โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AI คืออะไร? ทำความเข้าใจ AI แบบง่าย ๆ

BT Beartai

อัพเดต 16 เม.ย. 2563 เวลา 14.39 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2563 เวลา 09.40 น.
AI คืออะไร? ทำความเข้าใจ AI แบบง่าย ๆ

AI ย่อยมาจาก Artificial Intelligence หรือแปลเป็นไทยว่า “ปัญญาประดิษฐ์” เป็นระดับขึ้นหนึ่งในวิทยาการคอมพิวเตอร์ คำว่า AI ถูกพูดถึงในวงกว้างมากว่า 20 ปีแล้ว ช่วงที่พีคสุด ๆ ก็มีหนังฮอลลีวู้ดออกมาในชื่อเรื่อง Artificial Intelligence: AI กำกับโดย สตีเวน สปิลเบิร์ก เมื่อปี 2001

แต่ในวันนี้ AI กลับมาเป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยในบ้านเรา เมื่อรัฐบาลเปิดโครงการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่นอกระบบประกันสังคม ให้ไปลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผ่านทางเว็บไซต์ เราไม่ทิ้งกัน.com แล้วรัฐบาลก็อ้างว่าในขั้นตอนนี้ ทางหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบได้ใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยคัดกรองผู้มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขจริง หลังการประการผลผู้มีสิทธิ์รอบแรก ก็ก็กลายเป็นกระแสหลักที่ผู้คนต่างพูดถึงเรื่องนี้กันมาก มีทั้งผู้ที่ไม่สมควรจะได้รับก็ยังได้ ส่วนหลายคนอ้างว่าตัวเองสมควรได้ กลับได้รับ sms ข้อความว่า “ไม่ได้รับสิทธิ์” ซึ่งรัฐบาลก็อ้างอิงว่าเป็นไปตามระบบที่ AI คัดกรอง ตกลง AI นี่มันฉลาดจริงไหม แล้วที่รัฐบาลอ้างถึงนี่มันใช่ระบบ AI จริงหรือไม่ ชาวบ้านชาวช่องที่ไม่รู้จักว่า AI นี่มันคือตัวอะไร จากนี้เรามาทำความรู้จักคำว่า AI นี่กัน

AI คือเทคโนโลยีสมองกลคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์

พื้นฐานของ AI คือเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบให้มีระบบทำงานเหมือนกับการทำงานของสมองมนุษย์ , AI ที่ใช้กันในวงกว้างทุกวันนี้ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายจะเลียนแบบการทำงานให้เหมือนกับสมองมนุษย์เสียทีเดียว แต่สิ่งที่มุ่งหวังคือ “output” ของ AI จะสามารถตอบโต้กับผู้ใช้ได้โดยตรง ปัจจุบันซอฟต์แวร์หลาย ๆ ตัวที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI นั้น ต่างก็ต้องการให้ผู้ใช้ได้รู้สึกเหมือนตอบโต้กับมนุษย์ด้วยกันให้ได้มากที่สุด

AI ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบพร้อมเช่นเดียวกับมนุษย์ที่เกิดใหม่ ต่างก็ต้องเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้ การเรียนรู้ของ AI เหมือนกับมนุษย์ คือรับรู้ข่าวสาร ข้อมูล แล้วนำมาประมวลผล จากนั้นก็จัดเก็บ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในอนาคต ยกตัวอย่างแนวทางการเรียนรู้ของ AI เสมือนเด็กคนนหนึ่ง ที่เคยไปจับเตาแล้วรู้สึกร้อน สมองรับรู้ความเจ็บปวด ก็จดจำไว้แล้วก็จะไม่ทำเช่นนั้นอีก

ส่วนประกอบของ AI

ส่วนประกอบของ AI

รู้ให้ลึกลงไปอีกระดับ รูปแบบการทำงานของ AI เปรียบเสมือนวงกลมที่ซ้อนกันอยู่ 4 วง มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน, AI คือวงใหญ่สุดอยู่นอกสุด วงด้านในถัดมาก็คือ การเรียนรู้ของจักรกล (Machine Learning หรือ ML) ML เป็นส่วนหนึ่งของ AI มีหน้าที่ในการเรียนรู้ แต่ภายใต้การทำงาน ML นั้นก็ยังต้องขึ้นอยู่กับวงกลมถัดไปคือ การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning หรือ DL) และสุดท้ายคือวงในสุด เป็นส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญ ที่การทำงานของทั้ง 3 วงนอกจะต้องขึ้นอยู่กับวงนี้ก็คือ โครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks หรือ Intel)

รูปแบบการทำงานร่วมกันในแต่ละส่วนของ AI นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจาก”ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์”, ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญคือ Neural Network หน้าที่หลักและชัดเจนของมันก็คือ “คิด”ให้ได้เช่นเดียวกับความคิดของมนุษย์ การทำงานของสมองมนุษย์นั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะสมองเราสามารถทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างพร้อมกันให้ดูเป็นเรื่องง่ายดาย ในสมองมนุษย์นั้นมีระบบประสาทนับพันล้านตัวที่ทำงานเชื่อมโยงกัน และมีจุดประสานกันที่เรียกว่า synapses อีกล้านล้านจุด การที่ทุกจุดทำงานได้พร้อมกันเช่นนี้ ทำให้ระบบการทำงานของสมองมนุษย์นั้นยากที่จะเลียนแบบได้ และนั่นคือเป้าหมายที่เหล่านักวิทยาศาสตร์, นักคณิตศาสตร์ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านพยามที่จะพัฒนาระบบความนึกคิดของ Neural Network ให้ทำงานได้เหมือนกับสมองมนุษย์

