"บิ๊กราญ"เปิดปฏิบัติการ เฟสที่ 8 “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว 4 โครงการบ้านหรู” ในพื้นที่ บก.น.4
"บิ๊กราญ"เปิดปฏิบัติการ เฟสที่ 8 “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว 4 โครงการบ้านหรู” ในพื้นที่ บก.น.4
วันที่ 10 ต.ค.69 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน
โดยในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 7 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี, เชียงใหม่ และล่าสุดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ได้ปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญ คือ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบว่าคนต่างด้าวจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 7 เฟส จำนวน 297 บริษัท ที่ดิน 309 แปลง พื้นที่รวม 217 ไร่ 1 งาน 29.6 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 3,039 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 238 หมาย หมายค้น 179 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 118 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดิน ซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้
วันนี้10 ตุลาคม 2569พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, พล.ต.ต.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.เดโช โสสุวรรณากุล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ เปิดปฏิบัติการ เฟสที่ 8 “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว 4 โครงการบ้านหรู” ในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บก.น.4)
การปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้มีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาที่ทางการจีนต้องการตัวให้กับ ศปชก.ตร. จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย
1. Mr.Chao ถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน และกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีนในความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2018 (พ.ศ.2561) เหตุเกิดที่เมืองอูหลานฮ่าวเท่อ จัตุรัสเฉิงเฉิง มีผู้เสียชีวิต 3 คน Mr.Chao เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน พระรามเก้า-ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านหรู มีราคาขายตั้งแต่ 50-69 ล้านบาท
2. Mr.Gui ถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน, ตุรกี และกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีนในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงและการชักชวนผู้อื่นข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2024 (พ.ศ.2567) เหตุเกิดที่ อ.จิงหนิงเซี่ยน เมืองหลี่ซุ่ย ทางตอนใต้ของมณฑลเจ้อเจียง
3. Mr.Jian ถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน และ เซนต์คริสโตเฟอรัน ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีนในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 (พ.ศ.2567) เหตุเกิดที่ เมืองตุ้นโจว มณฑลเหอหนาน
ทั้ง 2 คน (Mr.Gui กับ Mr.Jian) เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งเป็นหมู่บ้านหรูมีราคาขายตั้งแต่ 77-98 ล้านบาท
ศปชก.ตร. ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงจนพบว่าทั้ง 3 คน มีการเดินทางเข้า - ออกประเทศไทยหลายครั้ง โดยแต่ละคนมีการถือหนังสือเดินทางหลายสัญชาติ จึงน่าเชื่อว่าเป็นการใช้เพื่อหลบเลี่ยงตัวตน และยังเป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการหรูหลายโครงการในพื้นที่ บก.น.4 (สน.ประเวศ, สน.อุดมสุข และ สน.หัวหมาก) จึงได้บูรณาการสืบสวนร่วมกับ ฝ่ายปกครอง, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมสรรพากร พบว่าในโครงการหมู่บ้านหรูดังกล่าวมีบริษัทต่าง ๆ ที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก และเกี่ยวพันไปยังโครงการหมู่บ้านจัดสรรอื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งอาจเข้าข่ายการเป็นนอมินีถือครองบ้านพร้อมที่ดิน จำนวน 94 หลัง / 95 บริษัท ทั้งยังพบว่า หุ้นส่วนบริษัทในโครงการหมู่บ้านหรูดังกล่าว มีประกาศตำรวจสากลสีแดง (Red Notice) 2 คน และมีหมายจับศาลอาญาพระโขนง 1 คน ดังนี้
1. Mr.Lin สัญชาติจีน เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน พระรามเก้า-ศรีนครินทร์ มีประกาศตำรวจสากลสีแดง ในฐานความผิดเกี่ยวกับการเป็นองค์กรอาชญากรรมในการฉ้อโกงออนไลน์ ออกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 โดย สำนักงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะ เมืองเบงบู มณฑลอานฮุย
