เกิดใหม่เป็นตัวประกอบของตัวร้ายยุค 70
ข้อมูลเบื้องต้น
หนิงอวี่ หญิงสาวอายุ 27 ปี ที่ใช้ชีวิตคนเดียวทำอะไรคนเดียว พ่อแม่ตายตั้งแต่เธออายุ 19 ปี ด้วยอุบัติเหตุที่เธอไม่อยากให้เกิดขึ้น
ปี้นนนนนนนน เอี๊ยดดดด ปัง!!!
เสียงวุ่นวายดังขึ้น รถยนต์ขับมาด้วยความเร็วเสียหลักชนเสาไฟฟ้า ทำให้เสาไฟฟ้าต้นนั้นล้มทับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินอยู่ข้างถนนพอดี
“เธอไม่หายใจแล้ว”
เรื่องราวน่าสนใจกำลังจะเกิดขึ้นเมื่อ ตัวประกอบ ที่สนใจตัวร้าย ต่อสู้ปกป้องคุณตัวร้ายจากนางเอกผู้มากรัก
คุณตัวร้ายที่เย็นชากับคนทั้งโลกแต่ อ่อนโยนกับเธอคนเดียว จนตัวประกอบอย่างเธอใจเหลวเป็นน้ำค้างยามเช้า
ตัวประกอบที่มาพร้อมกับมิติ และยังแถม วาจาศักดิ์สิทธิ์มาด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่ามันศักดิ์สิทธิ์จริงๆหรือเปล่า
"นายคิดจะจีบเสี่ยวอวี่งั้นหรอ บอกไว้เลยว่าอย่าหวังสูงนักเลย เสี่ยวอวี่ยังเด็กไม่ได้คิดเรื่องไร้สาระแบบนายหรอก"
“ก็ไม่แน่หรอกนะ เรื่องนี้ให้หนิงอวี่เป็นคนตัดสินใจดีกว่า”
ทะลุมิติ
เวลาช่วงเย็น ท้องฟ้าเริ่มอับแสง ผู้คนเดินสวนกันไปมาวุ่นวายไปหมด
หนิงอวี่ หญิงสาวอายุ 27 ปี ที่ใช้ชีวิตคนเดียวทำอะไรคนเดียว พ่อแม่ตายตั้งแต่เธออายุ 19 ปี ด้วยอุบัติเหตุที่เธอไม่อยากให้เกิดขึ้น
เธอทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา เงินเดือนก็เดือนชนเดือนไม่เหลือเก็บแค่กินก็ยังลำบาก
หนิงอวี่เคยมีแฟนคนหนึ่งช่วงมัธยม แต่เขาก็นอกใจเธอไปเอากับเพื่อนสนิทของเธอเอง ความเจ็บปวดตอนนั้นมันทำให้หนิงอวี่เริ่มเข้าสู่วงการซีรีส์ และนิยาย จนความคิดของเธอเริ่มเปลี่ยน เธอคิดว่าไม่มีแฟนก็ดีเหมือนกัน
แค่เธอได้ดูซีรีส์ผู้ชายหล่อๆ อ่านนิยายแล้วเก็บไปจินตนาการ อยู่ในโลกแห่งจินตนาการของตัวเอง ผู้ชายที่หล่อและแสนดีมันคงมีแต่ในนิยายเท่านั้น
ตอนนี้หลิงอวี่กำลังเดินอยู่ข้างถนนกำลังจะกลับห้องหลังเลิกงาน เธอเดินไปตามริมฟุตบาท ในมือมีลูกชิ้นที่แวะซื้ออยู่หน้าเซเว่นสามไม้ไว้กินระหว่างทาง
เวลาตอนนี้ก็เกือบ 1 ทุ่ม วันนี้เธอเลิกงานดึกอีกแล้ว เพราะด้วยต้องการหาเงินมาเปย์นิยาย นักเขียนที่ตัวเองชื่นชอบ เธอจึงต้องขยันทำงาน
ปี้นนนนนนนน เอี๊ยดดดด ปัง!!!
เสียงวุ่นวายดังขึ้น รถยนต์ขับมาด้วยความเร็วเสียหลักชนเสาไฟฟ้า ทำให้เสาไฟฟ้าต้นนั้นล้มทับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินอยู่ข้างถนนพอดี
และใช่ หญิงสาวคนนั้นก็คือหนิงอวี่ เธอไม่คิดว่าตัวเองจะโชคร้ายขนาดนี้มาก่อน เพราะเธอก็ชอบเข้าวัดทำบุญบ่อยๆ แล้วทำไมเธอถึงต้องมาเจ็บปวดทรมานขนาดนี้
อึก! ฮื้อ!
