โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ดร.เสรี" เตือน "เขื่อนแก่งกระจาน" ล้น 102% ยัน "กทม.-ปริมณฑล" รอดน้ำเหนือ จี้ปฏิรูปแผนน้ำชาติ

สยามรัฐ

อัพเดต 07 ต.ค. เวลา 07.00 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. เวลา 06.13 น.

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 10.14 น. ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาในหัวข้อ "หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว" โดยมี รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ร่วมบรรยายและวิเคราะห์สถานการณ์

รศ.ดร.เสรี ระบุถึงภาพรวมการบริหารจัดการน้ำของประเทศว่า ถึงเวลาที่ต้องรื้อฟื้นและปฏิรูปแผนยุทธศาสตร์ชาติรวมถึงแผนบริหารจัดการน้ำครั้งใหญ่ให้มีความยืดหยุ่น พร้อมชี้ว่าที่ผ่านมามีการระบุถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ไว้ในแผนงาน แต่กลับขาดการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงต้องนำบทเรียนน้ำท่วมจากพื้นที่ต่างๆ เช่น หาดใหญ่ น่าน และสถานการณ์ปัจจุบัน มาปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รศ.ดร.เสรี ยืนยันว่า ประชาชนสามารถคลายความกังวลได้ เนื่องจากไม่มีปริมาณน้ำหลากจากทางภาคเหนือไหลลงมาสมทบ โดยจากการประเมินในสัปดาห์หน้าจะไม่มีความเสี่ยงจากพายุหรือฝนตกหนักรุนแรง แต่อาจมีเพียงฝนตกในระดับ 80 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปริมาณปกติที่รอการระบายเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้แสดงความห่วงใยและขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว โดยไม่ควรนำข้อมูลเก่ามาพาดหัวซ้ำจนสร้างความตระหนกแก่สังคม แต่ควรประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานข้อเท็จจริง

ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังอย่างสาหัส จากการประเมินปริมาณน้ำค้างทุ่งพบว่า ปริมาณน้ำจากการคำนวณช่วงฝนตก 7 วันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประเมินไว้อยู่ที่ 2,100 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อนำมาคิดค่ากึ่งกลางร่วมกันจะอยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีปริมาณเกือบเท่ากับ 2 เท่าของความจุเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ทั้งนี้ การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกงเป็นไปได้ช้าเนื่องจากลำน้ำแคบ มีความคดเคี้ยว พื้นที่ปลายน้ำมีความตื้นเขิน และมีปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูง หากพึ่งพาการระบายตามธรรมชาติที่มีอัตราการไหลเฉลี่ยในเดือนตุลาคมประมาณ 640 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะต้องใช้เวลานานถึง 30 วัน จึงต้องเร่งใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ พร้อมเสนอให้พิจารณาระบายน้ำผ่านคลองรังสิต คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองแสนแสบ เพื่อกระจายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาหากมีศักยภาพเพียงพอ ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินร่วมกับกรุงเทพมหานคร

ด้านแนวโน้มสภาพอากาศช่วงวันที่ 10-14 ตุลาคม คาดการณ์ว่ากลุ่มฝนจะเคลื่อนตัวลงไปทางภาคใต้ ทำให้ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานครปลอดภัยจากฝนตกหนัก แต่จุดที่น่ากังวลที่สุดคือจังหวัดเพชรบุรี เนื่องจากเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำกักเก็บล้นความจุแล้วที่ 102% ส่งผลให้น้ำไหลล้นทางระบายน้ำล้น โดยไม่สามารถควบคุมได้ หากมีฝนตกเติมลงมาในพื้นที่ 200 มิลลิเมตรภายใน 2 วัน หรือถึง 300 มิลลิเมตร อาจส่งผลกระทบสะสม จึงได้ประสานแจ้งเตือนไปยังนายกรัฐมนตรีและทีมงานในพื้นที่แล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากคาดการณ์ล่วงหน้า 4 วันอาจมีความคลาดเคลื่อน จึงจำเป็นต้องอัปเดตข้อมูลรายวันและจัดทำฉากทัศน์ในการบริหารจัดการให้พร้อมรับมือ

ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยท่วมขัง รศ.ดร.เสรี ได้จัดลำดับความสำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านแรกคือการดูแลชีวิตมนุษย์และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเร่งคัดแยกผู้ป่วยออกจากผู้ไม่ป่วย โดยเฉพาะในพื้นที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่มีน้ำท่วมขัง ด้านที่สองคือการจัดสรรเสบียงอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ครอบคลุม และด้านที่สามคือการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ก่อนที่ระดับน้ำทะเลจะหนุนสูงที่สุดอีกครั้งในช่วงปลายเดือนตุลาคม โดยต้องใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่น้ำลงประมาณ 2-3 วัน เร่งดันน้ำออกให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับการพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศ รศ.ดร.เสรี ชี้ว่า ระบบเตือนภัยตามมาตรฐานสากลแบ่งออกเป็นระบบเตือนภัยระดับชาติ สำหรับภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว พายุ หรือการก่อการร้าย และระบบเตือนภัยระดับท้องถิ่น สำหรับภัยน้ำท่วม ซึ่งหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งจังหวัด อำเภอ เทศบาล และ อบต. ต้องรับบทบาทหลักในการแจ้งเตือน หากท้องถิ่นยังขาดแคลนเครื่องมือหรือเทคโนโลยี เช่น ระบบส่งข้อความเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) ต้องเร่งร้องขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อให้สามารถระบุจุดอพยพและศูนย์พักพิงแก่ประชาชนได้ทันท่วงที และแก้ปัญหาการแจ้งเตือนภัยล่าช้าอย่างยั่งยืน

"แผนงานต่าง ๆ ของประเทศจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่น บทเรียนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ชี้ชัดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันระบบเตือนภัยน้ำท่วมต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้แจ้งเตือนโดยตรง ซึ่งหากท้องถิ่นยังขาดแคลนเครื่องมือ รัฐบาลก็ต้องเข้าไปสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเตือนภัยล่าช้าขึ้นอีก" รศ.ดร.เสรี กล่าว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...