โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เคาะแผนหนี้ปี70 กู้ใหม่1.26ล้านล. ‘ไทยพลัส2’ได้แน่

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 กันยายน 2569 เวลา 4.04 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ครม.ไฟเขียวแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบ 70 ส่งผลสัดส่วนหนี้พุ่งไปที่ 69.7% ต่อจีดีพี สบน.ลั่นยังไม่ทะลุเพดานที่ 70% การันตี “ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2” ได้ใช้แน่ เพราะเบิกเงินไปแล้ว “ภัทร์ดารัสมิ์” เผยเคาะจ่ายเกษตรกรไร่ละพันอีก 2.3 แสนครัวเรือน พร้อมผุดบ้านเช่าผู้มีรายได้น้อยใน 4 จังหวัด “สกลนคร-ภูเก็ต-เลย-นราธิวาส”

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2570 โดยเป็นการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1.26 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยแผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล 1.18 ล้านล้านบาท โดยเป็นการกู้มาใช้โดยตรง 8.6 แสนล้านบาท และกู้มาให้กู้ต่อ 6.3 หมื่นล้านบาท, เงินกู้เพื่อมาดำเนินแผนงานหรือโครงการภายใต้ พระราชกำหนดกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน 2 แสนล้านบาท และเงินกู้เพื่อบริหารสภาพคล่องเงินคงคลัง 5.68 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันมีแผนก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ 14 แห่ง วงเงิน 8.14 หมื่นล้านบาท และแผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ 850 ล้านบาท

สำหรับแผนการบริหารหนี้ อยู่ที่ 1.91 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐบาล 1.83 ล้านล้านบาท และแผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐวิสาหกิจ 8.52 หมื่นล้านบาท ขณะที่เป็นแผนการชำระหนี้ วงเงิน 5.8 แสนล้านบาท ซึ่งตามกรอบของแผนการบริหารหนี้สาธารณะปี 2570 ประเมินว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 69.7% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบไม่เกิน 70% ของจีดีพีจากสิ้นปีงบประมาณ 2569 ที่คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 68% ของจีดีพี

“แนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะค่อยๆ ทยอยลดลงเรื่อยๆ โดยยังไม่เกินเพดาน 70% ของจีดีพีแน่นอน โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะขยับขึ้นไปสูงสุดในปีงบประมาณ 2571” ผู้อำนวยการ สบน.ระบุ

สำหรับความคืบหน้าการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน มีการเบิกจ่ายเงินกู้ตามแผนแรกไปแล้ว 1.93 แสนล้านบาท โดยยังมีวงเงินกู้เหลืออีกราวหลักพันล้านบาท ได้มีการกู้เงินเพื่อรองรับการใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 เรียบร้อยแล้ว ประชาชนจะได้ใช้จ่ายตามโครงการโดยไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน ส่วนการใช้จ่ายเงินกู้ส่วนที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ มีการพิจารณาหลักเกณฑ์ของโครงการใช้จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณาตัวโครงการ

“น่าจะได้เห็นโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศทยอยออกมาในช่วงเดือน ต.ค.นี้อย่างแน่นอน โดยหน่วยงานยังสามารถเสนอโครงการเข้ามาได้ภายในวันที่ 30 ก.ย.2569 และสามารถเบิกจ่ายเงินได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2570 ดังนั้นหากโครงการอนุมัติเรียบร้อยก็น่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้เลย” นางจินดารัตน์กล่าว

ขณะที่ ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพในพื้นที่ปีการผลิต 2568/69 จำนวน 1,544.98 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายให้เกษตรกรที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม 233,729 ครัวเรือน โดยใช้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่าย เพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินต่อเนื่องและถึงมือเกษตรกรตามเป้าหมาย โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอัตรา ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน โดย ธ.ก.ส.จะเป็นผู้จ่ายเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเกษตรกรที่ได้รับสิทธิโดยตรง ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมายเกษตรกรประมาณ 4.63 ล้านครัวเรือน และพื้นที่ที่ได้รับสิทธิประมาณ 36.77 ล้านไร่

ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนรายละเอียดตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2568 และปรับกรอบวงเงินโครงการจากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,452.18 ล้านบาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินแก่เกษตรกรที่มีสิทธิเพิ่มขึ้น รวมทั้งเห็นชอบให้ขยายเวลาโครงการจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2569 เป็น 31 ธ.ค.2569 เพื่อให้ ธ.ก.ส.จ่ายเงินได้ครบถ้วนตามโครงการ

ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ยังกล่าวว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบการจัดทำโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย 4 โครงการ รวม 596 หน่วย ในจังหวัดสกลนคร, ภูเก็ต, เลย และนราธิวาส วงเงินลงทุนรวม 439.225 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยไม่ต้องแบกรับภาระจากการซื้อบ้านเป็นของตนเอง ซึ่งโครงการประกอบด้วย จังหวัดสกลนคร 146 หน่วย, ภูเก็ต 44 หน่วย, เลย 75 หน่วย และนราธิวาส 331 หน่วย

ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์กล่าวว่า โครงการมุ่งรองรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้สูงอายุ ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ซึ่งมีรายได้ไม่สูงและต้องการที่อยู่อาศัยที่มีค่าใช้จ่ายสอดคล้องกับกำลังของตนเอง โดยกำหนดอัตราค่าเช่าประมาณ 2,000-3,200 บาทต่อเดือน ซึ่งโครงการไม่ได้เน้นเพียงการเพิ่มจำนวนบ้านเช่า แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยด้วย อาคารและพื้นที่ส่วนกลางจะออกแบบตามหลัก Universal Design ให้คนทุกวัยสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ พร้อมคำนึงถึงการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บ้านเช่าเป็นพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว

“พื้นที่ดำเนินโครงการจะใช้พื้นที่ราชพัสดุและที่ดินของการเคหะแห่งชาติที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานได้อย่างเหมาะสม โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2568 และแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2570 โดยเรื่องงบประมาณ การเคหะแห่งชาติจะนำเงินคงเหลือจากโครงการบ้านเอื้ออาทร 314.340 ล้านบาท มาใช้ในระยะแรกก่อน ส่วนที่เหลือการเคหะแห่งชาติจัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...