จอร์เจีย ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในเทือกเขาคอเคซัส
The Momentum
อัพเดต 02 ธ.ค. 2561 เวลา 10.34 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 10.34 น. • สิรินทร์ ตั้งตะธารากุลIn focus
- สาธารณรัฐจอร์เจีย ได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1918 หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ซึ่งจอร์เจียตกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซียมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 และมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแบ่งแยกดินแดนมาโดยตลอด หลังจากแยกประเทศแล้ว จอร์เจียก็ประสบปัญหาทางการเงินต่อมาอีกเจ็ดสิบกว่าปี
- เทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) เป็นเทือกเขาสูงขนาดใหญ่ ทำหน้าที่แบ่งพรมแดนระหว่างทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ทำให้เกิดกลุ่มประเทศที่อยู่ในสองทวีปขึ้น คือ รัสเซีย จอร์เจีย อาร์เมเนีย และอาเซอร์ไบจาน โดยมียอดเขาสูงสุดคือ ยอดเขาเอลบรุส (Mount Elbrus) ซึ่งสูง 5,642 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
“ไปจอร์เจียกันไหมหม่าม้า”
“ไม่เอาอ่ะ ดูน่ากลัว ว่าแต่… มันอยู่ตรงไหนหรอ?”
เราชวนแม่ไปเที่ยวจอร์เจีย ซึ่งเราก็ยังไม่แน่ใจว่ามันอยู่ส่วนไหนของโลก
ปัญหาต่อมาที่เราพบคือ เมื่อถามไปทางกลุ่มที่จะไปว่า
“เอาแม่ไปได้ไหมคะ”
“ได้เลยค่ะ หากอายุไม่เกิน 65 ปีนะคะ”
“67 แล้วแต่แข็งแรงมากค่ะ”
น้องที่รับเรื่องหายไป 2 วันค่อยได้คำตอบว่าโอเค(ก็ได้ค่ะ)
กรุงทบิลิซี เมืองหลวงของประเทศจอร์เจีย
จอร์เจีย เป็นประเทศโบราณ ที่ฝังตัวอยู่ในเทือกเขาคอเคซัส (Greater Caucasus Mountain Range) ทุกสิ่งโบราณ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ ถ้ำ ถนน สะพาน ผู้คน การแต่งกาย อาหาร ขนม ม้า ลา หมา ล้วนดูโบราณไปหมด หากนับเป็นอายุก็มีตั้งแต่โบสถ์พันปี ถ้ำพันปีไปยันที่อยู่มนุษย์ห้าพันปีก่อน
เราไปเที่ยวโบสถ์หลากหลายที่มาก หน้าตาคล้ายๆกัน ต่างกันตรง เก่ามาก เก่าน้อย บางแห่งอายุมากแต่ได้รับการบูรณะแล้วก็ดูไม่เก่าเท่าไร ที่น่าทึ่งมากคือ การเอาหินที่สกัดเป็นก้อนๆ แล้ว มาตั้งไว้เป็นผนังกำแพงทนร้อน ทนหนาวนับพันปี ซึ่งก็มีสึกกร่อน ถล่มทลายไปบ้าง แต่โครงสร้างหลักยังอยู่ครบถ้วน ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาคงไม่เชื่อว่ามันจะแข็งแรงทนทาน ยืนหยัดอดทนมาได้ จนกระทั่งให้คนสมัยนี้ได้ยืนมองอ้าปากค้าง และทึ่งในความสามารถของคนยุคก่อน ที่ยังไม่รู้จักคำว่า ‘เทคโนโลยี’ ด้วยซ้ำไป
ก่อนมาได้บังเอิญไปอ่านอยู่เรื่องหนึ่ง คือเสาศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์สเวทิสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) แห่งเมืองมิสเคต้า (Mtskheta) เมืองที่มีบันทึกไว้ว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศจอร์เจีย เรื่องราวมีอยู่ว่า หญิงสาวชื่อ ซิโดเนีย (Sidonia) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญหญิง ในภายหลังเธอบังเอิญได้จับผ้าห่อศพของพระเยซู แต่จับแล้วเธอสิ้นใจทันที โดยที่มือยังกำผ้าอยู่และไม่สามารถแกะออกได้ จึงฝังร่างของเธอไปพร้อมผ้าไว้ที่โบสถ์แห่งนี้ แล้วมีการใช้ไม้ Cedar ทำเป็นอนุสรณ์ไว้ ว่ากันว่าสมัยโบราณอนุสรณ์ไม้ท่อนนี้ลอยได้และมียางไม้ไหลออกมาตลอดเวลา ซึ่งมีชาวบ้านเอายางไม้นี้ไปใช้รักษาโรคและหายด้วย เลยอยากไปเห็นกับตา ซึ่งเวลาผ่านมาสองพันปีเศษ อนุสรณ์ไม้แท่งนั้นยังตั้งอยู่ที่เดิม สภาพรอยยางไม้ยังมีให้เห็นโดยรอบ เพียงแต่ไม่ลอยจากพื้นให้เห็นแล้ว สัมผัสลึกๆ ของเราเชื่อว่าความศักดิ์สิทธิ์ยังคงอบอวลอยู่อย่างมากมายภายในโบสถ์นี้ เพียงแต่ความศรัทธาของคนในปัจจุบัน ลดน้อยลงไปมากจนเรามองไม่เห็นสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านั้นอีก โดยโบสถ์แห่งนี้เริ่มสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 4 (ราว สองพันปีก่อน) แต่มีการสร้างเพิ่มเติม ปรับปรุงและบูรณะหลายครั้งในเวลาถัดมา
