เลขาสปสช.ลั่นงบฯบัตรทองปี 70 กว่า 2.89 แสนล้าน จะใช้ให้คุ้มค่า เน้นตรวจสอบ ใช้AI ช่วย
สปสช. เปิดทิศทางบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2570 วงเงินรวมกว่า 2.89 แสนล้านบาท ชูบริหารกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า เป็นธรรม และโปร่งใส พร้อมทำงานร่วมกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการ จัดระบบบริหารงบและบริการผู้ป่วยใน ปรับกลไกการจ่าย–กำกับติดตามระดับพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพตรวจสอบด้วยข้อมูลและ AI ควบคู่ลงทุนด้านการป้องกันโรคและพัฒนาสิทธิประโยชน์ สนับสนุนหน่วยบริการและประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง
14 ตุลาคม 2569-สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดกิจกรรม “สปสช. พบสื่อมวลชน (Meet The Press) ครั้งที่ 1” เรื่อง “การบริหารจัดการงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2570” ภายใต้แนวคิด “บริหารกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนหน่วยบริการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง”
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2570 กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีวงเงินรวม 289,113.05 ล้านบาท รวมค่าแรงหน่วยบริการของรัฐ 74,968.64 ล้านบาท และเมื่อไม่รวมค่าแรงมีวงเงินกองทุน 214,144.41 ล้านบาท ขณะที่อัตราเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 4,669.44 บาทต่อผู้มีสิทธิ สำหรับประชากรสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประมาณ 47.17 ล้านคน
ทิศทางสำคัญของปี 2570 คือการบริหารงบประมาณภายใต้กรอบวงเงินที่ได้รับให้เพียงพอและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม คุณภาพและผลลัพธ์ของบริการ การมีส่วนร่วม และประสิทธิภาพการบริหารกองทุน ใช้หลัก Value for Money ครอบคลุมทั้งความประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความเสมอภาค รวมถึงยกระดับระบบกำกับตรวจสอบด้วยกลไก 3 Lines of Defense เพื่อให้การใช้เงินกองทุนมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
“หัวใจสำคัญคือ เงินกองทุนต้องไปสนับสนุนการจัดบริการที่จำเป็นอย่างเหมาะสม หน่วยบริการสามารถดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ให้ข้อจำกัดด้านงบประมาณกระทบต่อการเข้าถึงบริการที่จำเป็นของประชาชน การบริหารปี 2570 จึงต้องมองทั้งเรื่องประสิทธิภาพกองทุน ความพร้อมของระบบบริการ และการเข้าถึงบริการของประชาชนไปพร้อมกัน” นพ.จเด็จ กล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า อีกแนวทางสำคัญคือ การทำงานร่วมกันระหว่าง สปสช. กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยบริการ โดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมายบริการ แนวทางการจ่ายเงิน และการกำกับติดตามให้สอดคล้องกับภาระบริการในแต่ละพื้นที่ ซึ่งภายหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เห็นชอบแนวทางบริหารงบบริการผู้ป่วยใน ปี 2570 ที่เป้าหมาย 10.5 ล้าน Sum AdjRW อัตรา 10,000 บาท/AdjRW เพื่อสะท้อนต้นทุน การจัดบริการในพื้นที่ และการส่งต่อ พร้อมมอบให้ สปสช. หารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดการบริหารและกำกับติดตามต่อไป
นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า แนวทางดังกล่าวจะใช้ข้อมูลผลงานบริการที่ผ่านมาเป็นฐานกำหนดเป้าหมายระดับเขตสุขภาพและจังหวัด ส่งเสริมให้โรงพยาบาลในพื้นที่ร่วมกันบริหารบริการและงบประมาณ เพื่อลดความซ้ำซ้อน ควบคุมปริมาณผลงานให้อยู่ในเป้าหมาย และลดการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น พร้อมติดตามทั้งผลงานบริการ การใช้จ่าย และคุณภาพบริการ
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า ในรายละเอียดการบริหารกองทุนปี 2570 จะครอบคลุมทั้งบริการผู้ป่วยนอก (OP) ผู้ป่วยใน (IP) บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) รวมถึงบริการกรณีเฉพาะ โดย สปสช. และกระทรวงสาธารณสุขจะร่วมกันกำหนดรายละเอียดการบริหารงบผู้ป่วยใน ทั้งเป้าหมายผลงาน วิธีการจ่าย และการกำกับติดตามระดับพื้นที่ เพื่อให้หน่วยบริการได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม โดยกรณีบริหารงบได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเงินเหลือ จะพิจารณาจัดสรรส่วนที่เหลือให้หน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามแนวทางที่หารือร่วมกัน
ขณะเดียวกัน บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ปี 2570 มีวงเงิน 30,113.958 ล้านบาท สำหรับประชาชนไทยทุกคน ครอบคลุมการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การคัดกรอง และบริการเชิงรุกที่จำเป็น โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันการเจ็บป่วย ลดความรุนแรงของโรค และสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้านและในชุมชนมากขึ้น
นอกจากนี้ จะมีการพัฒนากลไกสนับสนุนสภาพคล่องของหน่วยบริการ โดยอยู่ระหว่างหารือเพื่อนำร่องการจ่ายเงินล่วงหน้าในระดับพื้นที่ 2 เขต และคณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบการโอนงบบริการผู้ป่วยนอกและงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ปี 2570 ล่วงหน้าร้อยละ 25 ให้แก่หน่วยบริการกลุ่มที่กำหนด ระหว่างรอการปรับเกลี่ยรายรับ เพื่อให้หน่วยบริการมีสภาพคล่องและสามารถจัดบริการแก่ประชาชนได้ต่อเนื่อง ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า ปี 2570 ยังเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายและการตรวจสอบ ทั้งการตรวจสอบก่อนจ่ายและหลังจ่าย การเชื่อมโยงข้อมูลบริการกับข้อมูลการเบิกจ่าย และการนำ AI Audit มาใช้สนับสนุนการตรวจสอบ รวมทั้งมาตรการกำกับบริการที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยการควบคุมงบจะดำเนินควบคู่กับการติดตามคุณภาพและการเข้าถึงบริการ เพื่อไม่ให้การบริหารปริมาณบริการส่งผลให้ประชาชนถูกปฏิเสธหรือชะลอการรักษา
สำหรับประชาชน ปี 2570 มีงบรองรับรายการสิทธิประโยชน์และบริการใหม่รวมประมาณ 1,348.97 ล้านบาท อาทิ วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) ในเด็กเล็ก หัตถการใส่ลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวน (TAVI) บริการแพทย์ขั้นสูงและนวัตกรรม เช่น MR Linac และ 3D Printing การปลูกถ่ายตับกรณีตับวายเฉียบพลัน การปลูกถ่ายปอดและปอด–หัวใจ รวมถึงการขยายการจัดการวัณโรคเชิงรุกในชุมชนและการรักษาวัณโรคระยะแฝง
“การบริหารกองทุนปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงการกำหนดวงเงินหรืออัตราจ่าย แต่เป็นการวางระบบตั้งแต่การจัดสรร การจ่าย การกำกับติดตาม และการตรวจสอบ ควบคู่กับการสนับสนุนหน่วยบริการ การลงทุนด้านการป้องกันโรค และการพัฒนาสิทธิประโยชน์ เพื่อให้เงินกองทุนทุกส่วนเชื่อมไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง” ทพ.อรรถพร กล่าว