หนิงอวี่ กระอักเลือด เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือ เพราะเธอยังไม่อยากตาย น้องลี่ยังรอเธอกลับไปอ่านอยู่นะ
แต่เธอก็ไม่อาจทนต่อความเจ็บปวดได้ หนิงอวี่เสียชีวิตไปด้วยความเจ็บที่เกินจะทนไหว
เสียงของคนรอบข้างที่กำลังพยายามช่วยหนิงอวี่ ทุกคนต่างสงสารเธอ รถที่เสียหลักขับชนเสาไฟฟ้าเป็นรถของคนเมาที่กลับมาจากสังสรรค์ และยังเป็นเด็กหนุ่มที่อายุยังไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำ
“เธอไม่หายใจแล้ว”
…….
อื้อ!!
หนิงอวี่ กะพริบตาถี่เพื่อไล่ความพร่ามัว เธอตายไปแล้วไม่ใช่หรอ หรือเธอยังไม่ตายนรกไม่ต้อนรับรึเปล่า
แต่ที่นี่มันคือที่ไหนกัน ทำไมมันถึงดู เอ่อ เก่ามาก หยากไย่ตามมุมห้อง ผนังที่เป็นดินมีบางแห่งหลุดลอกด้วย แล้วยังมีเตียงที่เธอนอนอยู่อีกทำไมมันเป็นแบบนี้ล่ะ
ห้องนี้ไม่กว้างมากมีแค่เตียงหนึ่งที่น่าจะนอนได้สักสองคน กับตู้เสื้อผ้าที่ฝาตู้พังข้างหนึ่ง ห้องไม่มีหน้าต่าง ประตูไม้เก่าๆ สามารถมองออกไปข้างนอกได้ทั้งที่ปิดประตู เพราะมันมีช่องว่างตรงที่ประตูพัง
ผ้านวมเก่าขาดและบางมาก เธออยากจะเอาไปซักเดี๋ยวนี้เลยจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าซักแล้วมันจะละลายหายไปกับน้ำหรือเปล่า
โอ๊ยยยย!! ซีด!!!
หนิงอวี่ยกมือกุมขมับ ความเจ็บปวดที่ทำให้เธอถึงกับร้องออกมาเสียงดัง พร้อมกับความทรงจำของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังหลั่งไหลเข้ามาในสมองของเธอ หนิงอวี่นอนทุรนทุรายอยู่บนเตียงเตา เวลากว่าห้านาทีความเจ็บปวดถึงหายไป
ตอนนี้เธอกำลังสับสนกับความทรงจำที่อยู่ในหัวของเธอ ตกลงว่ามันคือเรื่องจริงใช่ไหม เธอทะลุมิติมาจริงๆ งั้นหรอ เธอเข้าสิงร่างของคนอื่นเนี่ยนะ
เจ้าของร่างคนนี้ชื่อจูหนิงอวี่ อายุ 12 ขวบ เป็นชื่อเดียวกับเธอเลย มีพี่สาวชื่อหนิงอ้าย อายุ 13 ขวบ และน้องชายหนิงอัน อายุ 8 ขวบ พ่อชื่อจูหนิงจิน แม่ชื่อเกาเลี่ยงรุ่ย พ่อของหนิงอวี่ รักน้องชาย แม่ก็รักพี่สาว เจ้าของร่างเป็นลูกคนกลางที่พ่อแม่ไม่ใส่ใจ
พ่อของหนิงอวี่เป็นลูกชายคนกลาง มีพี่ชายชื่อฮุ่ยหมิงที่คุณย่ารักมาก ฮุ่ยหมิงแต่งงานกับถังจิวซิน มีลูกชายสองคน คือลู่หลิง 14 ปีกับลู่เซียน 16 ปี และพ่อก็มีน้องชายชื่อ เฟยเทียน เฟยเทียนแต่งงานกับจงลี่อินมีลูกชายหนึ่งคน ชื่อจิ้นเค่อ 8 ขวบ
คุณปู่ชื่อ เฟยหมิง คุณย่าชื่อ ฮุ่ยน่า ทั้งสองคนมีลูกชายสามคน ความวุ่นวายของครอบครัวที่เธอก็ไม่ค่อยเข้าใจ
พ่อของเจ้าของร่างไม่ค่อยได้รับความรักเท่าพี่ชายน้องชาย แต่ก็ไม่ถึงขั้นเกลียดชังแค่ลุงกับอามักจะได้อะไรที่ดีกว่าเล็กน้อยเท่านั้น แล้วพอเขามีลูกก็เลือกสนใจแค่ลูกชาย ลูกสาวอย่างหนิงอวี่กับหนิงอ้ายกลับถูกละเลย
