เปิดราชกิจจาฯ กา ‘ประดิทิน’ เมื่อวานของพรุ่งนี้ ก่อนจะถึง 1 มกรา
วันนี้ 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2565
อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เตรียมเคาต์ดาวน์สู่วาระดิถีขึ้นปีใหม่ในแบบสากล
1 มกราคม พุทธศักราช 2566 ตรงกับวันอาทิตย์แสนสุขสันต์
วันแรกของคริสต์ศักราช 2023
อย่างไรก็ตาม กว่าประชาชนคนไทยจะรู้จักและคุ้นเคยกับปีใหม่ในปฏิทินที่พิมพ์แจกจ่ายในวันวานจนถึงการสไลด์ดูคาเลนดาร์ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนในวันนี้ แท้จริงแล้วเป็นเวลาเพียง 8 ทศวรรษเท่านั้น
กล่าวคือ หากย้อนเวลากลับไปไกลกว่านั้น เราไม่เคยกล่าว ‘สวัสดีปีใหม่’ ในวันที่ 1 มกราคม เพราะปีใหม่เดิมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ‘อุษาคเนย์’ คือเดือนอ้าย หลังลอยกระทง ต่อมา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา แต่ไม่ได้เป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลาย
ต่อมาหลัง ‘อภิวัฒน์สยาม’ เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย มีการประกาศให้มีงานรื่นเริงในวันขึ้นปีใหม่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2477 ที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก ก่อนกระจายไปยังในต่างจังหวัด
หลังจากนั้นมีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธาน มติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2484 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
สรุปคือ สมัยรัชกาลที่ 5-รัชกาลที่ 8 ปีใหม่คือ 1 เมษายน นับแต่ พ.ศ.2432-1 เมษายน 2483
ก่อนคติปีใหม่เดิมของคนไทย ไม่มีสำนึกเรื่องปีใหม่แบบสากล ทว่า รู้จักการเปลี่ยนปีนักษัตร ตอนขึ้นเดือนอ้าย หลังลอยกระทงเดือน 12 ซึ่งตรงกับปฏิทินสากลราวเดือนพฤศจิกายน รับรู้เรื่องการเปลี่ยนผันจากฤดูกาลต่างๆ ไปสู่อีกฤดู
พระราชบัญญัติ ‘ประดิทิน’ พุทธศักราช 2483 ซึ่งปรากฏในราชกิจจานุเบกษา คือ หลักฐานชี้ประจักษ์ชัด
เปิดจุดเปลี่ยน ราชกิจจาฯ เล่ม 58 หน้า 31
‘ประกาศให้ใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่’
สำหรับประกาศอย่างเป็นทางการให้ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 58 หน้า 31-33 ประกาศเมื่อ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2483 ในสมัยรัชกาลที่ 8 ลงนามสนองพระบรมราชโองการโดย ‘พิบูลสงคราม’ นายกรัฐมนตรี ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
ข้อความตอนหนึ่ง ว่า
‘โดยจารีตประเพณีของไทยแต่โบราณมา ได้ถือวันแรม 1 ค่ำเดือนอ้ายเป็นวันขึ้นปีใหม่ เป็นการสอดคล้องต้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งถือฤดูเหมันต์เป็นการเริ่มต้นปี ต่อมา จารีตอันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ซึ่งใช้วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ครั้นภายหลังเมื่อทางราชการนิยมใช้สุริยคติ จึ่งได้ถือวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นต้นปีมาตั้งแต่พุทธศักราช 2432
แต่ในนานาอารยประเทศทั้งปวง ตลอดถึงประเทศใหญ่ๆ ทางปลายบุรพทิศนี้ ได้นิยมใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นต้นปี การนิยมใช้วันที่ 1 มกราคมนี้มิได้เกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนา จารีตประเพณีหรือการเมืองของชาติใด ประเทศใด แต่เป็นการคำนวณโดยวิทยาการทางดาราศาสตร์และนิยมใช้กันมาเป็นเวลากว่าสองพันปี
เมื่อประเทศไทยได้นิยมถือสุริยคติตามอย่างนานาประเทศแล้ว ก็ถือเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นต้นปีเหมือนอย่างประเทศทั้งหลาย เพราะวันที่ 1 มกราคม ก็ใกล้เคียงกับวันแรม 1 ค่ำของไทย และเป็นการใช้ฤดูหนาวเริ่มต้นปี
การใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ จะเป็นการสอดคล้องต้องตามจารีตประเพณีโบราณของไทย ต้องตามคติแห่งพระบวรพุทธศาสนา และได้ระดับกับนานาอารยประเทศทั้งมวล….’
