โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ : อาหารหมักเกลือและหมูเค็ม "พรอสชูโต้"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 มี.ค. 2563 เวลา 04.33 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2563 เวลา 04.33 น.

ปากะศิลป์ฉบับอ่านใหม่ (21)
เกลือและความเค็มตอนที่ 2

นิตยสาร F อันเป็นนิตยสารด้านอาหารของประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวเล่มแรกว่าด้วยหัวข้อของเกลือ

จำนวนหน้ากว่า 150 หน้าของนิตยสารอุทิศให้กับสิ่งที่เรียกว่าสารเคมีที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มากที่สุด อันได้แก่เกลือ

เนื้อหาภายในเล่มมีตั้งแต่การบุกบั่นไปดูแหล่งเกลือทั่วโลก ทั้งแหล่งเกลือที่ทราปานี่ (Trapani) ในอิตาลี ที่ทานาคิล (Danakil) ในเอธิโอเปีย ที่ซาลิเนราส์ (Salineras) ในเปรู ที่อูยูนี่ (Uyuni) ในโบลิเวีย และในที่อื่นๆ อีก

ทว่าหัวข้อสำคัญในนิตยสารไม่ได้อยู่ที่แหล่งเกลือ หากอยู่ที่อาหารในที่ต่างๆ ทั่วโลกซึ่งเกิดจากการหมักด้วยเกลือ

อาทิ พรอสชูโต้ (Prosciuto) หรือหมูเค็มของอิตาลีที่ต้องทำจากขาหลังของหมูเท่านั้นซึ่งมีวิธีทำด้วยกันหลากหลายแบบ นับแต่ พรอสชูโต้ ครูโด้ (Prosciuto Crudo) ที่หมายถึงการหมักขาหมูไว้ด้วยเกลือเป็นเวลาอย่างต่ำสองเดือนขึ้นไป

หรือพรอสชูโต้ คอตโต้ (Prosciuto Cotto) อันเกิดจากการนำขาหมูแช่น้ำเกลือและนำมาปรุงอาหารเลย

ความแตกต่างของพรอสชูโต้ในแต่ละที่นั้นมีผลมาจากเกลือที่ใช้เป็นสำคัญ

วิธีทำพรอสชูโต้นั้นปรากฏเป็นหลักฐานนับตั้งแต่สองร้อยปีก่อนคริสตกาลในยุคโรมัน โดยมาร์คุส พอร์ชิอุส คาโต้ (Marcus Porcius Cato) หนึ่งในนักปราชญ์ชาวโรมันได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า On Agriculture

น่าประหลาดใจที่แม้จนในปัจจุบัน วิธีทำพรอสชูโต้ก็หาได้ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมกี่มากน้อย

เกลือจะถูกโรยไปจนทั่วขาหลังก่อนจะนวดให้เกลือเข้ากับเนื้อหมูอย่างช้าๆ ก่อนจะนำไปผึ่งแดดและลม

ว่ากันว่าพรอสชูโต้ที่ดีนั้นต้องมีอายุเกินหนึ่งปีขึ้นไป

และถือกันว่าพรอสชูโต้จากแถบปาร์ม่า (Parma) นั้นเป็นพรอสชูโต้ที่มีรสเลิศที่สุด

 

ไม่ไกลจากอิตาลีนัก โปรตุเกสเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการใช้เกลือในการถนอมอาหารและกลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากนั่นคือปลาคอดหมักเกลือ หรือปลาคอดเค็ม

ปลาคอดนั้นเป็นปลาที่มีไขมันน้อยกว่าปลาทะเลชนิดอื่นซึ่งเหมาะสำหรับการหมักเกลือเป็นอย่างยิ่ง

วิธีการกินปลาคอดนั้นมีตั้งแต่ตากแดดเดียว หมักเกลือและรมควัน ในยุโรปทางตอนเหนือที่มีแสงแดดน้อยจะนำปลาคอดมาตากแดดและใช้กินเลย

แต่ทางยุโรปใต้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าและทำให้ปลาคอดมีโอกาสเน่าเสียได้ง่าย การหมักเกลือเพื่อถนอมอาหารอย่างปลาคอดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ปลาคอดหมักเกลือจะถูกหมักและตากจนแข็งราวกับแผ่นไม้ ปลาคอดในรูปลักษณ์นี้จะมีชื่อเรียกว่า บาคัลเฮา (Bacalhau) และทำให้ง่ายต่อการขนส่ง