แต่หนิงอ้ายยังดีที่มีแม่มอบความรักให้ หนิงอวี่กลับโดดเดี่ยว เกิดมาท่ามกลางพ่อแม่ที่ไม่สนใจตอนที่เธอจากไปจึงมีความเจ็บปวดอยู่เต็มอก
จากความทรงจำ เจ้าของร่างตายจากความหิวโหย หลังจากเธอทำงานกลางแดดร้อนจัดของช่วงเวลากลางวัน แต่ข้าวที่ตกถึงท้องกลับมีแต่น้ำข้าวใสๆ เท่านั้น ทำให้เจ้าของร่างเป็นลมแล้วครอบครัวของเธอพากลับมานอนพักที่บ้าน
ระหว่างที่ทุกคนกลับไปทำงานต่อ เจ้าของร่างก็เสียชีวิตไปอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่มีใครรับรู้
เฮ้อ! หนิงอวี่นึกถึงช่วงเวลาที่เธอกำลังอยู่แล้วก็คิดหนัก ตอนนี้เธออยู่ในประเทศจีนยุค 1975 เป็นยุคที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนผ่านผู้นำคนใหม่ ปีหน้าก็จะเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลง ผู้นำคนปัจจุบันและพรรคพวกจะถูกยึดอำนาจ และจะมีการเปิดให้ประชาชนทำการค้าได้ ข้อห้ามต่างๆ จะลดลง
หนิงอวี่พยายามทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับประเทศจีน ที่เธอรู้ก็เพราะเธออ่านมาจากนิยายหลายๆ เรื่อง ยิ่งนิยายแปลจีนความรู้เกี่ยวกับประเทศจีนยิ่งแน่น
หนิงอวี่พักเรื่องวุ่นวายนั้นไปก่อน ตอนนี้เธอต้องหาข้าวกินเพราะหิวมาก ครอบครัวจู เป็นครอบครัวที่ไม่ถือว่าจนที่สุด แต่ก็ไม่ได้มีกินจนอิ่มทุกคน เธอเป็นแค่เด็กก็ได้กินน้อยนิด
แต่คิดแล้วเธอยังถือว่าดีกว่าบางคน เพราะยังมีครอบครัวที่ลำบากกว่าเธอ บางครอบครัวลำบากถึงขนาดต้องไปเก็บเปลือกไม้มากิน หรือเก็บรากต้นข้าวสาลีที่แห้งตายในทุ่งนามากิน บางคนถึงขนาดเป็นโรคหน้าบวมตัวบวมก็มีให้เห็นเยอะแยะ
ดีที่หลายปีมานี้ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ลำบากเหมือนปีก่อน ยังพอเก็บผักเก็บหญ้ามากินได้อยู่
หนิงอวี่ลุกขึ้นจากเตียงเตา เธอเดินออกจากห้องไป ก็เห็นเป็นบ้านดินที่แยกเป็นหลังๆ ไม่ได้ห่างกันมาก
จากความทรงจำ จะรู้ว่าครอบครัวจูอยู่กันคนละหลังติดๆกัน ห้องน้ำมีให้เห็นอยู่หลังบ้านไกลออกไปเล็กน้อย ห้องครัวขนาดไม่ใหญ่มาก และรั้วไม้เก่าๆ ที่ล้อมรอบบ้านไว้ ดูแล้วแค่แตะก็น่าจะล้มโครมลงไปเลย
เธอเห็นสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองต่อไปนี้แล้วก็อยากจะร้องไห้ ทำไมมันลำบากขนาดนี้ เธอคงไม่ต้องตายอีกรอบหรอกนะ
หนิงอวี่มองร่างเด็กสิบสองขวบของตัวเองแล้วน้ำตาซึม ทั้งตัวเล็กทั้งผอมแห้ง ผิวกระดำกระด่าง ดูแล้วน่าสงสารมากจริงๆ
จ๊อก….
ท้องของหนิงอวี่ร้องเตือนเสียงดัง มันประท้วงให้เธอไปหาข้าวกินโดยเร็ว ก่อนที่จะเป็นลมตายไปอีกรอบ
หนิงอวี่เดินเข้าไปในครัวเธอมองหาของที่ตัวเองพอจะเอามาทำกินได้ แต่มองแล้วก็มีสีหน้าสิ้นหวัง เพราะมันไม่มีอะไรเลยน่ะสิ มีแป้งเล็กน้อยที่เหลืออยู่ก้นไห ผักดองที่เหลือแค่พอกินอีกไม่กี่วัน ถ้าเธอมีมิติเก็บของเหมือนคนอื่นก็คงจะดี
โอ๊ะ!!
