอาการพี่สาวของเธออยู่ก็กระวนกระวายใจจนแทบอยู่ไม่ติด ผ่านไปไม่นานร่างของCEOสาวก็ไร้ซึ่งสัญญาณชีวิต
"กรี๊ดดด! ไม่นะ ไม่! พี่เหมย!!" ฮาน่าร้องไห้เหมือนคนไร้สติและเป็นลมล้มไป เมื่อเครื่องบินลงจอดที่ฮ่องกงร่างของซูเหมยก็ถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที
แต่ก็ไม่ทันการ โรงพยาบาลไม่สามารถกอบกู้ชีวิตของหญิงวัย40ที่ไม่มีโรคภัยคนนี้ได้ การตายของซูเหมยแทบจะหาเหตุผลไม่ได้ ทางโรงบาลจึงระบุว่าเป็นการหัวใจวาย
ข่าวทุกช่องรายงานเรื่องการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของCEOสาวผู้นี้ ผู้ที่คอยหวังจะตระครุบบริษัทก็พากันดีใจจนเนื้อเต้น โดยไม่รู้เลยว่าซูเหมยได้เขียนพินัยกรรมยกสมบัติทั้งหมดให้น้องสาวคนเดียวเพราะซูเหมยไม่คิดจะมีครอบครัวอีกแล้ว
หวนคืน
"แค่กๆ !"
"คุณหนูใหญ่ฟื้นแล้ว!" เสียงที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงไม้งามฟื้นขึ้น
หญิงสาวปรายตามองไปรอบตัวอย่างช้าๆ ภาพที่คุ้นชินปรากฎต่อสายตา ซูเหมยยกยิ้มขึ้นอย่างช้าๆ
'เหมือนเทพแห่งโชคชะตาจะตั้งใจลิขิตชะตาของข้าไม่น้อย'
เรือนอันคุ้นชิน บ่าวคนสนิทที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของซูเหมยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
"อิงอิง อย่าเสียงดังมิต้องไปแจ้งข่าวผู้ใด" ซูเหมยพูดขึ้น
"เหตุใดละเจ้าคะคุณหนู หากนายท่านรู้ข่าวคงดีใจมาก" อิงอิงบ่าวผู้ซื่อสัตย์ของซูเหมยพูดขึ้น
"เชื่อข้า พาข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้ามีบางสิ่งที่ต้องทำ"
อิงอิงแม้จะสงสัยแต่ก็ปฎิบัติตามคำสั่งอย่างเชื่อฟัง นายบ่าวสองคนช่วยกันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยเวลาที่ไม่นานนัก ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหนูใหญ่ของจวน แต่ชีวิตกลับน่าเวทนา มีบ่าวรับใช้เพียงหนึ่ง เรือนที่อยู่ก็เก่าอีกทั้งยังตั้งอยู่ท้ายจวน
'ดีเหมือนกัน อยู่ท้ายจวนเช่นนี้จะได้ไม่มีใครมายุ่งย่ามข้า'
เมื่อจัดการตัวเองเสร็จ นางก็สั่งให้บ่าวข้างกายตามพ่อบ้านลู่มาเพื่อจัดการบางสิ่ง ที่เป็นของนาง!
ไม่นานพ่อบ้านลู่ก็มาถึง
"คุณหนูใหญ่" พ่อบ้านลู่พูดขึ้น
สายตาที่น่าเกรงขามและท่าทางที่เปลี่ยนไปของคุณหนูใหญ่ผู้นี้ทำให้พ่อบ้านลู่รู้สึกขนลุกขึ้นมา
"นำกุญแจห้องสมบัติของท่านแม่มาให้ข้า"
"คงมิได้" พ่อบ้านลู่ยิ้มเย้ยหยันให้คุณหนูใหญ่ที่ไร้ค่า ไร้ซึ่งใครเหลียวแลตรงหน้า
ซูเหมยจ้องบุคคลตรงหน้าด้วยสายตาที่เด็กมิควรมีได้ "จวนเสนาบดีคงตกยากกระมัง ถึงได้จ้างบ่าวไพร่ไร้มารยาทเช่นนี้มา หากท่านแม่มิได้สั่งสอนมารยาทให้เจ้า จักให้ข้าสอนแทนหรือไม่!"
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของหญิงตรงหน้าทำให้พ่อบ้านเหงื่อตก เด็กสาวที่โง่งมจะสามารถเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืนเช่นนี้ได้จริงหรือ!
