โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความรู้จัก ‘กาฬโรค’ โรคที่ฆ่าคนได้ ทำไมรักษาได้ แต่รอไม่ได้?

THE STANDARD

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ทำความรู้จัก ‘กาฬโรค’ โรคที่ฆ่าคนได้ ทำไมรักษาได้ แต่รอไม่ได้?

ชื่อของ ‘กาฬโรค’ กลับมาอยู่ในความสนใจ หลังมีรายงานการเสียชีวิตของบุคลากรหญิงอายุ 28 ปี ซึ่งทำงานในสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในแคว้นอีร์คุตสค์ ประเทศรัสเซีย พร้อมข้อสงสัยเกี่ยวกับการสัมผัสเชื้อในห้องปฏิบัติการ

ประเด็นสำคัญ

  • ข่าวจากรัสเซีย: อะไรยืนยันแล้ว และอะไรยังเป็นข้อสงสัย
  • กาฬโรคไม่ได้เป็นเพียง ‘โรคจากหนู’
  • กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง: รูปแบบที่พบบ่อยที่สุด
  • กาฬโรคในกระแสเลือด: อาจไม่มีต่อมน้ำเหลืองบวม
  • กาฬโรคปอด: รูปแบบที่แพร่จากคนสู่คนได้
  • ติดต่อจากคนสู่คนได้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขการสัมผัส
  • โรครุนแรงที่รักษาได้ แต่การรักษารอไม่ได้
  • เมื่อใดจึงเรียกว่า ‘เกิดการระบาด’
  • ควบคุมโรคต้องดูทั้งคน สัตว์ หมัด และสิ่งแวดล้อม
  • เฝ้าระวังให้เร็ว สื่อสารให้ตรงกับหลักฐาน

เหตุการณ์นี้นำมาสู่คำถามว่า โรคที่หลายคนจดจำจากประวัติศาสตร์ยังเป็นภัยในปัจจุบันเพียงใด ติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างไร และมีหลักฐานอะไรที่ใช้แยกเหตุการณ์ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนออกจากการระบาดที่ได้รับการยืนยัน

ข่าวจากรัสเซีย: อะไรยืนยันแล้ว และอะไรยังเป็นข้อสงสัย

Reuters รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่า ทางการรัสเซียระบุสาเหตุการเสียชีวิตเป็นปอดอักเสบที่ยังไม่ทราบสาเหตุ และยังไม่พบหลักฐานอุบัติเหตุเกี่ยวกับเชื้อในสถาบัน ขณะที่ผู้สัมผัสอยู่ภายใต้การดูแลทางการแพทย์ ข้อมูลดังกล่าวจึงยังไม่ใช่การยืนยันว่าผู้เสียชีวิตติดเชื้อกาฬโรค หรือเกิดการรั่วไหลของเชื้อตามข้อสงสัยที่เผยแพร่

การทำความเข้าใจเหตุการณ์จึงต้องเริ่มจากการแยกให้ชัดระหว่าง ‘ผู้สัมผัส’ ‘ผู้ป่วยสงสัย’ และ ‘ผู้ป่วยยืนยัน’ เพราะแต่ละคำสะท้อนหลักฐานคนละระดับ การนำบุคคลเข้าสู่มาตรการเฝ้าระวังเป็นการจัดการความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นติดเชื้อแล้ว

ขณะเดียวกัน อาการปอดอักเสบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันกาฬโรคได้ เนื่องจากมีสาเหตุได้หลายประการ การระบุโรคจึงต้องอาศัยประวัติการสัมผัส ข้อมูลทางคลินิก และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการประกอบกัน

กาฬโรคไม่ได้เป็นเพียง ‘โรคจากหนู’

กาฬโรคเกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ และมีหมัดเป็นพาหะสำคัญในการนำเชื้อมาสู่มนุษย์

มนุษย์อาจติดเชื้อจากการถูกหมัดที่มีเชื้อกัด การสัมผัสเนื้อเยื่อหรือสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ และการรับละอองฝอยทางเดินหายใจจากผู้ป่วยกาฬโรคปอดเมื่อสัมผัสใกล้ชิด

การอธิบายกาฬโรคว่าเป็นเพียงโรคจากหนูจึงไม่ครอบคลุมเส้นทางการรับเชื้อทั้งหมด อีกทั้ง ‘แหล่งรังโรค’ กับ ‘แหล่งที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ’ อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะแหล่งรับโรคหมายถึงแหล่งที่เชื้อดำรงอยู่ตามธรรมชาติ ส่วนแหล่งรับเชื้อหมายถึงสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อในเหตุการณ์นั้น

