โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CAAT ย้ำมาตรการใหม่ตรวจเฉพาะสัมภาระมีเหตุต้องสงสัย

ไทยโพสต์

อัพเดต 26 ตุลาคม 2569 เวลา 1.50 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

CAAT เผยผลบังคับใช้มาตรการเปิดตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง พบสิ่งต้องห้ามส่วนใหญ่เป็น Power Bank และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีแบตเตอรี่ ยืนยันไม่เปิดตรวจทุกใบ พร้อมแนะผู้โดยสารเช็กข้อกำหนดก่อนเดินทาง ป้องกันกระเป๋าถูกเปิดตรวจเพิ่มเติม

25 ต.ค. 2569- รายงานข่าวจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท.เปิดเผยผลการติดตามการบังคับใช้ประกาศ CAAT เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่สนามบินที่ได้รับมอบหมายสามารถเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่ด้วยได้ ซึ่งจะเปิดตรวจเพิ่มเติมเฉพาะกรณีที่ผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) พบเหตุอันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน ทั้งนี้ จากการติดตามผลการดำเนินงานในภาพรวมพบว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยสิ่งของต้องห้ามที่ตรวจพบส่วนใหญ่ ได้แก่ แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหากจัดเก็บหรือขนส่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการลัดวงจรและการเกิดเพลิงไหม้ในห้องเก็บสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน

ทั้งนี้ CAAT ย้ำว่า มาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้วัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายถูกนำขึ้นอากาศยาน โดยมิใช่การเปิดตรวจสัมภาระทุกใบเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ กระบวนการตรวจค้นจะเริ่มจากการตรวจคัดกรองสัมภาระด้วยเครื่องเอกซเรย์ หากพบวัตถุต้องสงสัย เจ้าหน้าที่จึงจะนำสัมภาระไปยังพื้นที่ที่กำหนดเพื่อดำเนินการเปิดตรวจโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมายเท่านั้น โดยต้องมีการบันทึกภาพระหว่างการตรวจค้นเพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบย้อนหลัง และจัดให้มีเอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ภายในสัมภาระ เพื่อให้เจ้าของสัมภาระรับทราบ

สำหรับการเปิดกระเป๋าสัมภาระนอกเหนือจากขั้นตอน พื้นที่ หรือโดยบุคคลที่ไม่ได้รับมอบหมายตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ถือเป็นการดำเนินการตามมาตรการเปิดตรวจสัมภาระฉบับใหม่นี้ และอาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ สัมภาระลงทะเบียนจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบในการขนส่งของสายการบินตลอดการเดินทาง หากผู้โดยสารพบความผิดปกติของกระเป๋าหรือทรัพย์สินภายในสัมภาระ สามารถติดต่อสายการบินที่ใช้บริการเพื่อแจ้งเรื่องและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารถูกเปิดค้น จำนวน 4 กรณี ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชน CAAT ได้ประสานตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า 2 กรณีเป็นเที่ยวบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ โดยผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของท่าอากาศยานยืนยันว่า ไม่ใช่การเปิดตรวจสัมภาระโดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นของท่าอากาศยานตามมาตรการใหม่ ขณะที่อีก 1 กรณีเป็นเที่ยวบินที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งกระบวนการตรวจค้นสัมภาระก่อนออกเดินทางอยู่ภายใต้กฎระเบียบของท่าอากาศยานประเทศต้นทาง จึงไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวของไทย ส่วนอีก 1 กรณีเป็นเที่ยวบินภายในประเทศที่มีการเปิดตรวจสัมภาระตามมาตรการใหม่จริง เนื่องจากตรวจพบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่บรรจุอยู่ภายในกระเป๋า และผู้โดยสารไม่ได้ใช้ตัวล็อกแบบ TSA เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องตัดซิปกระเป๋าเพื่อเปิดตรวจ โดยได้ใส่ใบแจ้งการเปิดตรวจสัมภาระตามกระบวนการ

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น CAAT ขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้ามและเงื่อนไขการขนส่งสัมภาระผ่านเว็บไซต์ของสายการบินก่อนจัดกระเป๋าทุกครั้ง โดยเฉพาะแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ซึ่งห้ามบรรจุในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน รวมถึงควรตรวจสอบข้อกำหนดสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่และสิ่งของอื่น ๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการขนส่งแตกต่างกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและลดความจำเป็นในการเปิดตรวจค้นเพิ่มเติม

ทั้งนี้ CAAT ยังแนะนำให้ผู้โดยสารถ่ายภาพสิ่งของภายในกระเป๋าก่อนปิดสัมภาระ และถ่ายภาพลักษณะภายนอกของกระเป๋าขณะเช็กอิน (Check-in) เก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการบรรจุทรัพย์สินมีค่าไว้ในสัมภาระลงทะเบียน เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและประสานงานกับสายการบินในกรณีที่กระเป๋าหรือสิ่งของภายในเกิดความเสียหาย สูญหาย หรือมีความล่าช้าระหว่างการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม CAAT ยืนยันว่า การบังคับใช้มาตรการตรวจค้นสัมภาระดังกล่าวมุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยานเป็นสำคัญ โดยกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานและมาตรการตรวจสอบย้อนหลังไว้อย่างชัดเจน พร้อมติดตามผลการดำเนินงานและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเดินทางทางอากาศเป็นไปด้วยความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...