โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

"น้ำตาลไม่หวาน" ของคณะราษฎร : การร่วมทุนธุรกิจ ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและเอกชน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 03.15 น.
โรงงานน้ำตาลจังหวัดลำปาง เมื่อปี 2482 (ภาพจาก หนังสือ ไทยสมัยรัฐธรรมนูญ ที่ระลึกในงานฉลองวันชาติและสนธิสัญญา 24 มิถุนายน 2482)

น้ำตาลไม่หวาน ของคณะราษฎร : การร่วมทุนธุรกิจ ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและเอกชน

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีความเคลื่อนไหวขอตั้งโรงงานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง ปรากฏในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2475 โดยบุคคลในคณะราษฎรคือ นายมังกร สามเสน พ่อค้าคนสำคัญสมัยนั้น ขอให้รัฐบาลสนับสนุนการทำไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลในจังหวัดชลบุรี โดยมีทุนจดทะเบียน 400,000 บาท ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งใช้เป็นทุนปลูกอ้อยจํานวน 10,000 ไร่ พร้อมกับยื่นข้อเสนอขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ 6 ข้อ โดยมากเป็นเรื่องของการลดหย่อนการเก็บภาษี อีกทั้งยังขอไม่ให้มีผู้ประกอบการรายอื่นตั้งโรงงานแข่งขันเป็นเวลา 15 ปี กับขอสิทธิจับจองที่รกร้างว่างเปล่าไม่เกิน 120,000 ไร่ เพื่อใช้วางระบบขนส่งและท่อน้ำ และยังเสนอให้ใช้ทุนของคนไทยและคนจีนในไทยเท่านั้น [11]

แต่โครงการนี้ นายมังกร สามเสน ก็ไม่ได้ริเริ่มขึ้น ภายหลังภาครัฐพิจารณาข้อเสนอในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2475ได้ข้อสรุปว่า ระยะเวลา 15 ปี นานเกินไป และไม่พร้อมรับรองข้อเสนอดังกล่าว เป็นเพียงแต่จะช่วยเหลือแบบไม่ผูกพันสัญญาแต่อย่างใด โดยรัฐเห็นชอบต่อการใช้กรรมกรสยามและทุนของคนไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 เมื่อสามารถปฏิบัติตามนี้รัฐจะช่วยเหลือตามสมควร [12]

ความพยายามขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐในกิจการโรงงานน้ำตาลของเอกชนดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในปีต่อมา หม่อมหลวงยวง อิศรเสนา ได้มีหนังสือถึง นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2476 แจ้งว่า สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี จะประทานเงินทุนตั้งโรงงานน้ำตาลทรายขาวที่จังหวัดชลบุรี มีกำลังการผลิตปีละ 300 ตัน ใช้วิธีการผลิตแบบโรงสี คือ ให้ชาวไร่อ้อยปลูกอ้อย และโรงงานรับหีบได้แบ่งน้ำตาลคนละครึ่งมีงบประมาณ 500,000 บาท

พร้อมกับมีข้อเสนอขอรับการสนับสนุนจากรัฐโดยขอให้ละเว้นการเก็บภาษีทุกประเภทในกิจการน้ำตาลเป็นระยะเวลา 7 ปี และขอให้รัฐควบคุมจำนวนโรงงานน้ำตาลไม่ให้มากเกินไป กับทั้งให้รัฐช่วยเพิ่มภาษีขาเข้าเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศกรณีที่น้ำตาลนอกประเทศราคาต่ำลง พร้อมกับเสนอให้รัฐร่วมลงทุนในโครงการนี้ ในสัดส่วนร้อยละ 25-51 และรัฐต้องประกันการขาดทุนให้ด้วย [13]

โครงการนี้ก็เช่นเดียวกับโครงการที่ผ่านมาเพราะรัฐเห็นว่า การปลูกอ้อยของไทยยังสู้ต่างประเทศไม่ได้ และต้องใช้ทุนมาก กับทั้งขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ ประกอบกับจำนวนทุนที่เสนอมาไม่สามารถสร้างโรงงานขนาดใหญ่ที่ใช้เทคนิคทันสมัยได้ ส่วนเรื่องการคุ้มครองการแข่งขันด้านภาษีก็ติดเงื่อนไขสนธิสัญญากับอเมริกา ส่วนปริมาณการผลิตเพียง 300 ตันนับว่าน้อยมากขณะน้ำตาลนำเข้ามากถึงปีละ 40,000 ตัน และการของดเว้นภาษีเป็นระยะเวลา 7 ปี อาจสร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจประเภทอื่นเรียกร้องจนเกิดปัญหาตามมาได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเห็นอีกว่า ควรส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งสามารถผลิตได้เพียงพอกับภายในประเทศและสามารถส่งออกได้ ดีกว่าการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและไม่อาจเลี้ยงตัวได้เช่นโครงการนี้

