สกู๊ปพิเศษ : 5 เรื่องน่ารู้ จากสารคดี "ซาดิโอ มาเน่"
สกู๊ปพิเศษ : 5 เรื่องน่ารู้ จากสารคดี “ซาดิโอ มาเน่”
ช่วงที่ไม่มีบอลเตะอย่างนี้ สื่อกีฬาหลายสำนัก รวมถึงสโมสรต่างๆ ต้องหาวิธีแก้เบื่อให้แฟนๆ ด้วยการสัมภาษณ์พิเศษหรือเจาะลึกชีวิตนักเตะไม่ก็โค้ชคนดังของแต่ละทีมมานำเสนอ
ล่าสุด สถานีโทรทัศน์ รากุเต็นทีวี นำเสนอสารคดีชีวิตของ ซาดิโอ มาเน่ กองหน้าสุดฮอตของ ลิเวอร์พูล ในชื่อ “ซาดิโอ มาเน่ : เมด อิน เซเนกัล”
เป็นสารคดีที่ไล่ไทม์ไลน์ชีวิตของมาเน่ตั้งแต่วัยเด็กที่เซเนกัล ไล่ไปเรื่องชีวิตการค้าแข้ง จนมาจบที่การประสบความสำเร็จกับหงส์แดงในปัจจุบัน
สารคดีตัวนี้มีเกร็ดชีวิตน่าสนใจมากมายที่ช่วยให้รู้จักแข้งวัย 28 ปีรายนี้มากขึ้น ซึ่งเราเก็บตกเรื่องราวน่าสนใจมาฝากกัน ณ ที่นี้…
– มาเน่ต้องหนีออกจากบ้านเพื่อจะได้เล่นฟุตบอล
เขาเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ “บัมบาลี” และต้องสูญเสียคุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ทำให้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของคุณลุงและคุณอาที่เป็นอิหม่ามของสังคมมุสลิมที่นั่น
ครอบครัวของมาเน่ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาเป็นอันดับแรก จึงไม่สนับสนุนให้เขาเล่นฟุตบอลนัก
แต่เด็กชายซาดิโอก็ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นอุปสรรค ถึงหมู่บ้านที่เขาอยู่จะไม่มีลูกฟุตบอลให้เล่น เขาก็ชวนเด็กๆ ที่นั่นหาวัตถุอื่นมาเตะแทนได้ แถมเขายังเป็นเด็กที่เล่นเก่งที่สุดในหมู่บ้านจนได้ฉายา“บอลลอนบูวา” หรือ “พ่อมดลูกหนัง”
ปี 2008 ตอนอายุ 16 มาเน่แอบหนีออกจากบ้านไปยังกรุงดาการ์เพื่อทดสอบฝีเท้ากับสโมสรที่นั่น แต่สุดท้ายก็โดนตามตัวเจอและพากลับบ้าน เขาจึงต้องเปิดอกคุยกับครอบครัว ว่าในปีต่อไปจะเลิกเรียน และใช้เวลากับฟุตบอลให้เต็มที่
– นักเตะในดวงใจวัยเยาว์คือ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ
ตอนที่มาเน่อายุ 10 ขวบ เซเนกัลกำลังอยู่ในช่วงยุคทองของทีมชาติ เมื่อสามารถผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2002 และรอบชิง แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ปีเดียวกัน
ดาวเด่นของทีมในตอนนั้นคืออลิอู ซิสเซ่, คาลิลู ฟาดิกา และ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ
ลุก เพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกัน เล่าว่า ตอนนั้นมาเน่ชอบนักเตะอยู่ 2 คน คนนึงคือ โรนัลดินโญ่ ตำนานแข้งบราซิเลียน และอีกคนคือดิยุฟ โดยมาเน่เคยปรารภกับเพื่อนว่า “สักวัน ฉันจะเล่นให้ได้ระดับนั้นบ้าง”
ในแง่ฝีเท้าอาจจะต้องเถียงกันหน่อย แต่ถ้าในแง่ผลงานการค้าแข้งกับลิเวอร์พูล ถือว่ามาเน่ก้าวข้ามดิยุฟไปไกลมาแล้ว เพราะตอนดิยุฟมีปัญหากับสโมสรและเพื่อนร่วมทีมจนจากกันไม่ดีด้วยซ้ำ
– อากาศในยุโรปทำเอาเขาช็อกไปเลย
