โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เจ้าของสวนทุเรียนเมืองตรัง ควบคุมหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนได้สำเร็จ โดยไม่ต้องใช้สารเคมี

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 24 มิ.ย. 2564 เวลา 04.38 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 04.37 น.

อำเภอเมืองตรัง มีพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งหมดประมาณ 549.48 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิตทั้งหมด 308 ไร่ พื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วเกือบทั้งหมดเป็นสวนทุเรียนเก่าแก่ที่มีอายุ 20-35 ปี ลักษณะสวนทุเรียนมีลักษณะเป็นสวนผสม ปลูกทุเรียนร่วมกับไม้ผล ไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ บางส่วนปลูกเป็นสวนหลังบ้าน ลักษณะต้นทุเรียนมีลักษณะเป็นต้นสูงชะลูด ความสูงมากกว่า 20 เมตร การติดผลมักติดผลในส่วนบนของทรงพุ่ม

เกษตรกรเจ้าของสวนเกือบทั้งหมดเป็นเกษตรกรสูงวัย ขาดแคลนแรงงานในการดูแลรักษาและกำจัดศัตรูพืช จึงปล่อยให้ทุเรียนติดผลเป็นไปตามธรรมชาติ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแต่อย่างใด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง พบว่า ผลผลิตเฉลี่ยของทุเรียนในพื้นที่อำเภอเมืองตรัง มีผลผลิตต่ำมาก ผลผลิตเฉลี่ย 500 กิโลกรัม ต่อไร่เท่านั้น พบว่าปัญหาที่สำคัญที่ทำให้ผลผลิตต่ำเกิดจากการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนระบาดทำลายผลผลิตให้ได้รับความเสียหาย

หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ตัวเมียวางไข่ได้ 100-200 ฟอง โดยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ที่หนามทุเรียนขณะเป็นผลอ่อน ที่มีอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์-เก็บเกี่ยว ระยะไข่ 2-3 วัน ตัวหนอนเจาะเข้าทำลายตรงร่องหนาม ระยะตัวหนอน 30-40 วัน ระยะดักแด้ประมาณ 1-9 เดือน ระยะตัวเต็มวัย 7-10 วัน ความรุนแรงในการทำลายผลผลิตทุเรียนผีเสื้อกลางคืนเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ที่ผลทุเรียนได้ 100-200 ผล

คุณบุญชอบ บัวเพ็ชร ข้าราชการครูเกษียณ เจ้าของสวนทุเรียนในพื้นที่ตำบลนาท่ามใต้ อำเภอเมืองตรัง มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 7 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 80 ต้น ต้นทุเรียนอายุประมาณ 30 ปี ลักษณะสวนทุเรียนปลูกผสมกับไม้ผลและไม้ยืนต้นอื่น ทำให้ต้นสูงชะลูด และผลผลิตทุเรียนจะติดผลอยู่ส่วนบนของทรงพุ่ม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ประสบกับปัญหาการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนระบาด ทำให้ผลผลิตเสียหาย ร้อยละ 40-50 แม้จะมีการจ้างแรงงานฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนหลังช่วงดอกบาน 1-2 ครั้ง แล้วก็ตาม

ในฤดูกาลผลิต ปี 2563 สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง ได้มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับนวัตกรรมวิธีการควบคุมหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนด้วยนวัตกรรมวิธีการใช้กับดักแสงไฟแบล็กไลต์ จึงได้ไปติดต่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับนวัตกรรมดังกล่าว และได้ตัดสินใจลงทุนซื้อวัสดุอุปกรณ์ตามที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรังแนะนำ และดำเนินการติดตั้งกับดักแสงไฟแบล็กไลต์ ตามคำแนะนำของ คุณประทิ่น วรรณงาม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรและมีการติดตามให้คำปรึกษา ตลอดระยะเวลาไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต

และในปีนี้พบว่าผลผลิตทุเรียนเสียหายจากหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนเพียง ร้อยละ 1 เท่านั้น โดยไม่ต้องใช้สารเคมีแต่อย่างใด

คุณบุญชอบ กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือนเมษายน หลังดอกบาน ตนนำนวัตกรรมวิธีการใช้กับดักแสงไฟหลอดแบล็กไลต์มาใช้ทันที และปีนี้มีความมั่นใจว่า จะไม่มีผลผลิตที่เสียหายจากหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนให้เห็นอีกต่อไป และมั่นใจว่าไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน และจะปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

โดยนวัตกรรมวิธีการใช้กับดักแสงไฟแบล็กไลต์ควบคุมหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนควรปฏิบัติดังนี้ หลังทุเรียนดอกบาน  ทำการติดตั้งกับดักแสงไฟหลอดแบล็กไลต์ทันที โดยเปิดไฟติดต่อกันทุกคืน ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดินไปจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น โดยวางกับดักที่พื้นดินบริเวณรอบนอกสวน หรือห่างจากต้นทุเรียนไม่น้อยกว่า 5 เมตร ทางด้านใต้ลมที่พัดในช่วงกลางคืน โดยใช้หลอดไฟแบล็กไลต์ ขนาด 18 หรือ 20 วัตต์ โดยให้มีระยะห่างระหว่างหลอด ห่างกัน 40 เมตร ต่อหลอด

โดยจำนวนหลอดไฟที่ใช้โดยเฉลี่ย 1 ไร่ ใช้ 2 หลอด ถ้าเกินจาก 1 ไร่ ให้ใช้ไร่ละ 1 หลอด เช่น 2 ไร่ ใช้ 2 หลอด บริเวณที่วางกับดักไม่ควรมีแสงสว่างจากหลอดไฟอื่นๆ ในพื้นที่ที่กระแสไฟฟ้าอาจจะมีการดับเกิดขึ้นได้ในช่วงกลางคืน

ในกรณีที่ต้องการให้การควบคุมเต็มประสิทธิภาพ และเป็นการลดความเสี่ยงให้ใช้กะละมังใส่น้ำและผงซักฟอก ให้มีระดับสูงประมาณ 5 เซนติเมตร วางไว้ใต้หลอด ให้หลอดสูงจากขอบกะละมังประมาณ 5 เซนติเมตร

แต่สำหรับในพื้นที่ที่มั่นใจว่ากระแสไฟฟ้าติดต่อเนื่องตลอดทั้งคืน หรือไม่ดับจะไม่ใช้กะละมังใส่น้ำวางไว้ใต้หลอดก็ได้ ซึ่งจะไม่ทำลายแมลงที่มีประโยชน์และแมลงนอกเป้าหมายประเภทแมลงกลางวัน และที่สำคัญที่สุดในการใช้กับดักนี้คือ เกษตรกรต้องรู้จักตัวเต็มวัย (ผีเสื้อ) ของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน

หากเกษตรกรได้ดำเนินการตามคำแนะนำแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ท่านอย่าเพิ่งท้อใจ นั่นแสดงว่า ท่านอาจจะมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติอยู่บางส่วน ท่านสามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง โทร. 075-218-681

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...