โรงงานน้ำตาลของพระยามไหสวรรย์ : น้ำตาลไม่หวาน ของคณะราษฎร

พระยามไหสวรรย์ (กวย สมบัติศิริ) ซึ่งลาออกจากราชการในปี พ.ศ. 2476 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดี กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และเคยมีประสบการณ์ดูงานกิจการโรงงานน้ำตาลในต่างประเทศเพื่อเตรียมจัดตั้งโรงงานตามโครงการของ จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2470 เป็นเอกชนรายสำคัญที่ยื่นขอให้รัฐบาลคณะราษฎรสนับสนุนกิจการโรงงานน้ำตาลในปี พ.ศ. 2476 ปรากฏข้อความบางตอนในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของขุนนางผู้นี้ว่า

“ท่านจึงได้ร่วมทุนกับผู้ที่สนใจทำการสำรวจและตั้งโครงการเพื่อจะทำโรงงานน้ำตาลขึ้นที่จังหวัดชลบุรี ในบริเวณที่ใกล้เคียงกันกับโรงงานน้ำตาลของบริษัทอุตสาหกรรมชลบุรี จำกัด ที่หนองซากขณะนี้ และได้ติดต่อขอซื้อโรงงานจากบริษัทสโกด้า ประเทศเชคโกสโลวาเกีย ซึ่งก็ได้รับการเสนอโรงงานในราคา 1 ล้านบาท ปัญหาต่อไปจึงอยู่ที่ทุน การทำโรงงานราคาหนึ่งล้านบาทเมื่อก่อนสงครามมหาเอเซียบูรพานั้นเป็นเรื่องใหญ่โตมากจำเป็นต้องได้รับทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมด้วยแล้วจำต้องขออนุมัติต่อรัฐบาล ขณะที่ดำเนินการเพื่อขอให้นักลงทุนชาวญี่ปุ่นเข้ามาร่วมด้วยนั้น รัฐบาลเห็นว่าเป็นโครงการดีจึงรับไปทำเสียเอง” [15]

ข้อความดังกล่าวระบุถึงปัญหาสำคัญคือเรื่องเงินทุน ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับเอกชนรายก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องของกลุ่มผู้ลงทุนร่วมที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งขัดกับนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนา ที่เริ่มใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยม [16] และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ต้องเปลี่ยนมือจากเอกชนไปสู่รัฐบาล

แต่จากข้อความนี้อีกเช่นกันที่เห็นถึงความแตกต่างกับโครงการอื่นเพราะรัฐบาลคณะราษฎรให้ความสนใจต่อโครงการของพระยามไหสวรรย์ และเมื่อพิจารณาในรายละเอียดจากงานค้นคว้าและเรียบเรียง 2 ชิ้นของ สุภัทรา น.วรรณพิณ กับ พวงเพชร สุรัตนกวีกุล และอีกชิ้นหนึ่งของ อัสวิทย์ ปัทมะเวณุ [17] ซึ่งให้รายละเอียดถึงความพยายามลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรกับเอกชน ซึ่งอาจเป็นโครงการทางเศรษฐกิจโครงการแรกสมัยคณะราษฎรที่เกิดในลักษณะนี้

โครงการของพระยามไหสวรรย์เริ่มดำเนินการในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2476 ภายหลังการยื่นหนังสือถึง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในด้านเงินทุนโดยให้รัฐมีหุ้นส่วน 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุน พร้อมกับให้รัฐส่งผู้แทนมาเป็นกรรมการในบริษัท ขณะเดียวกันได้ขอให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองอย่าให้มีการแข่งขันกันมาก รวมทั้งให้ตั้งกำแพงภาษีป้องกันการทุ่มตลาดจากต่างประเทศ รวมทั้งขอให้รัฐตั้งชูการ์บิวโร (สำนักงานน้ำตาล) เพื่อดูแลอุตสาหกรรมนี้ และขอให้รัฐอำนวยความสะดวกในการจับจองที่ดินทำไร่อ้อยและตั้งโรงงาน