**********
<ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยจ้า>
เรื่อง แม่ลูกสองคนนี้เลิกร้ายกาจนานแล้ว [1988]
รับรองความสนุกจ้า
จิ้ม…..
https://writer.dek-d.com/arphaphorn15/writer/view.php?id=2531169
มิติ
โอ๊ะ!!!
หนิงอวี่ร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะตอนนี้รอบตัวของเธอมันแปลกตา ไม่ใช่ห้องครัวที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่นี่นา
นี่มันห้องของเธอในชีวิตก่อนไม่ใช่เหรอ หนิงอวี่เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วพบว่ามันยังมีของกินอาหารสดอยู่เต็มตู้เหมือนเดิม ดีล่ะ หิวอยู่พอดีเลย
หนิงอวี่หยิบเอาซาลาเปาไปอุ่นในไมโครเวฟแล้วมานั่งกินคู่กับนมกล่องที่ตัวเองซื้อมาตุนไว้อย่างหิวโหย
เธอเป็นคนที่ชอบซื้อของสดมาทำกินเองมาก เพราะมันประหยัดเงินไปได้เยอะเลย ถึงจะไม่ใช่คนที่ทำอร่อยมากแต่ก็กินได้ไม่ท้องเสีย
ว่าแต่ ตอนนี้เธอกลับมาที่ห้องได้ยังไงกัน หนิงอวี่สงสัยเธอจึงเดินไปที่กระจกในห้องน้ำ ภาพที่ปรากฏคือเด็กสิบสองขวบผอมกะหร่อง
นี่มันไม่ใช่ตัวเธอ แสดงว่าเธอยังคงเป็นเด็กน้อยคนนั้นอยู่ อย่าบอกนะว่าเธอได้มิติเป็นห้องของตัวเองติดตัวไปด้วย
หนิงอวี่ลองนึกในใจว่าอยากออกจากมิติ แค่พริบตาเดียวเธอก็กลับมาอยู่ในครัวที่ตัวเองยืนอยู่ก่อนหน้านั้น
หนิงอวี่ตกใจมาก เธอรีบวิ่งเข้าไปในห้องแล้วล็อคประตูอย่างดี จากนั้นก็เข้าไปในมิติอีกครั้ง พอเข้ามาในมิติ เธอก็เดินไปที่ตู้เย็น พบว่าซาลาเปาที่เธอกินไปมันกลับยังอยู่ครบไม่หายไปสักลูกเดียว แล้วนมที่เธอแกะไปหนึ่งกล่องก็ยังอยู่เหมือนกัน
มันอัศจรรย์เกินไปแล้ว แบบนี้เธอก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารแล้วสิ แต่ว่าของทุกอย่างในห้องเธอสามารถเอาออกไปเท่าไหร่ก็ได้งั้นเหรอ หรือว่ามันมีข้อจำกัดอะไรซ่อนอยู่
ทันใดนั้นเอง ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดของมิติก็เข้ามาในหัวเธอ ปรากฏว่ามันมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่จริงๆ
อาหารทุกอย่างมันจะกลับมาเท่าเดิมเมื่อเธอออกจากมิติ เช่นเธอกินซาลาเปากับนมไป เธอออกจากมิติแล้วเข้ามาใหม่มันจะเท่าเดิม
แต่พวกของใช้ พวกผ้าห่มหมอน มันจะกลับมาเท่าเดิมก็ต่อเมื่อครบยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่านั้น เธอคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
กับยุคที่ขาดแคลนอาหาร เธอกลับมีอาหารไม่ต้องกลัวอดอยากเลย หนิงอวี่อุ่นใจขึ้นมาทันทีที่เธอรับรู้ว่าตัวเองไม่ต้องทนกินน้ำข้าวไปตลอด
แล้วยังเป็นที่หลบภัยได้ด้วยดีสุดๆ ไปเลย