ชาวจอร์เจียนั่งอยู่บริเวณหน้ามหาวิหารจวารี (Jvari Monastery)
ในเมืองมิสเคต้า ยังมีโบราณสถานเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งคือ มหาวิหารจวารี (Jvari Monastery) สร้างเสร็จในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ในอดีตเคยมีไม้กางเขนขนาดใหญ่ที่นักบุญนีโน่ (Saint Nino) นำมาวางไว้และเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆ (ปัจจุบันไม้กางเขนในมหาวิหารไม่ใช่ของเก่าแต่ดั้งเดิม มีเพียงฐานหินที่ตั้งอยู่ ยังเป็นของเก่าแต่ดั้งเดิม)
โบสถ์เกอเกติ (Gergeti Trinity Church)
ส่วนอีกโบสถ์ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือ โบสถ์เกอเกติ (Gergeti Trinity Church) หรือ โบสถ์สมินดา ซาเมบา (Tsminda Sameba Cathedral)ในภาษาจอร์เจียน ตั้งอยู่บนยอดเขาคาสเบก (Mt.Kazbek) หนึ่งในภูเขาบนเทือกเขาคอเคซัส ที่รูปภาพของโบสถ์นี้เกือบจะเป็นสัญลักษณ์ประเทศจอร์เจียไปแล้ว สร้างสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 (ราวๆ หกร้อยกว่าปีก่อน) ซึ่งการเดินทางนั้นต้องนั่งรถตู้ขนาดเล็กที่สามารถทนแรงกระแทกได้พอสมควร ทางขึ้นค่อนข้างลำบาก รถเขย่าจนคนนั่งด้านหลังแทบจะรวมตัวกันเป็นก้อนได้ เลยนึกได้ว่าทำไมทางกรุ๊ปจึงต้องจำกัดอายุผู้เดินทาง เพราะผู้ใหญ่ที่ทนแรงเขย่าได้ขนาดนี้ ต้องชอบและสนุกไปกับการเดินทางแบบผจญภัยจริงๆ
วิวบนยอดเขาคาสเบก (Mt.Kazbek) หนึ่งในภูเขาบนเทือกเขาคอเคซัส
เมื่อขึ้นถึงบริเวณยอดเขาแล้ว เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ล้วนหามุมเพื่อเก็บภาพสวยๆของโบสถ์นี้ ซึ่งจุดที่ตั้งของโบสถ์บวกกับวิวโดยรอบ ล้วนเอื้ออำนวยให้จุดนี้สมควรแก่การมาถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนตัวแล้ว จุดที่สวยและเหมาะกับการถ่ายภาพคือจุดที่ห่างออกไปราว 500 เมตร บนเนินเขาก่อนที่จะเดินไปถึงตัวโบสถ์ ได้ทั้งภาพพาโนรามาและภาพพอร์ทเทรตหลังละลาย สวยมากจริงๆ !!!
*ประติมากรรม อาลี แอนด์ นีโน่ (Ali and Nino Statue) *
ในส่วนของ ศิลปะยุคปัจจุบันที่มีชื่อเสียงมากคือ ประติมากรรม อาลี แอนด์ นีโน่ (Ali and Nino Statue) จริงๆ ก็เป็นเรื่องเล่ากึ่งนิยาย เกี่ยวกับความรักกันระหว่างสองชาติและต่างฐานันดร คือชายมุสลิมชาวอาเซอร์ไบจานกับเจ้าหญิงของจอร์เจียที่เป็นออโธดอกซ์ ในยุคสงครามสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 เลยมีคนทำปประติมากรรมโลหะเป็นรูปคนสองคนที่เคลื่อนไหวได้ เคลื่อนที่แยกจากกัน และมารวมร่างกัน
ส่วนวิวตลอดการเดินทาง หลักๆ คือเทือกเขาคอเคซัสที่เห็นได้ตั้งแต่บนเครื่องบิน (ถ้าคุณไม่หลับและนั่งฝั่งซ้ายของเครื่อง) มันยิ่งใหญ่และสวยงามมาก หวังไว้ว่าชีวิตนี้ จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศในทุกด้านของเทือกเขานี้
ทริปนี้เป็นการท่องเที่ยวที่ถ่ายรูปได้สนุกมาก ได้ทั้งภาพวิวสวยๆ ภาพพอร์ทเทรตที่มีฉากหลังอลังการมาก โบราณสถานที่น่าตื่นตาและตื่นใจในเรื่องราวต่างๆ และสุดท้าย สิ่งที่ดีที่สุดและยังคงเป็นจุดประสงค์หลักในการเดินทางของเรา นั่นคือ
‘รอยยิ้มของแม่’ แม่สนุก แม่หัวเราะ แค่นี้ก็เป็นสุขใจแล้ว จริงไหม
จบ…
ประเทศจอร์เจีย
ตุลาคม 2018
บันทึกภาพโดย Olympus Pen F (17mm f1.8, 45mm f1.8)
Fact Box
- คนไทยสามารถมาท่องเที่ยวที่ประเทศจอร์เจียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้ไม่เกิน 365 วันรวมถึงประเทศที่ติดกันอย่าง รัสเซีย อยู่ได้ 30 วันและประเทศตุรกี อยู่ได้ 30 วันเช่นกัน สามารถวางแผนเดินทางมาทั้ง 3 ประเทศนี้พร้อมกันได้อย่างสบายๆ
- จากประเทศไทยไม่มีสายการบินตรงไปประเทศจอร์เจีย ต้องต่อเครื่องที่ประเทศใกล้เคียงเช่น ตุรกี หรือรัสเซีย โดยรวมแล้วใช้เวลาประมาณ 12-14 ชั่วโมง