โครงการนี้รัฐได้เห็นชอบตามความเห็นของกระทรวงเศรษฐการลงวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2476 แต่มีข้อท้วงติงในบางประการ ได้แก่ ปริมาณการผลิตเพียง 6,000 ตัน หรือ 1 ใน 5 ของปริมาณนำเข้า รัฐบาลเห็นว่าน้อยเกินไป อีกทั้งการขึ้นภาษีขาเข้าเท่ากับบีบให้ราษฎรต้องบริโภคน้ำตาลราคาแพง ถ้าจะสนับสนุนให้มีโรงงานน้ำตาลขึ้นควรทำให้พอกับความต้องการของคนในประเทศ แต่การทำเช่นนี้เป็นการใหญ่และต้องลงทุนมากซึ่งจะเป็นการป้องกันการแข่งขันในตัว เกรงว่าบริษัทจะไม่มีกำลังทำได้ อย่างไรก็ดี เพื่อผลประโยชน์ของรัฐ เอกชน และราษฎร ทำให้รัฐบาลต้องประชุมกันอีกครั้งหนึ่งและมีข้อเสนอของกระทรวงการคลังในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2476 ให้ดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ

1. ให้กระทรวงเศรษฐการสืบสวนทางเทคนิค และติดต่อกับกระทรวงการคลังเรื่องการเงิน 2. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 3. ดำเนินการเรื่องการจองหุ้น

ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการ 15 คน พิจารณาเรื่องการทำน้ำตาลตามความเห็นชอบของพระยาโกมาลกุลมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ หนึ่งในคณะกรรมการมีพระยามไหสวรรย์รวมอยู่ด้วย และมีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองรายละเอียดอีก 1 ชุด ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเห็นสมควรให้โครงการของพระยามไหสวรรย์ดำเนินการได้

แต่แล้วความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานเป็นสิ่งสร้างปัญหาให้เกิดความล่าช้าโดยเฉพาะความเห็นแตกต่างกันระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงเศรษฐการตามบันทึกปัญหาที่พระยาศรยุทธเสนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ที่ให้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2477 ระบุว่า สัดส่วนการถือหุ้นเป็นปัญหาสำคัญของทั้ง 2 กระทรวง โดยกระทรวงเศรษฐการเห็นว่ารัฐควรลงทุน 25 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อเสนอของเอกชน ส่วนกระทรวงการคลังเห็นว่ารัฐควรเข้าหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้รัฐบาลยังแสดงความสงสัยในผลประโยชน์ที่บริษัทที่จะตั้งขึ้นใหม่กับบริษัทศรีราชาที่พระยามไหสวรรย์เคยมีความสัมพันธ์มาก่อนว่าจะเอื้ออำนวยประโยชน์มากน้อยเพียงไร เช่น การใช้ที่ดิน การขนส่งทางรถไฟ ซึ่งสามารถใช้ทรัพย์สินของบริษัทศรีราชาได้ โดยรัฐได้ตั้งกรรมการพิจารณาในภายหลัง

คณะกรรมการของรัฐบาลได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับการตั้งโรงงานน้ำตาลในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2478 ระบุให้โรงงานมีกำลังหีบอ้อยวันละ 500 ตัน โดยให้มุ่งจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก พร้อมกับให้ใช้ชาวต่างประเทศมาอำนวยการผลิต ส่วนรัฐบาลจะถือหุ้น 25 เปอร์เซ็นต์ และให้ความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมและตามความจำเป็นเพื่อประคับประคองกิจการนี้ให้ดำเนินต่อไปได้

เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามหลักการข้างต้นแล้ว จึงให้กระทรวงเศรษฐการดำเนินการทำหนังสือบริคณห์สนธิ และดำเนินการในเรื่องการจองหุ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งพระยามไหสวรรย์ได้ดำเนินการทำหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทน้ำตาลสยาม จำกัด ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2478 มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มีผู้เริ่มดำเนินการ 20 คน ซึ่งมีทั้งบุคคลในคณะราษฎร เช่น หลวงพิบูลสงคราม และนายตั้ว ลพานุกรม อีกส่วนหนึ่งเคยเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำตาลมาก่อนได้แก่ เจ้าพระยาวรพงศพิพัฒน์ และหม่อมหลวงยวง อิศรเสนา และจำนวนไม่น้อยเป็นพ่อค้าสำคัญในสมัยนั้น เช่น นายม้าเลียบคุณ นายกวงเอี่ยม (แซ่เหีย) นายโลเตี้ยก ชวน และนายเอ็กโป้ย วีสกุล กลุ่มผู้ร่วมลงทุนที่หลากหลายแสดงถึงความสนใจในโครงการนี้อย่างมากทั้งจากภาครัฐและเอกชน