การสอบสวนจึงต้องย้อนกลับไปดูว่าผู้ป่วยสัมผัสสัตว์ หมัด ผู้ป่วย หรือวัสดุที่มีเชื้ออย่างไร เพื่อค้นหาเส้นทางการรับเชื้อและวางมาตรการควบคุมให้ตรงจุด

กาฬโรค 3 รูปแบบ รุนแรงต่างกันอย่างไร

กาฬโรคมี 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง
  • กาฬโรคในกระแสเลือด
  • กาฬโรคปอด

ซึ่งแตกต่างกันตามระบบของร่างกายที่เชื้อก่อโรค อย่างไรก็ตาม รูปแบบเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน เพราะเชื้ออาจลุกลามจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้

กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง: รูปแบบที่พบบ่อยที่สุด

กาฬโรคต่อมน้ำเหลืองมักเกิดหลังถูกหมัดที่มีเชื้อกัด เชื้อเข้าสู่ร่างกายและเคลื่อนผ่านระบบน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และเจ็บมาก โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ รักแร้ หรือคอ

ผู้ป่วยอาจมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และอ่อนแรงร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือดหรือปอด ทำให้เกิดโรคในรูปแบบที่รุนแรงขึ้น

กาฬโรคในกระแสเลือด: อาจไม่มีต่อมน้ำเหลืองบวม

กาฬโรคในกระแสเลือดเกิดเมื่อเชื้อเพิ่มจำนวนในเลือด อาจเป็นรูปแบบแรกของการติดเชื้อ หรือเกิดจากการลุกลามของกาฬโรครูปแบบอื่น

ผู้ป่วยอาจมีไข้ อ่อนแรงรุนแรง ปวดท้อง เลือดออกผิดปกติ และภาวะช็อก ในรายที่รุนแรงอาจเกิดเนื้อเยื่อตายบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือจมูก ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือดำ

ข้อสำคัญคือ ผู้ป่วยบางรายไม่มีต่อมน้ำเหลืองบวม การไม่พบก้อนบวมที่ขาหนีบ รักแร้ หรือคอ จึงไม่เพียงพอที่จะตัดความเป็นไปได้ของโรค

กาฬโรคปอด: รูปแบบที่แพร่จากคนสู่คนได้

กาฬโรคปอดเกิดได้ทั้งจากการสูดรับละอองฝอยที่มีเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง และการที่เชื้อจากส่วนอื่นของร่างกายลุกลามมาที่ปอด

ผู้ป่วยอาจมีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก และเสมหะปนเลือด โดยอาการปอดอักเสบสามารถทรุดลงอย่างรวดเร็ว รูปแบบนี้มีความสำคัญต่อการควบคุมโรค เพราะสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ

ติดต่อจากคนสู่คนได้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขการสัมผัส

แม้กาฬโรคปอดสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่การประเมินความเสี่ยงต้องพิจารณาลักษณะการสัมผัส ระยะเวลา ความใกล้ชิด และภาวะของผู้ป่วยในช่วงที่เกิดการสัมผัส

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ระบุว่า การรับเชื้อผ่านละอองฝอยมักต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสัตว์ที่เป็นกาฬโรคปอด จึงไม่ควรตีความว่าการพบผู้ป่วยหนึ่งรายหมายถึงเชื้อกำลังแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในประชากรทั่วไป

เมื่อพบผู้ป่วยกาฬโรคปอด การสอบสวนจึงต้องค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิด ประเมินช่วงเวลาและลักษณะการสัมผัส ติดตามอาการ และตรวจทางห้องปฏิบัติการตามข้อบ่งชี้ เพื่อแยกว่าบุคคลนั้นเป็นผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยง หรือมีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว

โรครุนแรงที่รักษาได้ แต่การรักษารอไม่ได้

ระยะฟักตัวของกาฬโรคโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1–7 วัน ขณะที่กาฬโรคปอดอาจสั้นเพียงประมาณ 24 ชั่วโมง

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า หากไม่ได้รับการรักษา กาฬโรคต่อมน้ำเหลืองมีอัตราเสียชีวิตประมาณ 30–60% ส่วนรูปแบบปอดและกระแสเลือดมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงมาก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความรุนแรงของโรคที่ไม่ได้รับการรักษา ไม่ใช่ผลลัพธ์ของผู้ป่วยทุกรายที่เข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที

กาฬโรครักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจพบและเริ่มรักษาให้เร็ว CDC แนะนำว่า เมื่อแพทย์สงสัยกาฬโรคจากอาการและประวัติเสี่ยง ควรเริ่มการรักษาที่เหมาะสมโดยไม่รอผลตรวจยืนยัน

การรักษาผู้ป่วยสงสัยอย่างเร่งด่วนจึงสามารถดำเนินไปพร้อมกับการตรวจยืนยันได้ ขณะที่การสื่อสารต่อสาธารณะยังต้องระบุระดับหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้การเริ่มรักษาหรือการเฝ้าระวังถูกตีความว่าเป็นการยืนยันโรคแล้ว

เมื่อใดจึงเรียกว่า ‘เกิดการระบาด’

การยืนยันกาฬโรคต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากตัวอย่างที่เหมาะสม เช่น เลือด เสมหะ หรือหนองจากต่อมน้ำเหลือง ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและประวัติการสัมผัส

ส่วนการประเมินว่าเกิดการระบาดหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าการเกิดโรคสูงกว่าระดับที่คาดหมายในประชากร พื้นที่ และช่วงเวลานั้นหรือไม่ รวมถึงแหล่งรับเชื้อและความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วย

สำหรับโรคที่พบได้น้อย การพบผู้ป่วยยืนยันเพียงรายเดียวก็อาจมีนัยสำคัญเพียงพอให้ดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีการแพร่จากคนสู่คนในชุมชน ขณะเดียวกัน การพบผู้สัมผัสจำนวนมากก็ไม่สามารถใช้แทนจำนวนผู้ติดเชื้อได้

ธวัชชัย แสวงหา นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลศรีสะเกษ อธิบายผ่าน Hfocus ว่า การติดตามเหตุการณ์ควรให้ความสำคัญกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ การพบผู้ป่วยรายใหม่ อาการของผู้สัมผัส และความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วย มากกว่าการใช้จำนวนผู้ถูกเฝ้าระวังเป็นตัวชี้วัดการแพร่เชื้อ

ควบคุมโรคต้องดูทั้งคน สัตว์ หมัด และสิ่งแวดล้อม

หากพบผู้ป่วยกาฬโรคปอด มาตรการสำคัญประกอบด้วยการแยกผู้ป่วย การป้องกันการรับเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ และการค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิด ผู้ที่มีประวัติสัมผัสเข้าเกณฑ์อาจได้รับยาปฏิชีวนะป้องกันเป็นเวลา 7 วัน ตามการประเมินของแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

การควบคุมโรคยังต้องครอบคลุมสัตว์ พาหะ และสิ่งแวดล้อม WHO ระบุว่า ในพื้นที่เกิดโรคควรควบคุมหมัดก่อนควบคุมสัตว์ฟันแทะ เพราะการกำจัดสัตว์ฟันแทะก่อนอาจทำให้หมัดที่มีเชื้อเปลี่ยนไปกัดโฮสต์อื่น รวมถึงมนุษย์ การจัดลำดับมาตรการจึงเป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยง

สำหรับประชาชน การป้องกันเริ่มจากหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือซากสัตว์ด้วยมือเปล่า และป้องกันหมัดกัดในพื้นที่เสี่ยง หากมีไข้ร่วมกับต่อมน้ำเหลืองบวมเจ็บ หรืออาการทางเดินหายใจหลังมีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง การสัมผัสสัตว์ หรือผู้ป่วย เพื่อประกอบการประเมิน

เฝ้าระวังให้เร็ว สื่อสารให้ตรงกับหลักฐาน

เหตุการณ์ในรัสเซียสะท้อนว่า การรับมือโรคติดต่อมีทั้งความเร่งด่วนทางการแพทย์และความรอบคอบในการสื่อสาร หน่วยงานสาธารณสุขอาจต้องดำเนินมาตรการก่อนข้อมูลครบถ้วน ขณะที่การรายงานข่าวต้องระบุให้ชัดว่าอะไรได้รับการยืนยัน อะไรอยู่ระหว่างการสอบสวน และอะไรยังเป็นข้อสงสัย

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปจึงเป็นผลตรวจ สาเหตุการเสียชีวิต และหลักฐานการติดเชื้อในผู้สัมผัส เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยตอบได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเสี่ยงเพียงใด และจำเป็นต้องยกระดับมาตรการควบคุมโรคอย่างไร

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...