หลังจากที่เธอสบายใจแล้วก็เดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำอย่างสบายอารมณ์ ขัดผิวด้วยครีมตัวดัง สระผมหอมๆ แปรงฟันที่เหลืองน่าเกลียด ทำความสะอาดร่างกายทุกซอกทุกมุม จากนั้นก็ไปล้มตัวลงนอนบนเตียงแสนรักแล้วหลับไป
หนิงอวี่ตื่นขึ้นมาหลังจากหลับไปเกือบสองชั่วโมง เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียงพร้อมกับมองซ้ายขวาเพื่อหาโทรศัพท์ แต่ว่าไม่มี สงสัยมันจะแตกละเอียดตั้งแต่เธอโดนเสาไฟทับแล้วแน่ๆ
เด็กสาวเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เปิดลิ้นชักแล้วหยิบนาฬิการาคาหกสิบหยวนมาดูเวลา เธอมีนาฬิกาอยู่สี่ห้าเรือน ถึงมันจะไม่ใช่แบรนด์ดังอะไร แต่เธอคิดว่ามันน่าจะเอาไปขายได้เงินหลายร้อยหยวนแน่
แค่คิดก็รวยแล้ว หนิงอวี่เดินไปหยิบแอปเปิลในตู้เย็นออกมาหนึ่งลูก เธอซื้อมาแค่สี่ลูก เพราะกลัวว่ามันจะกินไม่ทัน แล้วก็ยังมีกล้วยอีกหนึ่งหวี ที่วางอยู่บนตู้เย็น ผลไม้เธอซื้อแค่สองอย่าง
แต่ในตู้เย็นของเธอกลับเต็มจนล้นตู้ ทั้งเนื้อหมู กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้นหมู ไข่ไก่ ซาลาเปา นมกล่อง เนื้อแดดเดียว หมูยอ ผักสดอีกเต็มตู้
เธอมีน้ำอีกสองแพ็กใหญ่ แล้วยังมีก๋วยเตี๋ยวพวง มาม่า ปลากระป๋อง เส้นไว้ทำก๋วยเตี๋ยว แป้งทอดกรอบ เครื่องปรุง แล้วก็ข้าวสวยสองถุงไม่ใหญ่มาก
ในห้องเธอมีหลายอย่างที่คิดว่าถ้าเอาไปขายในยุค 70 มันต้องเป็นที่ต้องการมากแน่ หนทางรวยของเธอนั้นมีเยอะจริงๆ
ว่าแต่ตอนนี้ก็น่าจะใกล้ถึงเวลาที่ทุกคนกลับมาจากแปลงนาแล้ว เธอควรออกไปสักที หนิงอวี่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดิม แล้วออกจากมิติ
ครอบครัวจูทุกคนต่างไปทำงานแลกแต้มค่าแรง เด็กผู้ชายในครอบครัวได้ไปเรียนหนังสือ ซึ่งถือว่าสิ้นเปลืองมาก นี่อาจเป็นสาเหตุที่ครอบครัวจูต้องประหยัด เพราะค่าเทอมแพงมาก แล้วหลานชายที่ได้ไปเรียนมีถึงสี่คน ส่วนเด็กผู้หญิงต้องไปเก็บผักแลกคะแนนงาน
ในยุคนี้ผู้หญิงน้อยมากที่จะได้ไปเรียน ถึงจะเป็นลูกรัก แต่ก็ยังไม่สามารถไปเรียนได้
หนิงอวี่เข้าครัวไปทำข้าวต้มไว้รอทุกคน ที่ต้องทำเป็นข้าวต้มเพราะจะได้ไม่สิ้นเปลืองข้าวมาก ข้าวไม่ได้เรียงเม็ดสวยเหมือนยุคปัจจุบัน แต่เป็นข้าวที่มันหักเรียกว่าข้าวชั้นเลว ข้าวชั้นดีจะนำไปขาย ครอบครัวชาวนาจะไม่ยอมกินข้าวชั้นดีเด็ดขาด พวกเขาเอาข้าวชั้นดีไปขายแล้วซื้อข้าวราคาถูกมากินแทน
หนิงอวี่ก่อไฟด้วยความคล่องแคล่ว จากความทรงจำเธอก็รู้ว่าเจ้าของร่างเคยทำมาหลายครั้งแล้ว เธอจึงซึมซับและเรียนรู้ได้เร็ว
หลังจากที่หนิงอวี่ทำข้าวต้มเสร็จ เธอก็ถือถังน้ำเพื่อไปตักน้ำที่ลำธาร ตอนนี้หมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า และน้ำประปาเหมือนในเมือง ทำให้ทุกครอบครัวต้องไปตักน้ำที่ลำธารมาใช้
