โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ขสมก.” ก้าวสู่ปีที่ 51 รับมอบรถเมล์ใหม่ EV 2,320 คัน เร่งถก “คลัง” ผุดมาตรการช่วยเหลือค่าโดยสารเพิ่ม

เดลินิวส์

อัพเดต 24 กันยายน 2569 เวลา 23.47 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ขสมก. ก้าวสู่ปีที่ 51 ปีสำคัญของการเปลี่ยนแปลง รับมอบรถเมล์ใหม่ EV 2,320 คัน “คมนาคม” เร่งถก “คลัง” หามาตรการช่วยเหลือประชาชน ค่าโดยสารรถเมล์ใหม่ EV เริ่มต้น 15 บาท เดิมจ่ายรถเมล์ร้อน 8 บาท เล็งชดเชยส่วนต่างผ่านบัตรสวัสดิการฯ เดินหน้าตั๋วร่วม เชื่อมราง-บก-น้ำ ส.ค.ปีหน้า “ขสมก.” คาดปี 71 ภาพรวมการเงินชัดขึ้น ลดขาดทุนปีละ 4 พันล้าน ปักธงปี 73 ไม่ขาดทุน EBIDA เป็นศูนย์

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานงานวันคล้ายวันก่อตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ครบรอบ 50 ปีว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายผลักดันให้ระบบขนส่งสาธารณะเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะ ขสมก. ซึ่งในปี 2570 จะเป็นปีสำคัญของการเปลี่ยนแปลง โดย ขสมก. มีแผนทยอยรับมอบรถโดยสาร EV ชุดแรก 1,520 คัน ทดแทนรถเมล์ร้อน คาดว่าสิ้นเดือน มี.ค.2570 จะได้รับรถ 500 คัน จากนั้นสิ้นเดือน เม.ย.2570 รับอีก 500 คัน และเดือน พ.ค.2570 รับมอบ 520 คัน

นอกจากนี้ ขสมก. เตรียมจัดซื้อรถโดยสาร EV เพิ่มอีก 800 คัน คาดว่าจะได้รับรถประมาณเดือน ธ.ค.2570 ทำให้ภายในสิ้นปี 2570 รถโดยสารของ ขสมก. จะเปลี่ยนเป็นรถเมล์ EV ทั้งหมด 100% ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยมลพิษแล้ว ยังช่วยลดภาระต้นทุนของ ขสมก. โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุง และต้นทุนพลังงาน เนื่องจากเป็นการเช่า เมื่อรถมีปัญหาไม่ต้องแบกรับภาระการซ่อม ขณะที่ต้นทุนพลังงานไฟฟ้ามีความผันผวนน้อยกว่าน้ำมัน และก๊าซ

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับอัตราค่าโดยสาร ซึ่งปัจจุบันรถเมล์ร้อนมีค่าโดยสาร 8 บาท ขณะที่รถโดยสาร EV ค่าโดยสารเริ่มต้น 15 บาทนั้น อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงค่าโดยสาร ขณะเดียวกัน ขสมก. อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลสถิติการใช้บริการรถเมล์ร้อน เพื่อแยกให้เห็นจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการรถเมล์ร้อน และใช้รถโดยสารปรับอากาศในแต่ละวัน เพื่อประเมินผลกระทบ และหามาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ อาทิ ชดเชยส่วนต่างผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงคมนาคมยังเตรียมเดินหน้าระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะรูปแบบต่างๆ ได้สะดวก และเชื่อมต่อกันมากขึ้น โดยจะทยอยดำเนินการ เริ่มจากระบบราง จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 ก่อนขยายไปยังระบบขนส่งทางบก และทางน้ำ ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ระบบตั๋วร่วมครอบคลุมการเดินทางในรูปแบบต่างๆ ได้ภายในประมาณเดือน ส.ค. 2570 โดยกระทรวงคมนาคมจะพยายามผลักดันให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ เชื่อมต่อกันได้อย่างสะดวก และประชาชนได้รับบริการในราคาที่เป็นธรรม

ด้านนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า รถโดยสาร EV จำนวน 800 คัน จะเปิดประมูลช่วงต้นปี 2570 ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 คาดว่าจะได้รับมอบรถปลายปี 2570 ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2571 จะเห็นภาพทางการเงินที่ชัดเจน จากการเปลี่ยนรถโดยสารเป็น EV โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนค่าซ่อมบำรุง และค่าเชื้อเพลิงที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน ขสมก.มีต้นทุนค่าเหมาซ่อมรถโดยสาร 1,800-2,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อรถเก่าถูกทยอยปลดออก และรถใหม่เข้ามาแทน จะช่วยลดต้นทุนค่าซ่อมบำรุงได้เกือบ 1,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงอยู่ที่ 2,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าค่าใช้จ่ายน้ำมันจะลดลง 60% หรือเหลือราว 800 ล้านบาทต่อปี

นายกิตติกานต์ กล่าวด้วยว่า ขสมก. ขาดทุนประมาณ 7-8 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งการจัดหารถโดยสารใหม่ จะช่วยลดขาดทุนได้อย่างน้อยเกือบ 4 พันล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ต้นทุนที่ยังคงเหลืออยู่ในสัดส่วนสูง คือค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร โดย ขสมก.มีแนวทางเพิ่มทักษะ หรือปรับทักษะพนักงานเก็บค่าโดยสารให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขับรถได้ หากสามารถดำเนินการได้ จะช่วยให้การบริหารกำลังคนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดภาระด้านบุคลากรในอนาคต

ขสมก. ดำเนินงานในฐานะผู้ให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การแสวงหากำไร แต่ต้องไม่ทำให้หน่วยงานขาดทุนในระดับสูง และไม่เป็นภาระต่อภาครัฐมากเกินไป รายได้จากค่าโดยสารจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้สถานะทางการเงินของ ขสมก.ดีขึ้น คาดว่าการให้บริการรถโดยสารใหม่ครบทั้ง 2,320 คัน จะทำให้ปี 2571 มีรายได้ภาพรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ทั้งนี้หากการลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ ดำเนินการได้ตามแผนต่อเนื่อง คาดว่าปี 2573 ขสมก.มีโอกาสลดผลขาดทุนจากการดำเนินงาน (EBITDA) เป็นศูนย์

ส่วนภาระหนี้สะสมของ ขสมก. ที่มีอยู่ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท หาก EBITDA เป็นศูนย์ จะทยอยบริหารจัดการหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสม โดยที่ผ่านมา ขสมก. เริ่มปรับโครงสร้างทางการเงินบางส่วนแล้ว ผ่านการออกตราสารหนี้ระยะสั้น (SLB) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง ภาระทางการเงินขององค์กรก็จะลดลง และสามารถนำไปสู่การปรับโครงสร้างหนี้ในขั้นต่อไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญของ ขสมก.ไม่ได้อยู่ที่การหารายได้เชิงพาณิชย์อย่างเดียว แต่เป็นการทำให้โครงสร้างการเงินองค์กรแข็งแรงขึ้น เริ่มจากการลดต้นทุนการเดินรถ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารบุคลากร ปรับโครงสร้างรายได้จากค่าโดยสาร และทยอยปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้การพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐลดลงในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...