พัฒนาการของ AI ในวันนี้ยังอยู่ในขั้นแรกเริ่ม 

Neural Network ยังมีพัฒนาการอยู่เรื่อย ๆ แต่เป้าหมายยังอยู่อีกห่างไกลนัก แต่อย่างไรก็ตาม Neural Network ก็คือหัวใจสำคัญสุด เพราะมีผลต่อเนื่องมาถึงทุก ๆ ส่วนของ Ai ทั้งในเรื่องความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของ Deep Learning และ Machine Learning ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของ Neural Network พูดได้ว่าหัวใจสำคัญอย่าง Neural Network คือตัวกำหนดพัฒนาการของวิทยาการ AI

ทุกวันนี้มีโปรแกรมและแอปพลิเคชันชื่อดังหลายตัว ที่ทำงานด้วยระบบ AI แล้วพัฒนามาได้ถึงจุดที่สามารถเรียนรู้ได้เองโดยสัญชาตญาณ อย่างเช่น Amy ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่คอยช่วยเราทำการจองและจัดตารางนัดหมาย, Siri ของ Apple ก็สามารถตอบคำถามง่าย ๆ ได้มากมาย หรือ Diamond ก็เป็นแอปพลิเคชัน ที่มาช่วยจัดการอีเมล แม้ว่าโปรแกรมเหล่านี้จะทำงานได้อย่างน่าประทับใจ แต่ก็ยังมีขีดจำกัดในจุดที่ว่า ระบบ AI ในโปรแกรมเหล่านี้ยังไม่สามารถตัดสินใจในบางเรื่องได้แม่นยำอย่างที่ผู้สร้างคาดหวัง

ด้วยมาตรฐานเหล่านี้ จึงมีคำจำกัดความให้กับวิทยาการ AI ในก้าวปัจจุบันนี้ว่า “Weak AI” หรือ Artificial Narrow Intelligence (ANI) แปลเป็นไทยว่า ปัญญาประดิษฐ์อ่อนแอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์เชิงแคบ ข้อจำกัดของปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้คือ ทำงานได้หน้าที่เดียวในช่วงเวลานั้น และยังไม่ “ตระหนักรู้ในตนเอง” (Self-Awareness) Weak AI อาจจะสามารถเลียนแบบความคิดแบบมนุษย์ได้ สามารถสื่อความคิดของตัวมันเองได้แบบที่ Siri โต้ตอบกับเรา สามารถสื่อสารกับเราได้ทั้งการออกเสียง หรือเป็นตัวหนังสือ แต่ยังไม่สามารถคิดได้ทัดเทียมมนุษย์

วันนี้ที่วิทยาการ AI ก้าวมาได้ถึงระดับ Weak AI ก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้ว แต่สิ่งที่ผู้คิด ผู้พัฒนา วางเป้าหมายไว้นั้น ไกลกว่านี้มาก อนาคตของ AI ในวิสัยทัศน์ของผู้พัฒนามีอีก 2 ระดับขั้นนั่นคือ

  • ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial general intelligence หรือ AGI) ในระดับนี้ AI จะสามารถเข้าใจเหตุและผล สามารถวางแผน และรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้
  • ปัญญาประดิษฐ์ ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ Artificial Super Intelligence (ASI) ในระดับนี้น่ากลัวแล้ว เหมือนที่เราเห็นในหนังไซไฟโลกอนาคต ที่ระบบ AI กลายเป็นภัยต่อมวลมนุษย์ ในระดับนี้มันสมองของ AI ฉลาดกว่า มันสมองของคนทั้งโลกรวมกัน แค่มาถึงจุด AGI นั้น ระดับมันสมองของ AI ก็สามารถคิดคำนวณได้เทียบเท่าความเร็วของสมองมนุษย์แล้ว แต่ถ้าไปถึง ASI แล้ว ระดับการทำงานของมันจะคิดได้เร็วเท่ากับมันสมองของประชากรโลกทั้ง 7,300 ล้านคนรวมกัน

ในวันนี้ทั้ง AGI และ ASI ยังเป็นแค่ทฤษฎีสมมติฐาน พัฒนาการของ AI อย่างไรก็ยังต้องขึ้นอยู่กับแนวทางการสร้างสรรค์ และรูปแบบสังคมเป็นตัวกำหนด

ขีดความสามารถในระดับสูงของ AI นั้น แม้ยังอยู่ในขั้น ทฤษฎีสมมติฐาน แต่แนวคิดที่นักพัฒนาจะสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ฉลาดกว่าผู้สร้างมันขึ้นมา ก็เป็นเรื่องที่ผู้คนได้ยินได้ฟังแล้วรู้สึกเป็นกังวล เปรียบเสมือนการสร้างแฟรงเกนสไตน์ขึ้นมาด้วยวิทยาการในโลกอนาคต เราก็คาดหวังว่ามันคงจะไม่พาไปถึงจุด โลกหายนะ แบบที่เห็นในหนังไซไฟอนาคตอย่างนั้นหรอกนะ ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับ พัฒนาการของเทคโนโลยี ที่ควรจะรุดหน้าไปอย่างสอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนบนโลกให้เกิดสันติสุขร่วมกัน

 

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...