แต่ถ้าครอบครัวไหนร่ำรวยหน่อยก็จะขุดบ่อบาดาลไว้ใช้เอง ในหมู่บ้านเองก็มีอยู่หนึ่งบ่อ แต่น้ำจะไม่ค่อยมีเพราะชาวบ้านไปตักมาใช้หลายครอบครัว ทำให้น้ำในบ่อแห้งขอด ต้องไปตักที่ลำธารแทน
ส่วนน้ำดื่มก็แค่เอาน้ำไปต้มแล้วเอาใส่โอ่งดินเผา น้ำในโอ่งดินเผาจะมีความเย็นเล็กน้อย
หนิงอวี่ มองน้ำในถังแล้วหันกลับมามองตัวเอง เธอคงเอาไปไม่ไหว เธอลืมได้ยังไงว่าตอนนี้ตนเองเป็นแค่เด็กสิบสองขวบ
สุดท้ายหนิงอวี่ก็ล้มเลิกความตั้งใจ เธอหันไปเก็บผักบุ้งที่ขึ้นอยู่ริมลำธารแทน ได้มาเกือบเต็มถัง เธอต้องเก็บไปเยอะหน่อยเพราะครอบครัวจูมีกันหลายคน
หลังจากเก็บผักจนได้เยอะแล้วหนิงอวี่ก็เดินกลับบ้าน มาถึงก็เห็นว่าตอนนี้ทุกคนกลับมาจากแปลงนากันแล้ว ทั้งครอบครัวลุงใหญ่และอาเล็ก ทุกคนกำลังนั่งพักอยู่ลานหน้าบ้าน
“หนิงอวี่ไปไหนมาลูก ดีขึ้นหรือยัง” เลี่ยงรุ่ยเอ่ยถามลูกสาวของเธอด้วยความเป็นห่วง เธอกลัวว่าหนิงอวี่จะไม่สบายจนต้องพาไปโรงพยาบาล เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันต้องใช้เงินเยอะแน่
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ พอดีหนูไปเก็บผักบุ้ง ว่าจะเอามาทำอาหารเย็นนี้น่ะค่ะ” หนิงอวี่เอ่ยตอบกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติ เธอพยายามทำตัวให้เหมือนเจ้าของร่างมากที่สุด
“งั้นก็ดีแล้วล่ะ” เลี่ยงรุ่ยพยักหน้าอย่างพอใจ เมื่อรู้ว่าลูกสาวหายแล้วแถมยังรู้จักไปเก็บผักมาทำอาหารอีก
หนิงอวี่เข้าครัวเอาผักบุ้งไปล้าง เธอยังเด็กแค่ไปเก็บมาแล้วให้อาสะใภ้สามเป็นคนทำดีกว่า อาสะใภ้สามหรือจงลี่อินภรรยาของจูเฟยเทียนน้องชายของพ่อเธอ อาสะใภ้สามทำอาหารอร่อยมากทำให้เธอต้องรับหน้าที่ในการทำอาหาร
หนิงอวี่ล้างผักบุ้งจนสะอาดแล้วเธอก็เอาไปหั่นเตรียมทุกอย่างไว้รอให้อาสะใภ้สามมาทำต่อ พอดีกับที่หนิงอวี่ทำเสร็จสะใภ้สามก็เดินเข้ามาในครัวแล้วรับหน้าที่ต่อทันที
โชว์ฝีมือจับกระต่าย
เช้าวันต่อมาหนิงอวี่ตื่นขึ้นมาแต่เช้า อยากจะบอกว่าเมื่อคืนเธอต้องทนนอนในห้องที่คับแคบมาก เธอนอนกับหนิงอ้ายพี่สาวของเจ้าของร่าง
ส่วนพ่อแม่แล้วก็หนิงอันน้องชาย พวกเขาจะนอนด้วยกันอยู่อีกห้องหนึ่ง ครอบครัวจูทุกคนดูไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวมากนัก แต่พวกเขาแค่มีคนที่ตัวเองรักชอบมากที่สุดเท่านั้นเอง อย่างพ่อของเธอรักหนิงอันน้องชายมาก หนิงอันก็ได้ไปเรียนเวลากินข้าวแล้วมีเนื้อหนิงอันแค่ได้เยอะกว่าเท่านั้น
เธอก็จะได้กินแต่ก็แค่จำนวนลดหลั่นลงไปตามความสำคัญ หนิงอวี่ไม่ได้สนใจ แค่พวกเขาไม่เอาเปรียบเธอเกินไปก็พอ เพราะสุดท้ายเธอยังมีมิติที่เต็มไปด้วยของมากมายอีก
วันนี้เธอจะไปช่วยทุกคนทำงานในแปลงนาเพื่อเก็บคะแนนงาน
