โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

วิธีป้องกันตัวเอง "โดนดูดเงิน" จากบัญชีธนาคาร ควรทำอย่างไร

อีจัน

อัพเดต 06 ธ.ค. 2565 เวลา 11.15 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2565 เวลา 11.15 น. • อีจัน

เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงหลังจากมีกระแสข่าวโดนล้วงข้อมูล แฮกบัญชี และล่าสุดมีการดึงเงินออกจากบัญชีโดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว มาร่วมเตรียมตัวให้พร้อมรับมือหาแนวทางการใช้งานธุรกรรมออนไลน์อย่างปลอดภัยไปด้วยกัน

สาว เตือนภัย ผูกบัญชี ไว้กับแอปช็อปปิ้ง ดูอีกทีเงินหายเกือบหมด วิธีป้องกันโดนดูดเงิน/สูญหายจากบัญชี

สำหรับแนวทางการป้องกันการถูกโอนเงินออกจากบัญชีเบื้องต้น DirectAsia ได้รวบรวมวิธีป้องกันดังกล่าว เผื่อใครกำลังเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยง ก่อนสูญเงินไม่รู้ตัวมาสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมก่อน

1. หลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi อินเตอร์เน็ตสาธารณะ

ไม่ใช่อินเตอร์เน็ตทุกที่จะปลอดภัยสำหรับการทำธุรกรรม โดยเฉพาะ Free Wi-Fi ตามคาเฟ่หรือร้านกาแฟ หากมีความจำเป็นเราแนะนำให้ใช้ Virtual Private Network (VPN) เพื่อป้องกันการลักลอบขโมยข้อมูล

2.เปิดระบบแจ้งเตือนของธนาคาร

ในแทบทุกธนาคารจะมีบริการแจ้งเตือนผู้ใช้ เมื่อมีรายการเงินเข้าหรือออก เพื่อให้เรารู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับบัญชีของเราและรับมือได้ทันท่วงทีหากมีรายการที่ผิดปกติเกิดขึ้น

3.ปรับวงเงินในบัญชีบัตรเครดิต

เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเงินจำนวนมาก ตั้งบัญชีบัตรเครดิต/เดบิตในการทำธุรกรรมในแอปพลิเคชั่นของธนาคาร โดยตั้งวงเงินให้กลายเป็น 0 บาท เมื่อต้องการใช้ซื้อของค่อยเข้าไปเปลี่ยนวงเงินที่ต้องการจะใช้ใหม่ โดยตั้งวงเงินให้พอดีกับการใช้จ่ายในแต่ละครั้ง

4.ยกเลิกการผูกบัญชีผ่านช่องทางต่าง ๆ

ยกเลิกการผูกบัญชีบัตรเครดิต/เดบิต ไว้กับเว็บไซต์ รวมถึงแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก เว็บออนไลน์ แอปฯช้อปปิ้ง Google play หรือ Apple Store ออกให้หมด

5.ลบบัญชีธุรกรรมจาก Facebook

สำหรับคนที่โดนหักเงินจาก Facebook นำเงินไปจ่ายค่ายิงแอดโฆษณา ให้เข้าไปที่ดูการแจ้งเตือนว่า มีคนดึงบัญชีของเราเข้าไปบัญชีโฆษณาของ Facebook หรือไม่ หลังจากนั้นให้ไปไล่หาชื่อของเรา ตรงบทบาทผูดูแลบัญชี และกดลบผู้ใช้ออกทันที หลังจากนั้นให้ลบบัญชีที่ทำไว้เพื่อทำธุรกรรมผ่านเฟซบุ๊กออก

6.Logout — ลงชื่อออก

เมื่อทำธุรกรรมบนอุปกรณ์ที่ไม่ได้ติดตัวตลอดเวลาอย่าง คอมพิวเตอร์ หรือแล็บท็อป เราแนะนำให้ลงชื่อออกหรือ Logout ออกจากระบบหลังจากทำธุรกรรม เพื่อลดโอกาสที่จะโดนแฮกในระหว่างที่เราไม่ได้อยู่ติดกับอุปกรณ์

7.ใช้การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (Two- factor Authentication)

เราอาจคุ้นเคยกับฟีเจอร์ความปลอดภัยนี้ในชื่อของ OTP หรือ One-Time Password ซึ่งทำหน้าที่ยืนยันความเป็นเจ้าของบัญชี ด้วยข้อความ SMS หรืออีเมล ซึ่งแม้แฮกเกอร์จะมีทั้งชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ของเราพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใช้งานได้

8.อายัดบัตรเครดิต/เดบิต และแจ้งความ

เมื่อพลาดไปแล้วสามารถแจ้งไปยังธนาคารเพื่อให้ดำเนินการอายัดบัตรหรือปฎิเสธการชำระเงินค่าบริการทางออนไลน์ จากนั้นให้ตรวจสอบรายการเดินบัญชี รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมหลักฐานที่สคัญแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในทุกพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อสืบสวนสอบสวนพิสูจน์ทราบถึงตัวผู้กระทำความผิดและนำตัวมาดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

9.หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมผ่านออนไลน์

กรณีที่คนร้ายได้ข้อมูลที่อยู่ด้านหน้าบัตรเครดิต/เดบิต และตัวเลขรหัส 3 ตัวที่อยู่ด้านหลังบัตร ทำให้คนร้ายนำไปใช้ทำธุรกรรมผ่านทางออนไลน์ที่มีมูลค่าไม่สูงได้ โดยไม่ต้องใช้ OTP ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือผ่านทางออนไลน์ ที่ต้องแจ้งข้อมูลด้านหน้าบัตรและรหัส 3 ตัวที่อยู่ด้านหลังบัตร หากต้องการเข้าไปที่เว็บไซต์ใด ขอให้พิมพ์ชื่อเว็บด้วยตัวเองเพื่อป้องกันเข้าไปสู่เว็บไซต์ปลอมที่มีความแนบเนียนมาก

10. อัพเดตอุปกรณ์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

การอัพเดตซอฟต์แวร์หรือระบบปฏิบัติการนอกจากจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆแล้ว ยังเป็นการแก้ไขช่องโหว่หรือข้อผิดพลาดจากเวอร์ชันก่อน หากเป็นไปได้ให้เปิดระบบอัพเดตอัตโนมัติ

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังแนะนำให้ยังประชาชน ควรนำแผ่นสติ๊กเกอร์ทึบแสงปิดรหัส 3 ตัวด้านหลังบัตรเครดิต/เดบิต หรือจดรหัส 3 ตัวดังกล่าวเก็บไว้ แล้วใช้กระดาษทรายลบตัวเลขรหัสดังกล่าวออกจากด้านหลังบัตร เพื่อความปลอดภัยในการใช้จ่ายประจำวัน และป้องกันมิจฉาชีพ ไม่ให้แอบถ่ายรูปด้านหน้าและหลังบัตรเพื่อนำไปใช้จ่ายในโลกออนไลน์ได้

ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว ยังเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 269/5 ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ

ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

วูบหลับ ขับรถตกน้ำ “สติ”พาชีวิตรอดคลิปอีจันแนะนำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...