"ไปเอากุญแจ หรือโบย เลือกเอา!"
"บ่าวจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้ขอรับคุณหนูใหญ่"
พ่อบ้านรีบวิ่งออกไป นางรู้ว่ามันไม่ไดัไปเอากุญแจ แต่ไปบอกนายของมันผู้เป็นใหญ่ในจวนตอนนี้เป็นแน่
"ว่ายังไงนะนังเด็กนั่นนะหรอขอกุญแจตู้สมบัติ" ฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีพูดขึ้นด้วยความวิตก
"ใช่ขอรับฮูหยิน นางเปลี่ยนไปมาก สมบัติพวกนั้นเดิมทีเป็นสินเดิมของฮูหยินคนก่อน หากนางต้องการเรียกคืนสมบัติบ่าวเกรงว่า"
"หุบปาก!! นังเด็กนั่นจะไปทำอะไรได้ สมบัติพวกนั้นเป็นของข้า!"
"ท่านแม่ ข้ามิยอมคืนของหรอกนะเจ้าคะ" ซูฟางคุณหนูรองแห่งจวนพูดขึ้น
"หึ อย่าคิดมากไปเลยลูกรัก ของพวกนั้นล้วนเป็นของเราต่อให้มันอยากได้ มันก็ไม่ได้"
พูดจบฮูหยินใหญ่ก็เดินตรงไปยังเรือนท้ายจวนอย่างมั่นใจ โดยไม่รู้เลยว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงแผนการหนึ่งของซูเหมย
ปั้ง!!
"ซูเหมยลูก เหตุใดฟื้นแล้วไม่ยอมให้บ่าวไปบอกแม่เล่า" ฮูหยินใหญ่เข้ามาหาซูเหมยพลางลูบหัวอย่างอ่อนโยน
ใบหน้าเสแสร้งของสองแม่ลูกทำเอาซูเหมยแทบจะอาเจียนออกมา แต่ก็ยอมกัดฟันเล่นตามน้ำไป
"ลูกไม่อยากรบกวนท่านแม่เจ้าค่ะ แค่ดูแลจวนแม่ใหญ่ก็วุ่นวายมากพอแล้ว" ซูเหมยกล่าวอย่างนอบน้อม
ฮูหยินใหญ่และซูฟางที่เห็นว่าคุณหนูใหญ่แห่งจวนนี้ยังดูเชื่อฟังและไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างที่พ่อบ้านว่าก็พอใจจึงทำท่าจะจากไป"งั้นแม่ไม่รบกวนเจ้าแล้วพักผ่อนเถิด"
"เดี๋ยวเจ้าค่ะท่านแม่" ซูเหมยเรียกทั้งสองให้หยุด "ข้าอยากได้กุญแจสมบัติของมารดาข้าเจ้าค่ะ"
ฮูหยินใหญ่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าบิดเบี้ยว "เจ้าจะเอาไปทำอะไร อายุเพียงนี้ ให้แม่ช่วยดูแลเถิดหากถึงเวลาแม่จะให้เจ้าแน่นอน"
"แต่ข้าอยากได้เจ้าค่ะท่านแม่ อันที่จริงข้าควรรับมาตั้งแต่ตอนที่มารดาข้าสิ้นไป แต่ตอนนั้นข้าเอาแต่ทำตัวไร้สาระ วันนี้ข้าจึงอยาก ทวงคืน ของๆข้าเจ้าค่ะ" ซูเหมยเน้นคำว่าทวงคืนให้สองแม่ลูกได้ยินชัดๆ
สีหน้าบิดเบี้ยวของฮูหยินใหญ่ทวีคูณเข้าไปอีก ตอนนี้นางไร้ซึ่งหน้ากากมารดาผู้แสนดีแล้ว
"ข้าบอกให้ทำอะไรก็เชื่อฟังข้า!"
"แต่นั่นมันของข้า ที่ไม่ให้ไม่ใช่ว่าของในคลัง ไม่มีเหลือแล้วหรือเจ้าคะ"
เพี๊ยะ!
เสียงตบที่ดังขึ้นทำให้ซูเหมยยกยิ้มในใจ แผนการของนางสำเร็จ คำพูดที่จี้จุดทำเอาฮูหยินใหญ่แทบอยู่ไม่ติด
"ทำอันใดกัน!!"
"ท..ท่านพี่!"