เมื่อถึงเวลารับประทานก็เพียงแต่นำปลาคอดแบบบาคัลเฮาไปแช่น้ำสะอาดเป็นเวลาอย่างน้อยยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนจะนำไปทอด นึ่ง ย่าง หรือต้ม ตามใจชอบ

ขึ้นเหนือไปที่สวีเดน ปลาแฮริ่งอัดถังเป็นอาหารขึ้นชื่อที่ทำจากเกลือ

ปลาแฮริ่งที่จับได้ในฤดูใบไม้ผลิจะถูกผ่าท้อง ควักไส้และตัดหัวออกก่อนจะแช่น้ำทะเลเพื่อล้างคราบเลือดและนำมาแช่น้ำเกลือเป็นเวลาอย่างน้อยสองเดือน ก่อนจะนำเก็บลงถังไม้

กระบวนการนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ซูสตรอมมิ่ง (Surstromming)

ปลาแฮริ่งอัดถังที่ว่านี้ชาวสวีเดนนิยมวางลงบนขนมปังแผ่น โรยด้วยหัวหอม ผักดอง และครีมเปรี้ยว เป็นอาหารยอดนิยมมากชนิดหนึ่งแม้จะถือว่ามีกลิ่นแรงมากก็ตาม

 

เกาหลีเป็นประเทศที่ใช้เกลือในการหมักดองอาหารมากอีกประเทศหนึ่ง

ผักดองในนามว่า กิมจิ คือสิ่งที่ทุกคนแทบเคยบริโภค อาจกล่าวได้ว่าในขณะที่เนื้อหมักดองคืออาหารสำคัญของโลกตะวันตก ผักหมักดองกลับเป็นอาหารสำคัญของโลกตะวันออก

อย่างไรก็ตาม กิมจิในยุคแรกไม่ได้มีสีแดงเช่นในปัจจุบัน พริกแดงเข้ามาในเอเชียพร้อมๆ กับการเดินทางของพวกยุโรปหลังยุคโลกใหม่ หรือถ้าจะให้กำหนดอายุชัดเจนน่าจะเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นบุกคาบสมุทรเกาหลีในศตวรรษที่สิบหก

การพบว่าพริกมีคุณสมบัติในการชะลอการเติบโตของจุลินทรีย์ได้ไม่ต่างจากเกลือในพื้นที่ที่ไม่มีเกลือหรือเกลือหาได้ยาก พริกจึงกลายเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับการหมักดอง การทำกิมจิจะเริ่มในช่วงเดือนธันวาคมหลังการเก็บเกี่ยวผักกาดขาว

แต่ละสถานที่ แต่ละพื้นที่ในเกาหลีมีวิธีทำกิมจิต่างกันไป บางที่มักหมักปลาหรือกุ้งตัวเล็กๆ ปนลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ เป็นต้น

 

ในตำราอาหารของไทยก็มีอาหารจำนวนมากที่มีความเค็มหรือรสชาติเค็มเป็นหลัก

บางอย่างความเค็มที่ว่านี้มาจากน้ำปลา บางอย่างมาจากกะปิ และบางอย่างมาจากซีอิ๊วขาว

ความแตกต่างของความเค็มบ่งบอกถึงพื้นที่ อาทิ ในภาคเหนือเกลือจะเป็นวัตถุดิบหลักปรากฏในการทำเนื้อสวรรค์หรือหมูแดดเดียว

ในขณะที่ในภาคใต้กะปิจะเป็นวัตถุดิบหลัก ปรากฏทั้งในน้ำพริก น้ำชุบ จนแม้แต่ในกะปิคั่วที่มีกระบวนการทำซับซ้อนขึ้น

อาหารที่มีความเค็มเหล่านี้มักจำเป็นต้องทานกับข้าวต้มหรืออย่างน้อยต้องมีแกงจืดที่มีรสจืดและหวานข้างเคียงไปด้วย