ประดิทิน ประนินทิน ประฏิทิน จากดวงจันทร์ถึงสุริยคติ
แม้ปีใหม่แบบสากล จะเพิ่งถูกใช้ในสยามเมื่อ 80 กว่าปีก่อน ในสมัยรัชกาลที่ 8 ทว่า ‘ปฏิทินฝรั่ง’ มีการตีพิมพ์ในสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่เป็นแบบฝรั่งพิมพ์ ฝรั่งใช้เอง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จึงมีการพิมพ์ปฏิทินฝรั่งให้เป็นภาษาไทย จากเดิมที่ใช้เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ เดือนห้า ก็ปรับเป็นชื่อเดือนภาษาฝรั่ง อย่าง แจนยูอารี แฟบยูอารี มาร์ช กระทั่งพิมพ์ชื่อเดือน 12 เดือน ในภาษาไทยว่า มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ฯลฯ
สำหรับปีแรกซึ่งรัชกาลที่ 5 ให้ใช้ รัตนโกสินทร์ศก 108 ก็ทรงให้ใช้เดือนเรียกแบบฝรั่งที่แปลงแล้ว สำหรับใช้เป็นปฏิทินของราชการด้วย นับแต่นั้นมาปฏิทินแบบฝรั่งก็เป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทยมากขึ้นตามลำดับ
ข้อมูลจาก ‘ศุภฤกษ์เบิกชัย สวัสดีปีใหม่’ นิทรรศการหมุนเวียนซึ่งจัดขึ้น ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ นำเสนอเรื่องราวของปฏิทินไว้ในตอนหนึ่งว่า ปฏิทิน (calendar) ในอดีตอาจเขียนเป็น ประดิทิน ประนินทิน หรือประฏิทิน ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการจัดแบ่งช่วงเวลาวัน เดือน ปี ให้เป็นแบบแผน โดยอาศัยวิชาดาราศาสตร์เป็นหลักในการจัดทำ เพื่อประโยชน์สำหรับดูวัน เดือน ปี ในการกำหนดอายุ กำหนดการพิธีต่างๆ และใช้สำหรับระบุในการบันทึกเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของมนุษย์
ปฏิทินไทย เดิมเป็นแบบจันทรคติ ใช้ดวงจันทร์เป็นหลัก เรียกวันเป็น วันข้างขึ้น วันข้างแรม กรมโหรหลวงมีหน้าที่คำนวณ วัน เดือน ปี จัดทำปฏิทินแต่ละปีขึ้นเป็นต้นแบบในสมุดไทยดำ ผู้ใดประสงค์ก็จะขอคัดสำเนาไปใช้ทั้งในส่วนราชการและส่วนตัว ภายหลังจึงมีการจัดพิมพ์ปฏิทินขึ้นบนกระดาษฝรั่ง
การพิมพ์ปฏิทินในเมืองไทย เกิดครั้งแรกเมื่อ หมอบรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน จัดพิมพ์หนังสือ Bangkok Calendar, For the year our Lord ขึ้นในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2385 ปลายรัชกาลที่ 3 โดยพิมพ์เป็นเล่ม มีรายละเอียดวัน เดือน ปี และช่องว่างสำหรับจดบันทึก แต่การพิมพ์ปฏิทินนี้ยังใช้ภาษาอังกฤษ
ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์ปฏิทินภาษาไทยขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2404 กระทั่งเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2416
ส.ค.ส. ส่งความสุข ชนชั้นนำสู่ราษฎร กระดาษฝรั่งสู่ไลน์กรุ๊ป