'มาทันเวลาพอดี' ซูเหมยมองไปยังกลุ่มคนที่เพิ่งมา ด้านหน้าเป็นบิดาแท้ๆของนาง ส่วนกลุ่มคนในชุดชั้นดีด้านหลังก็คือ
"ซูฟางคารวะองค์ชาย" ซูฟางแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมและไม่ลืมทำท่าทางเขินอายตามแบบของนาง
"ไม่ต้องมากพิธี เกิดอะไรขึ้นหรือเหตุใดคุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีจึงไปนั่งอยู่ตรงนั้น" องค์ชายสามเอ่ยถามขึ้นมา
"หม่อมฉันเพียงสั่งสอนบุตรสาวเล็กน้อย องค์ชายโปรดอย่าได้ใส่ใจ" ฮูหยินใหญ่พูดอย่างสั่นเทา
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ หม่อมฉันอยากได้กุญแจคลังสมบัติของมารดา ซึ่งมารดาได้มอบเอาไว้ให้ก่อนสิ้นลม แต่หม่อมฉันคิดน้อยเกินไปอายุเพียงเท่านี้จะอยากครอบครองสมบัติไปทำไม"
สิ้นเสียงของซูเหมย ฮูหยินใหญ่ก็แทบจะอยู่ไม่ติดที่ ส่วนเสนาบดีซูเองก็อับอายกับสิ่งที่องค์ชายต้องมาพบเจอ
"เหตุใดไม่มอบให้นางกันเล่า ข้าเพิ่งรู้ว่าจวนท่านเสนายกทรัพย์ส่วนตัวอดีตฮูหยิน ให้ฮูหยินคนใหม่ด้วย อีกทั้งเรือนโทรมๆ นี้ใช้เรือนบ่าวหรือไม่"
คำพูดขององค์ชายสามทำเอาเสนาบดีซูแทบมุดแผ่นดินหนี เขาเองก็พอรู้เรื่องสมบัติของฮูหยินที่จากไป แต่คิดว่าทั้งหมดอยู่ในการดูแลของบุตรตรีคนโต ส่วนเรื่องเรือนเขาไม่มีเวลาว่างมาสนใจเรื่องในจวนมากนัก จึงฝากฮูหยินดูแล
ได้แต่ข่าวคราวว่าบุตรคนโตของตนต้องการมาอาศัยอยู่ท้ายจวนซึ่งใกล้สวนดอกไม้ ไม่คิดว่าจะเป็นที่ซอมซ่อแห่งนี้"รีบเอากุญแจคลังมาให้ซูเหมย!"
"ท่านพี่ซูเหมยยังเด็กนัก"
"เดี๋ยวนี้!!"
ฮูหยินใหญ่รีบลุกขึ้นกลับจวนตัวเองด้วยความอับอายโดยมีซูฟางโดนลากตามมาด้วย 'เพราะนังเด็กอัปมงคลนั่น! ท่านพี่จึงขึ้นเสียงใส่ข้าต่อหน้าคนอื่น!'
แม้จะหวาดกลัวเพราะตนเองก็นำของออกจากคลังไปมาก แต่ก็ยังกล้าที่จะนำกุญแจมาให้ซูเหมย เพราะคิดว่าอย่างไรซูเหมยก็ไม่อาจะรู้ได้ว่าในคลังนั้นมีสิ่งใดบ้าง
แต่สิ่งที่ฮูหยินใหญ่คิด มันผิดมหันต์!