กะปิคั่ว

เครื่องปรุง

ปลาช่อนย่างตัวขนาดเล็กหนึ่งตัว กะปิดีอย่างขาวสองช้อนโต๊ะ มะพร้าวขูดครึ่งกิโลกรัม หัวหอมเจ็ดหัว กระเทียมหนึ่งหัวเล็ก พริกไทยห้าเม็ด ตะไคร้หนึ่งต้น พริกแห้งเม็ดใหญ่หนึ่งเม็ด รากผักชีห้าราก พริกชี้ฟ้าเขียวแดงและเหลืองอย่างละสามถึงสี่เม็ด กระชายสามราก

วิธีทำ

ย่างปลาช่อนทั้งเกล็ดให้เหลือง แล้วแกะเอาแต่เนื้อ พริกแห้งผ่าแกะเม็ดออกแช่น้ำให้นิ่มแล้วบีบให้แห้ง ใส่ครกพร้อมกับหัวหอม กระเทียม พริกไทย ตะไคร้หั่นฝอย รากผักชี และกระชาย โขลกให้เข้ากันจนละเอียดแล้ว ใส่ปลาย่างกะปิโขลกรวมกันให้ละเอียดอีกครั้ง คั้นกะทิเอาแต่หัวข้นประมาณสี่หรือห้าถ้วย แล้วตักแบ่งไว้ประมาณครึ่งถ้วยนอกนั้นใส่หม้อ ตักเครื่องที่โขลกไว้ละลายให้เข้ากันแล้วยกขึ้นตั้งไฟแรงปานกลาง ต้องหมั่นคนบ่อยๆ เคี่ยวจนข้น เติมน้ำตาล ชิมรสดู ถ้ายังอ่อนเค็มเติมเกลือป่นให้เค็มพอดี แล้วใส่พริกชี้ฟ้าเด็ดก้านออกให้ทั่ว พอเดือดใส่หัวกะทิที่แบ่งไว้ใส่พอเดือดยกลง

รับประทานกับปลาดุกฟูและผักดิบต่างๆ

หมูต้มเค็ม

เครื่องปรุง

เนื้อหมูติดมันหนึ่งกิโลกรัม กระเทียมสองหัว รากผักชีหั่นฝอยสองช้อนชา พริกไทยยี่สิบเม็ด ผักชีห้าต้น ข่าแก่หนึ่งแง่ง น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วดำหวาน ซีอิ๊วขาว น้ำปลา

วิธีทำ

ล้างเนื้อหมูให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่พอควร โขลกรากผักชี พริกไทย กระเทียมให้ละเอียดตักใส่คลุกกับเนื้อหมูแล้วใส่ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว เคล้าให้ทั่วหมักไว้สักครู่ใหญ่ๆ เอากระทะตั้งไฟ น้ำตาลลงเคี่ยวจนเป็นสีน้ำตาลไหม้แล้วจึงใส่น้ำปลา เนื้อหมูที่หมักไว้ลงผัดให้เข้ากัน ตักขึ้นใส่หม้อรองก้นด้วยข่าบุบพอแตก เติมน้ำมากๆ หน่อยจึงยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวพอเดือด ราไฟออกบ้างเคี่ยวด้วยไฟรุมๆ จนหมูนุ่ม

อย่าให้ถึงกับเปื่อยมากนักเพราะจะได้เก็บไว้นานได้หลายวัน

เนื้อสวรรค์

เครื่องปรุง

เนื้อวัวใช้ตรงตะโพกหนึ่งกิโลกรัม ลูกผักชีสองช้อนโต๊ะ ยี่หร่าหนึ่งช้อนชา ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมันหมู

วิธีทำ

ล้างเนื้อแล้วเอาพังพืดออกให้หมด แล่เป็นแผ่นบางๆ คั่วลูกผักชี ยี่หร่าให้หอม ใส่ครกบุบพอแตกตักใส่ในเนื้อพร้อมกับซีอิ๊วดำสองช้อนโต๊ะ พอมีสีดำ แล้วใส่น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว น้ำปลาเคล้าให้เข้ากันหมักไว้ประมาณหนึ่งถึงสามชั่วโมงให้เข้าเนื้อ

แล้วบีบเนื้อขึ้นจากน้ำที่หมักแผ่บนตะแกรงตากให้แห้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...