“หนิงอวี่ น้องจะไปเก็บข้าวหรอ” หนิงอ้ายมองหน้าน้องสาวพร้อมกับขมวดคิ้วไม่พอใจ
“ใช่ค่ะ วันนี้หนูจะลงแปลงนา” ที่หนิงอ้ายไม่พอใจก็เพราะเธออยากจะไปเก็บผัก แต่ไม่อยากไปคนเดียวอยากพาหนิงอวี่ไปด้วย ถ้าเธอไปด้วยมีหวังโดนใช้งานหนักแน่ หนิงอ้ายต่อหน้าทุกคนจะเป็นคนขยัน แต่ลับหลังกลับขี้เกียจ
“วันนี้พี่อยากไปเก็บผัก เธอต้องไปกับพี่สิ” หนิงอ้ายมองน้องสาวที่ขัดใจตน
“ไม่ไป พี่ก็ไปชวนเพื่อนของพี่สิ หนูไม่ไปกับพี่หรอก” หนิงอวี่บอกปัดไปอย่างรำคาญ เธอเดินออกจากบ้านไปทันที ตอนนี้ครอบครัวจูไปทำงานกันแล้ว น้องชายของเธอก็ไปโรงเรียนเช่นเคย
“อ้าว หนิงอวี่ แล้วหนิงอ้ายล่ะ” เลี่ยงรุ่ยแม่ของหนิงอวี่เอ่ยถามหาลูกสาวคนโปรดทันที
“ไม่รู้ค่ะ” หนิงอวี่ตอบไปอย่างไม่ใส่ใจ
“เจ้าลูกคนนี้หนิ”
หนิงอวี่ช่วยทุกคนเก็บรวงข้าวที่เก็บไปไม่หมด เธอช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ จนเกือบเที่ยง อาสะใภ้สามก็แยกตัวกลับไปทำอาหารให้ทุกคนเช่นเคย
“เหนื่อยจัง” หนิงอวี่มองซ้ายขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจเธอจึงแอบย่องไปหามุมลับตาคน จากนั้นก็เรียกน้ำเย็นๆ ในมิติออกมาดื่มอย่างกระหาย
ใช่แล้ว ความสามารถของมิติคือ เธอสามารถเรียกของออกมาได้ตลอดเวลา
ระหว่างที่หนิงอวี่นั่งพักอยู่สายตาอันเฉียบแหลมของเธอก็มองไปเห็นโพรงกระต่าย พร้อมกับหัวเล็กๆ ของมันที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ปากหลุม
ทันใดกระต่ายตุ๋นอันแสนหอมหวานก็เข้ามาในโสตประสาทของเธอ เด็กสาวคว้าหินก้อนพอดีมือมาถือไว้ รอจังหวะที่กระต่ายโผล่หัวออกมา จากนั้นก็
ตุบ!!
หินในมือถูกเขวี้ยงออกไปอย่างเร็วแรงและแม่นยำ กระต่ายตัวอ้วนก็นอนแน่นิ่งหัวแบะอยู่ปากหลุม พร้อมกันนั้นเองเธอก็เห็นว่ายังมีอีกตัวที่อยู่ข้างในหลุม
ตุบ!!
สุดท้ายกระต่ายสองตัวก็นอนกองกันอยู่ปากหลุม
เย้ๆ!!!
หนิงอวี่กระโดดร้องอย่างดีใจ เธอภูมิใจในฝีมือของตัวเองมาก เด็กสาวยืนกอดอกเชิดหน้าอย่างเต็มภาคภูมิ ชาวบ้านหลายคนต่างมองมาที่เธออยากนึกสงสัย รวมถึงครอบครัวจูเองก็ด้วย
“หนิงอวี่ ลูกจะร้องเสียงดังทำไมกัน” หนิงจินพ่อของหนิงอวี่เอ่ยถามลูกสาว
“พ่อ หนูหาของอร่อยให้ครอบครัวเราได้ก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา” หนิงอวี่
“ของอร่อยงั้นหรอ อะไรล่ะ” หนิงจินมองลูกสาวอย่างฉงนสงสัย
หนิงอวี่เดินไปหยิบกระต่ายตัวอ้วนสองตัวที่นอนตายอยู่ แล้วชูขึ้นสูงเหนือหัวเพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความสามารถของเธอ
“พ่อเห็นว่ามันคืออะไรล่ะ” หนิงอวี่ส่ายกระต่ายตัวอ้วนไปมาพร้อมกับทำสีหน้าให้ทุกคนรู้ว่ามันตัวหนักมาก
“โอ้ว! หนิงอวี่ครอบครัวจูจับกระต่ายได้งั้นหรอ เก่งมากเลยนะเนี่ย ขนาดผู้ใหญ่ตัวโตยังจับไม่ได้เลย” ตาเฒ่าชราคนหนึ่งพูดขึ้น