งิ้วฉากหนึ่ง
"ส่วนเจ้าก็ลุกขึ้นเสีย แต่งตัวให้เรียบร้อยและตามข้ามาที่เรือนใหญ่" เสนาบดีซูพูดขึ้น
ซูเหมยก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวคำพูดที่เหมือนจะซ้ำเติมเสนาบดีซูให้อับอายเข้าไปอีก
"ชุดนี้ดีที่สุดของข้าแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ น้องซูฟางบอกข้าว่าชุดนี้งามที่สุดในบรรดาชุดที่นางมี นางจึงอยากให้ข้าได้สวมใส่"
คำพูดของคุณหนูใหญ่ของจวนเสนาบดีทำเอากลุ่มคนที่ตามมาทีหลังต้องพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้
"นี่มันอะไรกันท่านเสนาบดี แม้นางจะเป็นลูกอดีตฮูหยินท่านก็ควรเลี้ยงนางให้ดีกว่านี้"
ซูเหมยที่เห็นผู้มาเยือนใหม่ก็ทำท่าจะคารวะแต่ก็โดนห้ามไว้ "ไม่จำเป็นหรอกคุณหนูใหญ่ ข้าเป็นเพียงแค่คนชราเท่านั้น"
ชายชราพูดเหมือนตนเองไม่ได้มีความสำคัญมากนัก แต่ซูเหมยจำได้ดี เมื่อชาติก่อนนางเคยพบเขา อดีตราชครูซึ่งฮ่องเต้ยังให้ความเกรงใจหลายส่วน
ราชครูผู้นี้เฉลียวฉลาดเกินคน อดีตท่านเคยเป็นผู้กุมกระดานสงคราม พาแคว้นนี้ชนะสงครามทุกครั้ง เมื่อแก่ตัวก็ละทิ้งความวุ่นวาย ก้าวเข้าสู่ราชวังคอยสั่งสอนเหล่าองค์ชาย รวมถึงฮ่องเต้คนปัจจุบัน
แต่สังขารที่เริ่มร่วงโรยท่านก็เลือกที่จะลาราชวังอันแสนงดงาม ไปอยู่ในจวนร่มรื่นที่มีเพียงตัวเขาและบ่าวไพร่
เมื่อกลุ่มคนทั้งหมดได้จากไป ซูเหมยได้ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจที่แผนการนางเป็นไปได้ด้วยดี อันที่จริงในชาติก่อนนางถูกฮูหยินใหญ่ขังไว้ในจวน และให้ซูฟางออกหน้ามาต้อนรับองค์ชายสาม โดยอ้างว่าคุณหนูใหญ่อย่างนางนั้นยังไม่ตื่นนอน เมื่อทำองค์ชายสามกลับไป ซูฟางก็รีบมาปลดกุญแจเรือนของนางและแสร้งว่าตนเองก็โดนขังเช่นกัน
ซูเหมยในตอนนั้นเชื่อใจสองแม่ลูกนี้มาก จึงไม่ได้คิดจะหาความจริง อีกทั้งนางยังห่างเหินจากบิดาเจอกันแทบนับครั้งได้ นางจึงไม่รู้ว่าซูฟางน้องสาวสุดที่รัก กล่าวถึงนางเช่นไร นางทำได้เพียงสงสัยว่าทำไมวันออกงานนางจึงเป็นที่นินทาของผู้คน
ไม่นานซูเหมยก็มาถึงเรือนใหญ่ โดยมีคนอื่นๆรออยู่แล้ว
"อย่ารอช้า เอากุญแจมาให้นาง" เสนาบดีซูสั่งฮูหยินของตน
ฮูหยินใหญ่รีบนำกุญแจมาให้ซูเหมย ร่างงามยกยิ้มในใจแต่ก็เก็บเอาไว้ก่อน เพราะของจริงมันหลังจากนี้!
องค์ชายสามมองเห็นสมุดบางอย่างที่ซูเหมยนำมาด้วยก็หัวเราะออกมาเบาๆแล้วพูดขึ้น "ว่ากันว่าอดีตฮูหยินร่ำรวยมาก สมบัตินางบ้างก็มาจากต่างแคว้นข้าอยากเห็นซักครั้ง"
ซูเหมยมองหน้าองค์ชายสามอย่างไม่เข้าใจ แต่ตัวองค์ชายสามนั้นเขาเพียงแต่อยากดูงิ้วซักฉาก และอยากรู้ว่างิ้วในจวนนี้จะเทียบกับงิ้วในวังได้หรือไม่
"เชิญทางนี้ขอรับองค์ชายสาม"
ฮูหยินใหญ่ที่พยายามจะขัดขวางก็ไม่ทันการ เสนาบดีซูนำทางองค์ชายไปยังที่เก็บสมบัติของอดีตฮูหยิน ซูเหมยยกยิ้มให้ฮูหยินใหญ่เป็นการยั่วโมโหและเดินตามบิดาของตนไป
ห้องสมบัตินั้นอยู่ในเรือนของมารดานาง เรือนที่งดงามซึ่งบ่งบอกว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีทำให้ซูเหมยพอใจไม่น้อย ดูเหมือนบิดาของนางผู้นี้ยังคงมีหัวใจอยู่บ้าง