อีกหนึ่งองค์ประกอบปีใหม่ที่ในอดีตฮิตส่งความสุขผ่าน ส.ค.ส. บัตรอำนวยพรปีใหม่ ซึ่งปัจจุบันส่ง ‘ไลน์’ ถึงกันได้โดยไม่ต้องพึ่งบุรุษไปรษณีย์
ย้อนไปเมื่อกว่าร้อยปีก่อน สยามรับวัฒนธรรมการส่งบัตรอำนวยพรปีใหม่มาจากตะวันตก ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช เจ้าของผลงานอันลือลั่น ‘กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง’ ค้นพบการ์ดอวยพรปีใหม่ฉบับแรกของไทยเท่าที่พบในขณะนี้จากประเทศอังกฤษ โดยเป็น ส.ค.ส. ฉบับที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่ กัปตันจอห์น บุช หรือ หลวงวิสูตรสาครดิษฐ ที่ดูแลกรมเจ้าท่าในขณะนั้น เมื่อ พ.ศ.2409 มีลักษณะเป็น ‘กระดาษฝรั่ง’ สีครีม พับครึ่ง เหมือนกระดาษเขียนจดหมาย กว้าง 18 เซนติเมตร ยาว 23 เซนติเมตร ความยาว 4 หน้า ซองกว้าง 8.1 เซนติเมตร ยาว 13.9 เซนติเมตร รัชกาลที่ 4 พระราชทานลายเซ็นพระนามลงบน ส.ค.ส. ฉบับดังกล่าวด้วย
ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการสร้างสรรค์ ส.ค.ส.มากขึ้น ทั้งแบบตีพิมพ์ และเขียนด้วยลายมือ โดยโปรดให้พระราชทานแด่ขุนนาง ภาพบน ส.ค.ส. เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ รวมถึงพระราชโอรส ครั้นสมัยรัชกาลที่ 6 ยิ่งมีมากขึ้น และได้รับความนิยมต่อมาจนถึงราษฎรทั่วไทย
ในนิทรรศการ ‘ศุภฤกษ์เบิกชัย สวัสดีปีใหม่’ ที่หอสมุดแห่งชาติ มีการนำเสนอข้อมูลและภาพ ส.ค.ส. พระราชทานมากมายนับแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน รวมถึงโคลงให้พรปีใหม่ของพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ ‘โคลงให้พรปีใหม่ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ สภานายกทรงแต่ง’
ความตอนหนึ่งว่า
‘ศรีศรีสิทธิศกแก้ว โกสินทร์
ร้อยเศษเก้าปฏิทิน ใหม่นี้
เจริญรัตนบุรีพิญ โญยิ่ง ยิ่งเทอญ
ไข้ทุกข์ ขุกเข็ญลี้ หลีกพ้น ไผทไทย’
ไม่ว่ากี่ปีที่ผ่านพ้นไป ความปรารถนาดีต่อกัน ย่อมเป็นของขวัญปีใหม่ที่ล้ำค่าเหนือกว่าสิ่งใด
นิทรรศการ ‘ศุภฤกษ์เบิกชัย สวัสดีปีใหม่’
นำเสนอความเป็นมาของวันขึ้นปีใหม่ในเมืองไทย พระราชพิธีขึ้นปีใหม่ในรัชสมัยต่างๆ พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ โคลงให้พรปีใหม่ของพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงจัดแสดงบัตรส่งความสุข บัตรอวยพร ส.ค.ส. พระราชทาน และเพลงพระราชนิพนธ์พรปีใหม่ นอกจากนี้ ยังนำเสนอเรื่องราวของปฏิทิน สมุดบันทึก และกิจกรรมเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ด้วย
เข้าชม (ฟรี) ได้ทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ตั้งแต่วันนี้ถึง 22 เมษายน 2566 ณ ห้องวชิรญาณ 2-3 ชั้น 1 อาคาร 2 หอสมุดแห่งชาติ เขตดุสิต กรุงเทพฯ
โทร 0-2280-9828