มาเน่จากบ้านเกิดไปค้าแข้งกับทีม เม็ตซ์ ในฝรั่งเศส เมื่อปี 2011 ตอนที่ร่วมซ้อมกับทีมท่ามกลางลมหนาวในเดือนมกราคม มาเน่สวมเสื้อยืดตัวเดียวลงสนาม เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมทีมใหม่ยกใหญ่
พอเขาถามว่าทำไม เพื่อนๆ ก็ถามกลับว่า“นายใส่แค่นั้นอะนะ?” แล้วก็เป็นอย่างที่เพื่อนๆ คาด มาเน่ทนซ้อมได้แค่ 5 นาที ก็หนาวสั่นจนต้องกลับไปเปลี่ยนเสื้อในห้องแต่งตัว และก็ทำผิดพลาดซ้ำอีกด้วยการเอามือไปจุ่มน้ำร้อน เรียกว่าเป็นวันสุดแสนทรมานของเขาในประเทศใหม่เลยทีเดียว
สำหรับชีวิตการค้าแข้งที่เม็ตซ์ของมาเน่ไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักจากเขาบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อขาหนีบแล้วไม่ยอมบอกใครเพราะกลัวว่าจะหมดอนาคตจนโดนส่งกลับเซเนกัล
แต่สุดท้ายเขาก็ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง หลักผ่าตัดจนพักยาว 8 เดือน มาเน่ก็กลับมาโชว์ฟอร์มได้ดี จากนั้นจึงย้ายไป ซัลซ์บวร์ก, เซาธ์แฮมป์ตัน และลงเอยกับหงส์แดงในที่สุด
– คล็อปป์ไม่ค่อยประทับใจตอนเจอมาเน่ครั้งแรก
คล็อปป์เล่าในสารคดีว่า ตอนเขาคุมทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เคยมีคนแนะนำให้รู้จักมาเน่ แต่ตอนเจอกันครั้งแรก เขายังดูเป็นเด็ก แต่งตัวเหมือนแร็พเปอร์ จนคิดในใจว่า ไม่อยากเสียเวลากับเด็กคนนี้
แต่ตอนนี้ กุนซือชาวเยอรมันยอมรับตามตรงว่า เขาคิดผิดถนัด แถมยังด่วนตัดสินคนแค่จากภาพลักษณ์ภายนอก ทั้งที่เคยคิดว่าตัวเองดูคนเป็น แต่ผิดไปถนัด
– บางครั้งก็แฟนบอลบ้านเกิดนี่แหละที่รับมือยากที่สุด
มาเน่โดนวิจารณ์แบบเดียวกับที่นักเตะดังหลายคนโดนว่า เขาโชว์ฟอร์มได้ดีในระดับสโมสร แต่กลับทำไม่ดีในทีมชาติ ทั้งที่เป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของทวีปแอฟริกายุคนี้ ทำให้แฟนบอลชาวเซเนกัลบางคนบอกว่า เชียร์เขาไม่ได้เต็มปากเต็มคำนัก
หากไม่นับเรื่องฟุตบอล ถือว่ามาเน่พยายามตอบแทนบ้านเกิดมากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ทั้งสร้างบ้านให้คุณลุงและคุณอาที่เลี้ยงเขามา สร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลในชุมชน อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ทำเรื่องเสื่อมเสีย ทั้งยังใช้ชีวิตเรียบง่าย ติดดิน
แต่เมื่อเขาเป็นนักฟุตบอล จึงมักถูกจดจำด้วยผลงานในสนามเหนือสิ่งอื่น และมาเน่กับทีมชาติเซเนกัลก็มีความทรงจำที่ไม่ค่อยน่าประทับใจนัก
เช่นการพลาดจุดโทษในรอบก่อนรองชนะเลิศถ้วยแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ปี 2017 หรือพาทีมเข้าชิงปีที่แล้ว แต่สุดท้ายพ่ายให้อัลจีเรีย 0-1
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ถอดใจ มาเน่บอกในสารคดีว่า เป้าหมายสูงสุดคือพาทีมเป็นแชมป์ทวีปแอฟริกาให้ได้ รวมถึงการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในระดับสโมสร ครั้งแล้วครั้งเล่า
ด้วยวัย 28 ปีในวันนี้ ถือว่าซุป’ตาร์ชาวเซเนกัลยังมีเวลาสานฝันให้เป็นจริงอยู่