เสนาบดีซูเดินนำทุกคนไปยังประตูบานใหญ่ซึ่งถูกปิดไว้แน่นหนา
"เปิดสิซูเหมย"
ซูเหมยเดินเข้าไปเปิดประตูห้อง แสงที่สาดส่องเข้าไปในห้องทำเอาบ่าวไพร่ที่ตามมามองด้วยความตะลึง ทุกคนรู้ว่าอดีตฮูหยินใหญ่ร่ำรวยมาก แต่ไม่คิดว่าจะร่ำรวยเพียงนี้
ฮูหยินใหญ่และซูฟางถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เสนาบดีซูไม่เอะใจถึงสมบัติบางชิ้นที่หายไป และดูเหมือนเขาจะจำไม่ได้ว่าในห้องนี้มีสิ่งใดบ้าง
ต่างจากซูเหมย นางหยิบสมุดเล่มหนึ่งยื่นให้อิงอิงบ่าวคนสนิท
"เจ้าจงไปตรวจให้ดี ว่าสมบัติทุกชิ้นอยู่ครบหรือไม่"
"สมุดนั่นคือสิ่งใดรึ" องค์ชายสามเอ่ยถาม
"รายการสมบัติทั้งหมดของท่านแม่เจ้าค่ะ ท่านแม่เป็นผู้ลงบันทึงเองทุกชิ้น" คำพูดของซูเหมยทำเอาสองแม่ลูกที่มั่นอกมั่นใจเมื่อครู่เก็บอาการไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
"ตรวจอันใดกัน! เจ้าคิดว่ามีในจวนมีขโมยรึ!" กิริยาของฮูหยินใหญ่ตอนนี้ทำให้เสนาบดีมองไปยังหญิงที่รักด้วยสายตาตำหนิ
"ข..ข้ามิได้จะห้าม แต่จะมีอะไรหายไปเล่าเรือนแห่งนี้ได้รับการดูแลอย่างดีมาเสมอ"
"ข้าก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะท่านแม่ แต่ลูกเพียงต้องการตรวจสอบให้แน่ใจ หากมีผู้ใดลักลอบขายสมบัติของท่านแม่เราจะได้ตามจับ และขับไล่ไปไม่เลี้ยงไว้ให้เสียข้าวสุก"
"เจ้าจะตามอย่างไรเล่าหากมีคนทำเช่นนั้นจริง แม่ว่าอย่าตรวจสอบให้เสียเวลาเลยซูเหมย แค่นี้ก็มากมายนัก"
ซูเหมยที่ได้ยินแบบนั้นก็หันมายิ้มอย่างไร้เดียงสา "สมบัติทุกชิ้นในห้องนี้ ท่านแม่ล้วนนำมาจากตระกูลหยาง สมบัติทุกชิ้นของตระกูลหยางล้วนแต่มีการตรีตราอย่างลับๆ หากไม่มองให้ดีย่อมหาไม่พบ แต่หากเป็นคนตระกูลหยาง จะสามมารถพบได้แน่ เช่น…"
ซูเหมยหยิบปิ่นทองที่ตั้งอยู่ใกล้ๆขึ้นมา นางหงายปิ่นออกและเมื่อมันสะท้อนกับแสงแดด คำว่าหยางจินเยว่ก็ปรากฎขึ้น
"หยางจินเยว่รึ" เสนาบดีซูพูดขึ้น
"ใช่เจ้าค่ะ ท่านแม่เคยบอกข้าว่าสินเดิมของท่านล้วนถูกตรีตราเป็นนามเดิมก่อนที่จะย้ายเข้าจวนท่านพ่อ หากมีสิ่งใดหายไปต้องตามหาคนขายพบแน่ เพราะเส้นสายการค้าของตระกูลหยางมีมากมายนัก"
ฮูหยินใหญ่ตอนนี้แทบจะเป็นลม นางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ไหนจะสมุดรายการสมบัติที่นังเด็กที่ไม่เคยบอกนางเลยซักครั้ง
ยังไม่ทันได้หายใจ เสียงของอิงอิงบ่าวรับใช้ของซูเหมยก็ดังขึ้น
"คุณหนู หยกหายไปเจ้าค่ะ"
"หยกอันใดรึอิงอิง"
"ในนี้เขียนว่าหยกมันแพะที่ฮองเฮามอบให้เป็นของขวัญแต่งงานเจ้าค่ะ!"
หยกมันแพะ ซูฟางจำได้ว่านางเคยหยิบมาจากคลังสมบัตินี้เพราะเห็นว่าสวยดี และยังเคยใส่ไปโอ้อวดเหล่าบุตรตรีฮูหยินด้วยกัน แต่นางไม่คิดว่าของชิ้นนั้นจะมีความเป็นมาสูงส่งเช่นนี้!
ฮูหยินใหญ่ปรายตามองไปยังข้อมือของบุตรสาวและรีบจ้องหน้าบุตรสาวของตนด้วยความโมโห ส่วนซูฟางที่เห็นแบบนั้นก็จ้องไปยังข้อมือตนเองด้วยเช่นกัน
!!!!