พระยามไหสวรรย์ได้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท การจับจองที่ดินจำนวนถึง 4,202 ไร่ เพื่อปลูกอ้อยและสร้างโรงงาน รวมทั้งการโฆษณาชี้ชวนชาวไร่อ้อยและผู้ถือหุ้นต่าง ๆ เตรียมสัญญาซื้อขายอ้อย การเช่าที่ทำการของบริษัท รวมทั้งจ้างพนักงานปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวด้วย ในการดำเนินงานประสบปัญหาจากการจำหน่ายหุ้นที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะสามารถขายหุ้นได้เพียง 1,201 หุ้น หรือ 12.01 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ พ่อค้าและประชาชนยังขาดความมั่นใจทางการตลาด เพราะเห็นว่า น้ำตาลล้นตลาดโลกอยู่แล้ว และผู้ลงทุนไม่เชื่อมั่นในการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาล เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีภายในและการตั้งกำแพงภาษี

เนื่องจากปัญหาการจำหน่ายหุ้นทำให้พระยาศรยุทธเสนีมีแนวคิดที่จะให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมทุน แต่เกรงว่าจะขัดต่อนโยบายรัฐบาล จึงทำหนังสือถึงพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี สอบถามเงื่อนไขการตั้งกำแพงภาษีและกำหนดการที่แน่นอนของการยกเว้นภาษีการค้าภายใน และแสดงความเห็นว่ากระทรวงเศรษฐการต้องให้ความช่วยเหลือต่อไป ประเด็นนี้ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2478 ให้ทั้ง 3 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงการคลัง และกระทรวงเศรษฐการ พิจารณาและได้ข้อสรุปในวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการเสียเอง โดยให้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมาอำนวยการแทนคนไทย และให้ร่วมลงทุนกับรัฐบาล พร้อมกับให้บริษัทเพิ่มเงินลงทุนและค่าเครื่องจักรขึ้นอีก 4 แสนบาท ส่วนการถือหุ้นแม้รัฐบาลจะแสดงความต้องการกิจการนี้แต่รัฐยังคงสัดส่วนหุ้นไว้ที่ 25 เปอร์เซ็นต์เช่นเดิม

ในด้านของผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทได้ประชุมในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2479 มีมติแตกออกเป็นความเห็น 3 ประการ มีทั้งที่เสนอให้ขายหุ้นแก่ต่างชาติ บางส่วนเสนอให้ลดทุนลงโดยลดขนาดของโรงงาน อีกส่วนเสนอให้ยุติโครงการนี้ เพราะทราบว่ารัฐต้องการดำเนินการเอง ในที่สุดที่ประชุมมีหนังสือสอบถามไปถึงรัฐบาลเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติว่าไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ รัฐจะเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนคนไทย หากมีต่างชาติเข้ามาถือหุ้นรัฐจะถอนหุ้นทั้งหมด

จนเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2479 พ.อ. พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ได้ตอบพระยาศรยุทธเสนี ประธานคณะผู้เริ่มดำเนินการจัดตั้งบริษัทว่า กระทรวงเศรษฐการขออนุมัติคณะรัฐมนตรีถอนการจองหุ้นแล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติถอนหุ้นในอีก 2 วันต่อมา ส่วนพระยามไหสวรรย์มีความพยายามอีกครั้งในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ชี้แจงต่อรัฐบาลว่า หากขอให้รัฐเพิ่มหุ้นในบริษัทจะได้หรือไม่เพราะบริษัทมีทางจำหน่ายหุ้นให้แก่ชาวต่างประเทศ และได้รับคำตอบว่า รัฐจะไม่ร่วมลงทุนกับโครงการนี้แล้ว

ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2479 คณะผู้ดำเนินการจัดตั้งบริษัทเรียกประชุมกันมีมติว่าให้ยกเลิกโครงการนี้และแจ้งกระทรวงเศรษฐการทราบ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ซึ่งทางกระทรวงเศรษฐการได้แจ้งต่อพระยาพหลพลพยุหเสนาและบรรดาคณะรัฐมนตรี ส่วนเรื่องโรงงานน้ำตาลเป็นหน้าที่ของกระทรวงเศรษฐการจะดำเนินการต่อไป

