ดีเอสไอ เปิดคำให้การ ‘หนุ่ม กรรชัย’ บริจาคเงิน 1.5 ล้าน เข้ามูลนิธิฯ-บัญชีส่วนตัว ‘กัน จอมพลัง’
"ดีเอสไอ" เปิดคำให้การ "หนุ่ม กรรชัย"ยืนยันตัวเลขเงินบริจาครวมราว 1.5 ล้านบาท เข้าบัญชี "มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ - บัญชีส่วนตัวกันจอมพลัง" ไม่นับรวมยอดหลักหมื่นบาทประปรายตามปากต่อปากของกันจอมพลังรุดช่วยเหลือชาวบ้าน - สนับสนุนถุงยังชีพ และเห็น "กันจอมพลัง" ลงพื้นที่บรรเทาความเดือดร้อนชาวบ้านจริง จึงให้ความไว้ใจช่วยเหลือบริจาคเงิน "พนักงานสืบสวน" ชี้ ทั้งคู่ไม่มีเรื่องผลประโยชน์แอบอิงกันจากกรณีเงินบริจาค
10 ตุลาคม 2569 - คณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ต.ค. นายกรรชัย กำเนิดพลอย ได้เข้าให้ข้อมูลชี้แจงเรื่องการบริจาคเงินเข้าบัญชีมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัณฐัศว์ โดยนายกรรชัย ได้ให้ข้อมูลกับพนักงานสืบสวนว่าตนเองได้บริจาคเงินไปทั้งสิ้นรวมราว ๆ 1.5 ล้านบาท แต่ก็ยังมีจำนวนเงินยิบย่อยหลักหมื่นบาทประปรายไปตามที่นายกัณฐัศว์ ระบุถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือคนตามสถานการณ์ต่าง ๆ หรือการซื้อถุงยังชีพ
ซึ่งนายกรรชัย ก็มีเจตจำนงอยากช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จึงสนับสนุนช่วยโอนเงินให้นายกัณฐัศว์ตามที่มีการระบุแจ้ง แล้วตนเองก็มีความตั้งใจดี ให้ความไว้วางใจจึงบริจาคเงินช่วยเหลือ ซึ่งก็เห็นจริง ๆ ว่านายกัณฐัศว์ได้ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านจนได้รับการบรรเทาความเดือดร้อน
ทั้งนี้ทางพนักงานสืบสวนก็ได้สอบถามถึงความรู้จักกันสนิทสนมกันระหว่างนายกรรชัย กำเนิดพลอย และนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ว่ารู้จักกันได้อย่างไร รู้จักกันแบบไหน มีการบริจาคเงินกี่บาทอย่างไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามที่นายกรรชัย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน แต่พนักงานสืบสวนก็จะมีมุมมองการสืบค้นข้อเท็จจริงประกอบพยานหลักฐานกับคำให้การของพยานปากอื่นด้วย อีกทั้งยังมีเรื่องของไทม์ไลน์วันเวลาตามรายการเส้นทางการเงิน สลีปการโอนเงิน และประเด็นกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องไปใช้ดูเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ในกรณีหากในภายหลังดีเอสไอมีการรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เพราะพบข้อเท็จจริงว่าอาจมีการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ หรือมีการนำเงินไปใช้ในกิจการอื่นใดที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ ซึ่งในฐานะของผู้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิ จะถือเป็นผู้เสียหายและร้องทุกข์กล่าวโทษได้หรือไม่นั้น ในส่วนนี้พนักงานสืบสวนก็ต้องดูจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนว่าเป็นความเสียหายเท่าไร อย่างไร และทางมูลนิธิมีเจตนากระทำการตามความเสียหายจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะพนักงานสืบสวนก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกร้องให้ตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน
ระหว่างนี้จึงต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากทั้งการสอบปากคำพยานรายอื่น ๆ และหลักฐานเอกสารจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง หรือรวมถึงเส้นทางการเงิน จึงจะมีการเชิญนายกัณฐัศว์ มาสอบถามข้อมูลในลำดับถัดไป เพราะพนักงานสืบสวนต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ได้ว่ามีพฤติการณ์ใดของมูลนิธิ หรือผู้เกี่ยวข้องกับมูลนิธิที่มีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ หรือใช้เงินในกิจการอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ อันเป็นความเสียหายต่อเจตนารมณ์ผู้บริจาค หรือเป็นการหลอกลวงหรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันพนักงานสืบสวนได้ทยอยสอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 10 ราย โดยมีทั้งกลุ่มผู้บริจาคเงิน และกลุ่มคนใกล้ชิดกับนายกัณฐัศว์
สำหรับความสัมพันธ์ของนายกรรชัย และนายกัณฐัศว์ ในเรื่องนี้ (การบริจาคเงินเข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัณฐัศว์ จนเป็นเหตุให้นายกรรชัยต้องเข้าพบพนักงานสืบสวนตามหนังสือเชิญให้ข้อมูล) พบว่าไม่ใช่เรื่องของการทะเลาะใด ๆ และไม่มีเรื่องผลประโยชน์แอบอิงกัน แต่เป็นเพียงการแยกกันเดินหน้าใช้ชีวิตเท่านั้น ซึ่งนายกรรชัยก็มาให้ข้อมูลตามที่ดีเอสไอมีหนังสือเชิญไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในเรื่องนี้คือการใช้จ่ายเงินภายในมูลนิธิ และการจัดการเงินในมูลนิธิ ซึ่งจำนวนเงินที่ถูกโอนเข้าสู่ค่อนข้างมีจำนวนมาก จึงไม่ได้หมายความว่าต้องดูทุกเส้นเงินที่โอนเข้ามา แต่พนักงานสืบสวนจะโฟกัสในคนที่เกี่ยวข้อง หรือมีการบริจาคเงินในลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากกลุ่มอื่น ๆ
และพนักงานสืบสวนไม่ได้มองแค่ว่าจะต้องมีเงินจากพรรคการเมือง หรือนักการเมืองเคยโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีมูลนิธิ หรือบัญชีส่วนตัวหรือไม่ เพราะการวิเคราะห์เรื่องธุรกรรม ต้องไม่ดูแค่ยอดเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูประกอบกับพยานหลักฐานหลายสิ่งเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงให้รอบด้าน ปัจจุบันนี้พนักงานสืบสวนจึงเปิดรับข้อมูลทุกด้านเพื่อจะนำข้อมูลที่ได้รับเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อวางแนวทางการสืบสวนสอบสวนและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่สังคมต้องการรับทราบต่อไป