"นี่มัน ของในคลังใช่หรือไม่" องค์ชายสามมองไปยังข้อมือของซูฟาง
"อ. .เอ่อไม่ใช่เจ้าค่ะนี่มัน…" ซูฟางตอนนี้หัวของนางขาวโพลนไปหมด ได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังมารดา
ฮูหยินใหญ่ที่เห็นว่าอยากไรคงโกหกว่าไม่ได้ยุ่งกับของพวกนี้ไม่ได้ จึงคิดคำโกหกใหม่ขึ้นมา "ข้ากับซูฟางได้เข้ามาช่วยดูแลคลังนี้บ่อยๆ เวลาที่บ่าวมาทำความสะอาดเพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้บ่าวมาขโมย
และข้าเห็นว่าหยกนี้เข้ากับซูฟางได้ดีนัก จึงอยากยืมให้นางใส่สำหรับงานเลี้ยงน้ำชาที่จะมาถึงเจ้าค่ะ แม่ขอโทษที่ไม่ได้บอกนะซูเหมย"
เสนาบดีซูที่ได้ยินแบบนั้นก็พูดเสริม "ครอบครัวเดียวกันแค่หยิบยืมของกันไม่ควรคิดเล็กคิดน้อย"
ซูเหมยยอมให้กับบิดาแท้ของตนจริงๆ บางครั้งนางก็สงสัยว่าฮูหยินใหญ่ใช้ยาอะไร บิดาของนางจึงได้หลงใหลจนพูดอะไรหน้าด้านๆออกมาได้อย่างง่ายดาย
"หากเจ้าชอบก็นำไปเถอะน้องรัก" เรื่องราวเหมือนจะจบลงด้วยดีแต่ซูเหมยไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่ ผู้สูงศักดิ์สองคนวันนี้มาอยู่ด้วยกัน เป็นตายอย่างไรนางก็จะแหกหน้าครอบครัวจอมปลอมนี้ให้ได้
"แล้วเงิน1,000ตำลึงทองในกล่อง ปิ่นมุก ปิ่นทอง ปิ่นหยก ผ้าไหมจากต่างแคว้น10พับ รูปวาดพระโพธิสัตว์จากท่านพู่กันสวรรค์ นี่ล่ะเจ้าคะ" aรายการของสูญหายทำให้ฮูหยินใหญ่ที่กำลังจะลุกขึ้นทรงตัวได้ถึงกับทรุดตัวลงไป ส่วนเสนาบดีก็มีสีหน้าดำทะมึนเช่นเดียวกัน
"ขออภัยองค์ชายและอดีตราชครูกระหม่อมขายหน้าให้ท่านเสียแล้ว วันนี้ข้าคงต้องจัดการเรื่องราวในจวนเสียก่อน" เสนาบดีซูพยายามพูดให้องค์ชายสามและอดีตราชครู กลับไปเสียก่อน
แต่มาถึงขั้นนี้แล้วมีหรือที่องค์ชายสามจะยอมกลับ "ข้าอยากเห็นว่าเจ้าจะจัดการเรื่องราวอย่างไร"
หากองค์ชายสามกล่าวเช่นนั้นราชครูก็จะอยู่ต่อเช่นกัน เสนาบดีซูในตอนแรกที่จะกล่าวโทษซูเหมยเรื่องทำตนขายหน้าตอนนี้ก็คงทำไม่ได้ จึงพยายามคิดหาวิธีเอาตัวรอดให้สองแม่ลูกในตอนนี้
"เช่นนั้นข้าจะชดใช้ให้"
"แค่รูปวาดจากพู่กันสวรรค์ที่แสนลึกลับก็มากกว่า 5,000ตำลึงทองแล้ว ท่านจะไหวรึท่านเสนาบดี" อดีตราชครูที่รู้จักผลงานจากพู่กันสวรรค์จิตรกรลึกลับที่สร้างผลงานราคาสูงไว้มากมาย และเมื่อจิตรกรผู้นี้ตายจากไป มูลค่าของผลงานที่เขาสร้างขึ้นก็ยิ่งทวีคูณ
'จะทำอย่างไรดี!' ครานี้เป็นซูฟางแทนที่จ้องไปยังใบหน้าของมารดา เพราะนางจำได้ดี รูปวาดนั้นมันแขวนอยู่ในห้องนอนของมารดานาง!