“ฮ่า ฮ่า หลานสาวครอบครัวจูของเราก็เก่งอย่างนี้แหละ” จูเฟยหมิง ปูของหนิงอวี่พูดขึ้นอย่างภูมิใจ ท่านชอบคนเก่ง หลานคนไหนเก่งท่านก็จะยกย่องคนนั้น
“วันนี้ครอบครัวจูมีเนื้อกระต่ายกิน น่าอิจฉาจริงๆ ตัวอ้วนๆ ทั้งนั้นเลย” ชาวบ้านที่อยู่รอบข้างต่างมองมาอย่างอิจฉาตาร้อน
กระต่ายถือว่าเป็นสิ่งที่หากินยาก เพราะมันจับไม่ได้ง่ายๆ ขนาดบางคนกระต่ายวิ่งผ่านขายังไม่สามารถจับตัวมันได้เลย
“งั้นลูกเอากระต่ายกลับบ้านไปก่อนเถอะ” เลี่ยงรุ่ยบอกลูกสาว เพราะเธอกลัวว่าจะมีคนมาแอบฉวยกระต่ายไป
“ค่ะ” หนิงอวี่เดินถือกระต่ายพร้อมกับฮัมเพลงไปตลอดทางอย่างอารมณ์ดี
“หนิงอวี่ ได้กระต่ายมาจากไหนน่ะ” ลี่อินอาสะใภ้สามเอ่ยขึ้น
“หนูจับได้อยู่แปลงนาค่ะอาสะใภ้สาม” หนิงอวี่ยื่นกระต่ายไปให้ลี่อิน
“จริงหรอเนี่ย งั้นอาจะเอาไปจัดการเอง เธอก็เอาอาหารไปส่งทุกคนหน่อยนะ” สะใภ้สามถือกระต่ายเข้าไปจัดการถอนขนในครัว
หนิงอวี่เดินไปถือกระบุงขึ้นสะพายหลังแล้วเดินออกจากบ้านไป เดินไปกลับแบบนี้ก็เหนื่อยเป็นเหมือนกันนะ
“หนิงอวี่ จะเอาอาหารไปส่งพ่อแม่หรอ” หนิงอ้ายที่เดินมาเจอเข้าพอดีเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับเดินไปปลดกระบุงบนหลังน้องสาวเพื่อจะเอาไปส่งเอง
“ใช่ค่ะ” หนิงอวี่มองพี่สาวอย่างนึกสงสัย อะไรเนี่ยอยู่ดีๆ ก็มาแย่งกระบุงจากเธอโดยที่ไม่บอกอะไรเลยสักคำ
“พี่จะเอาไปส่งเอง” หนิงอวี่มองแล้วก็พยักหน้า ก็เอาไปสิเธอไม่แย่งหรอก กลับบ้านดีกว่า
หนิงอ้ายเอาอาหารไปส่งครอบครัวจู ส่วนหนิงอวี่เดินกลับบ้าน เธอทำงานครึ่งวันได้คะแนนงาน แค่ 2 คะแนน เพราะเธอยังเด็กมาก คะแนนงานจึงยังได้น้อย
หนิงอวี่เดินมาถึงบ้านก็เข้าไปในครัว มองอาสะใภ้สามที่กำลังถอนขนกระต่ายอย่างชำนาญ
“เย็นนี้เรากินกระต่ายตุ๋นได้ไหมคะ” หนิงอวี่นึกถึงรสชาติที่แสนอร่อยแล้วถึงกับน้ำลายไหน
“ได้ เราแบ่งทำสักครึ่งตัวก็ได้” ตอนแรกลี่อินคิดจะเอาไปผัดกับผักจะได้ไม่เปลืองเนื้อกระต่ายมาก เก็บเนื้อไว้กินได้อีกหลายมื้อ แต่หนิงอวี่อยากกินเธอเห็นว่าเด็กสาวเป็นคนจับกระต่ายได้จึงตามใจสักหน่อย
“แค่ครึ่งตัวจะไปพอกินได้ยังไงล่ะคะ” หนิงอวี่ขมวดคิ้ว ครึ่งตัวเธอคงได้แค่ดมกลิ่น ขนาดสองตัวก็คงได้กินคนละไม่กี่ชิ้นแน่ แต่เธอก็พอจะรู้ว่าคนยุคนี้นั้นประหยัดเนื้อมาก
“แค่ครึ่งตัวนั่นแหละ ที่เหลือเก็บไว้ทำวันอื่นด้วย” ลี่อินมองหนิงอวี่ที่นั่งขมวดคิ้วแล้วนึกขำ
“ค่ะ” หนิงอวี่ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ได้แต่ล้มเลิกความคิดไป เย็นนี้เธอคงได้ทำสงครามแน่ๆ คนเยอะขนาดนี้เธอต้องแย่งเนื้อกระต่ายมาให้ได้เลย ถ้าช้ามีหวังน้องชายได้เอาไปกินหมดพอดี