2. Mr.Bai สัญชาติจีน เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน กรุงเทพกรีฑา มีประกาศตำรวจสากลสีแดง ในฐานความผิดเกี่ยวกับการเป็นองค์กรอาชญากรรมในการฉ้อโกงออนไลน์ ออกเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2565 โดย สำนักงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะ เมืองไท่หยวน มณฑลซานซี
3. Mr.Huang สัญชาติจีน เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน บางนา -วงแหวน มีหมายจับศาลอาญาพระโขนง ลงวันที่ 25 พ.ค. 2566 ในความผิดฐาน ร่วมกันนำเข้าสินค้าที่ยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากร การซ่อนเร้นหรือรับของที่เกี่ยวกับความผิดศุลกากร อั้งยี่ และเป็นคนต่างด้าวได้ที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายเข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี อันเป็นความผิดฐาน เป็นบุคคลต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 และ มาตรา 111 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีจำนวน 95 บริษัท ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 94 แปลง เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 70.9 ตารางวา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 6,000ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 95 คดี เกี่ยวข้องกับคนไทย 156 คน ผู้ต้องหาต่างด้าว 96 คน โดย 94 คน มีถิ่นเกิดที่มณฑลฟูเจี้ยน ประเทศจีน แต่ถือหนังสือเดินทางสัญชาติต่าง ๆ ดังนี้ สัญชาติจีน 82 คน, กัมพูชา 9 คน, เซนต์คริสโตเฟอรัน, ฮ่องกง, วานูอาตู, สหรัฐอเมริกา และ เมียนมา สัญชาติละ 1 คน
พนักงานสอบสวน ยื่นคำร้องต่อศาลอาญามีนบุรี และศาลแขวงพระนครเหนือ ขอออกหมายค้น จำนวน 17 หมาย และขอออกหมายจับบุคคลต่างด้าว จำนวน 86 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 11 คน ประกอบด้วยสัญชาติจีน 10 คน และ , สหรัฐอเมริกา 1 คน
สำหรับปฏิบัติการสำคัญที่ได้ดำเนินการในพื้นที่ บก.น.4 ครั้งนี้ ตรวจค้นจับกุมในโครงการบ้านหรู 4 โครงการ ได้แก่
1. โครงการบ้านหรูย่าน บางนา-สวนหลวง ราคาขายบ้านในโครงการตั้งแต่ 27-55 ล้านบาท โดยในโครงการนี้มีเป้าหมายในการดำเนินการ 11 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 50 ล้านบาท ผู้ต้องหาต่างด้าว 11 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 10 คน และ กัมพูชา 1 คน ถือครองบ้านรวม 11 หลัง เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 20.7 ตารางวา รวมมูลค่าประมาณ 550 ล้านบาท
2. โครงการบ้านหรูย่าน บางนา-วงแหวน ราคาขายบ้านในโครงการตั้งแต่ 39.9-52.5 ล้านบาท โดยในโครงการนี้ มีเป้าหมายในการดำเนินการ 19 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 145.5 ล้านบาท ผู้ต้องหาต่างด้าว 19 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 17 คน กัมพูชา 1 คน และ ฮ่องกง 1 คน ถือครองบ้านรวม 19 หลัง เนื้อที่ 6 ไร่ 59.3 ตร.ว. รวมมูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาท
3. โครงการบ้านหรูย่าน พระรามเก้า-ศรีนครินทร์ ราคาขายบ้านในโครงการตั้งแต่ 50–69 ล้านบาท โดยในโครงการนี้มีเป้าหมายในการดำเนินการ 30 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 774 ล้านบาท ผู้ต้องหาต่างด้าว 30 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 28 คน กัมพูชา 2 คน ถือครองบ้านรวม 29 หลัง เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 18 ตร.ว. รวมมูลค่าประมาณ 1,600 ล้านบาท
4. โครงการบ้านหรูย่าน กรุงเทพกรีฑา ราคาขายบ้านในโครงการตั้งแต่ 77–98 ล้านบาท โดยในโครงการนี้มีเป้าหมายในการดำเนินการ 35 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 1,656.7 ล้านบาท ผู้ต้องหาต่างด้าว 36 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 27 คน, กัมพูชา 5 คน, วานูอาตู, สหรัฐอเมริกา และ เมียนมา อย่างละ 1 คน ถือครองบ้านรวม 35 หลัง เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 72.9 ตร.ว. รวมมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นสถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยว ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพ และมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืน ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง