‘สว.ประพนธ์’ ข้องใจ สสส. ใช้เงินอุดหนุนไปลงทุน แต่ผลงานไม่คุ้มเงิน
เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของ นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. เรื่อง การใช้เงินกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือไม่ ตั้งถามนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรี มอบหมายนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข มาตอบกระทู้แทน
นพ.ประพนธ์ กล่าวว่า สสส. นำงบอุดหนุนไปลงทุนในสินทรัพย์ เพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทน ขณะเดียวกันการได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีสุราและยาสูบ ปีละ 4,000 ล้านบาท ถูกตั้งคำถามว่าได้ใช้ไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน การดูแลสุขภาพหรือไม่ เพราะปัจจุบันยังพบแนวโน้มการติดสุรา ยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น
จากข้อมูลด้านการเงินของกองทุน สสส. ยังคงมีเงินสะสมและเงินคงเหลือจำนวนมากต่อเนื่องหลายปี และมีการนำเงินดังกล่าวไปลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งในตราสารทุนและตราสารหนี้เป็นจำนวนเงินหลายพันล้านบาท ทั้งที่เป็นเงินภาษีที่รัฐจัดสรรให้เพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ควรนำไปเพื่อภารกิจสาธารณะโดยตรงหรือควรนำไปสะสมหรือแสวงหาผลตอบแทนในตลาดเงิน จึงเกิดข้อพิจารณาว่าการตีความอำนาจดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงการนำเงินกองทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวน และความเสี่ยงในการสูญเสียเงินก้อนนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่
ต่อมาคณะกรรมการกองทุนได้ออกข้อบังคับกองทุน พ.ศ. 2562 ข้อ 8 (6) ระบุให้สำนักงานกองทุนอาจจัดหาผลประโยชน์โดยการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน โดยมอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเป็นผู้บริหารจัดการ
เมื่อพิจารณาบรรทัดฐานทางกฎหมายจากความเห็นของกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1439/2560 ในกรณีองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) มีโครงสร้างรายได้จากภาษีจัดสรรลักษณะเดียวกัน ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยการที่องค์กรออกระเบียบภายในเพื่อนำเงินไปลงทุนในกองทุนหุ้นกู้เอกชน เป็นการดำเนินการที่กฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง และถือเป็นการออกระเบียบที่ขัดต่อกฎหมายแม่บท แม้ในกรณีของ สสส.จะยังไม่มีการวินิจฉัยโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาตามบรรทัดฐานดังกล่าว ย่อมมีเหตุอันควรตั้งข้อสังเกตว่าการนำเงินภาษีจัดสรรไปลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้เอกชน อาจจะเป็นประเด็นที่ต้องมีการตีความตามกฎหมายอย่างรอบด้าน
จึงขอถามว่ารัฐบาลประเมินว่าการจัดเก็บภาษีสุรา ยาสูบ ให้กับกองทุน สสส. เหมาะสมกับภารกิจ และการดูแลสุขภาพของประชาชนหรือไม่ รวมถึงได้กำกับการใช้เงินให้เป็นรูปธรรม มีผลลัพธ์ มีความโปร่งใส และจะเปิดเผยข้อมูลรายได้ สะสมเงิน ลงทุนผลตอบแทนใช้จ่ายเงินลงทุนหรือไม่
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงว่า ความแตกต่างระหว่างการบริหารกองทุนหมุนเวียน สสส. กับไทยพีบีเอส คือ กฎหมายที่จัดตั้งกองทุน สสส. ตามกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ในลักษณะของกองทุน ส่วนของไทยพีบีเอส จัดตั้งตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ในลักษณะขององค์การ โดย สสส. มีกฎหมายเฉพาะของกองทุน และกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนใช้ประกอบกัน ทาง สสส. ได้มีการขอยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องความสามารถในการนำไปลงทุนสำหรับทรัพย์สินที่เป็นสภาพคล่องที่รอการใช้ ทางรัฐบาลได้มอบหมายให้ทาง สสส. ใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เคร่งครัดในการตีความข้อความการหาผลประโยชน์ โดยไม่ให้กองทุน สสส. ใช้เงินสภาพคล่องไปหาผลประโยชน์หรือหาผลตอบแทนอย่างเต็มรูปแบบ อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
และยังเน้นให้ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีผู้บริหารมืออาชีพในการบริหารจัดการ ซึ่งในไตรมาสสองที่ผ่านมา สสส. ได้ดำเนินการยุติการจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเหล่านี้ในการบริหารจัดการแล้ว โดยในปัจจุบันได้นำเงินสำรองทั้งหมดที่เป็นสภาพคล่องเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งสามารถดึงออกมาใช้ได้เพียงพอและทันกับเวลาที่จะต้องนำเงินไปให้กับโครงการที่กองทุน สสส. อนุมัติไว้
รมว.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า ส่วนของมาตรการกำกับ ดูแล การบริหารกองทุน ในอดีตเคยจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบริหารไว้ มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อแค่รักษาสภาพคล่องของกองทุน ให้เพียงพอต่อภาระผูกพัน และมีเงินสำรองสำหรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการบริหารต้องเป็นการบริหารเงินที่ยังไม่ถึงกำหนดการจ่ายให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงต่ำ มีหน่วยงานภายในเป็นกลไกผ่านคณะกรรมการ 2 ชุดคือ คณะกรรมการกองทุน และคณะกรรมการประเมินผล แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมถึงมีกลไกภายนอก คือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานตรวจสอบบัญชีจากภายนอกที่ สตง. เห็นชอบกำกับดูแล
นายพัฒนา ชี้แจงด้วยว่า ในปี 2570 ได้พูดคุยว่า กองทุน สสส. ควรนำตัวชี้วัดและกิจกรรมของกระทรวงสาธารณสุขเป็นตัวชี้วัดของ สสส. เช่น ลด เลิก ยาสูบ ส่งเสริมสุขภาพจิต รัฐบาลมีแนวคิดปรับปรุงการทำงานของ สสส. งบที่ได้รับปีละ 4,000 ล้านบาท การทำงานต้องปรับให้เหมาะสมกับความเสี่ยงสุขภาพของประชาชน หลังเข้าสู่ยุคสูงวัย การที่ดึงกองทุน สสส. ทำงานร่วมกระทรวงสาธารณสุข จะทำให้ใช้เงินเหมาะสม และนำตัวชี้วัดของกระทรวงอื่นๆ ที่ดูแลสุขภาพมาใช้ จะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล ส่วนการเปิดเผยข้อมูล กองทุน สสส. ใช้ส่วนใดบ้าง จะนำเข้าที่ประชุม สสส. และนำมารายงาน เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้วงกว้างมากขึ้น