ปัญหาการจำหน่ายหุ้นจะนำไปสู่การระงับความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรกับเอกชน อีกทั้งทำให้รัฐเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ลงทุนทางธุรกิจโดยตรง โดยรัฐได้ดำเนินการตั้งโรงงานน้ำตาลที่จังหวัดลำปางและอุตรดิตถ์ในภายหลัง

สำหรับพระยามไหสวรรย์ แม้ว่าจะพลาดจากโครงการสำคัญครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้ละความพยายามจนประสบความสำเร็จด้วยการมีโรงงานขนาดเล็กผลิตวันละ 10 ตัน และใช้วัตถุดิบเป็นน้ำตาลโตนดจากจังหวัดเพชรบุรีและน้ำตาลมะพร้าวซึ่งสามารถสกัดเป็นน้ำตาลทรายขาวได้ และจำหน่ายได้ดีในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาเพราะน้ำตาลทรายขาวจากต่างประเทศไม่สามารถส่งมาจำหน่ายได้ ทำให้สร้างผลกำไรจนขยายกำลังการผลิตเป็นวันละ 20 ตัน ก่อนจะเลิกกิจการในปี พ.ศ. 2505 เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ได้ [18]

บนเส้นทางของความหวานความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและเอกชนในกิจการโรงงานน้ำตาล กลับไม่ได้หวานชื่นเพราะประสบปัญหานานาประการ ทั้งจากการขาดแคลนเงินทุน การจำหน่ายหุ้น ความขัดแย้งบางส่วนจากบุคคลในรัฐบาล ประกอบกับนโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยม รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ ทำให้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจของทั้งสองฝ่ายไม่สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ดีบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นภาพสะท้อนของปัญหาการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและเอกชนซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[11] อัสวิทย์ ปัทมะเวณุ. ตามรอยน้ำตาล. (กรุงเทพฯ : ที.พี.พริ้นท์ จำกัด, 2539). น. 230

[12] หจช.สร.0201.22.2.7/2 เรื่องนายมังกร สามเสน ขอตั้งบริษัททำน้ำตาลที่จังหวัดชลบุรี (18 พ.ย. – 4 ม.ค. 2475) อ้างถึงใน สุภัทรา น.วรรณพิณ และ พวงเพชร สุรัตนกวีกุล. “ประวัติการผลิตน้ำตาลจากอ้อยในประเทศไทย,” ใน สหวิทยาการของอ้อยและน้ำตาล รวมบทความเนื่องในโอกาสครบรอบ 43 ปี กลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด 2499-2542. (กรุงเทพฯ : บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด, 2542), น. 240.

[13] อัสวิทย์ ปัทมะเวณุ, ตามรอยน้ำตาล, น. 230

[14] เรื่องเดียวกัน, น. 231.

[15] หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพพระยามไหสวรรย์ (กรุงเทพฯ : บริษัทบพิธ จำกัด, 2518), น. 151.

[16] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ : อมรินทร์วิชาการ, 2540), น. 115.

[17] หจช.สร.0201.22.2.7/4 เรื่องโรงงานน้ำตาลหรือบริษัททำน้ำตาล ตอน พระยามไหสวรรย์ เริ่มก่อการจัดตั้งที่เมืองชล, ตอนที่ 2 (22 ม.ค. 2476 – 6 ธ.ค. 2480) อ้างถึงใน สุภัทรา น.วรรณพิณ และ พวงเพชร สุรัตนกวีกุล. “ประวัติการผลิตน้ำตาลจากอ้อยในประเทศไทย,” ใน สหวิทยาการของอ้อยและน้ำตาล, น. 241-245. และ อัสวิทย์ ปัทมะเวณุ, ตามรอยน้ำตาล, น. 233-240.

[18] หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพพระยามไหสวรรย์ (กรุงเทพฯ : บริษัทบพิธ จำกัด, 2518), น. 152.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “‘น้ำตาลไม่หวาน’ ของคณะราษฎร : ภาพสะท้อนกิจการร่วมทุนทางธุรกิจ ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและเอกชน” โดย นนทพร อยู่มั่งมี ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2555

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 เมษายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “น้ำตาลไม่หวาน” ของคณะราษฎร : การร่วมทุนธุรกิจ ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและเอกชน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...