โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดสติเนชั่นใหม่เมืองไทย ชมวิว 360 องศา ท้าความสูง 314 เมตร ณ มหานคร สกายวอล์ก

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 13.24 น.

สองปีก่อน ตอนที่จัดงานเปิดโครงการก็เป็นข่าวใหญ่โตไปแล้ว ในฐานะตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งทำลายสถิติเดิมของตึกใบหยก 2 ที่ครองแชมป์มานานกว่า 20 ปี

…ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงตึก “มหานคร”

มาปีนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก พื้นที่หลายส่วนของตึกมหานคร เปลี่ยนมือจาก เพซ ดีเวลลอปเมนท์ มาเป็นของ คิง เพาเวอร์ด้วยดีลซื้อ-ขาย 14,000 ล้านบาท และเปลี่ยนชื่อเป็น คิง เพาเวอร์ มหานคร แล้ว

ผ่านมาราว 7 เดือน เมื่อเร็ว ๆ นี้ เจ้าของใหม่ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจท่องเที่ยวก็ได้เปิดตัวส่วนที่เป็นไฮไลต์ของตึก นั่นก็คือ มหานคร สกายวอล์ก (Mananakhon Skywalk) โดยตั้งเป้าให้เป็นเดสติเนชั่นหรือจุดหมาย

ปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายภายในประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และธุรกิจค้าปลีกในประเทศอย่างยั่งยืน

ทันทีที่เปิดตัว มหานคร สกายวอล์ก ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี มียอดนักท่องเที่ยวเข้าชมจำนวนมากทุกวัน โดยเฉพาะช่วงค่ำที่จะได้ชมวิวในห้วงเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าส่องแสงแต่งแต้มท้องฟ้าให้เป็นสีทอง ต่อด้วยชมแสงไฟของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน

ก่อนจะพาไปสำรวจและชมวิวบนจุดชมวิวที่สูงที่สุด ขอให้ข้อมูลก่อนว่า มหานคร สกายวอล์ก ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่

ชั้น 1 เป็นล็อบบี้ ทางเข้าหลัก และเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชม ตกแต่งด้วยเรื่องราวของกรุงเทพมหานครตลอดทางเดินก่อนถึงลิฟต์ความเร็วสูงที่พาเราขึ้นไปถึงชั้น 74 ภายใน 50 วินาทีเท่านั้น !

ชั้น 74 เป็นจุดชมวิวภายในอาคาร (indoor observationdeck) ที่ให้ผู้เข้าชมเพลิดเพลินไปกับความงามของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในกรุงเทพมหานครผ่านระบบเทคโนโลยี AR (augmented reality) กับมุมมองกรุงเทพมหานคร แบบ 360 องศา พร้อมส่งโปสการ์ดจากตู้ไปรษณีย์ ที่สูงที่สุดในประเทศไทย

ชั้น 75 เป็นบริเวณชั้นลอย ห้องน้ำ และจุดขึ้นลิฟต์แก้วรวมถึงมีบันไดวนสำหรับใครที่อยากออกกำลังกายหรือขี้เกียจรอคิวลิฟต์ ในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวเยอะ

ชั้น 78 เป็นชั้นดาดฟ้า (rooftop) และจุดชมวิวภายนอกอาคาร (outdoor observation deck) ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่สุดของตึก สามารถเดินชมวิวได้ 360 องศา โดยมีกระจกกั้นรอบทิศทางเพื่อความปลอดภัย มี rooftop bar ให้บริการเครื่องดื่มทั้งน้ำเปล่า น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนไฮไลต์ของไฮไลต์บนชั้นนี้มีอยู่ 2 ส่วน คือ พื้นกระจกลอยฟ้า (glass tray) ขนาด 63 ตารางเมตร สูงเหนือพื้นดิน 310 เมตร และ จุดชมวิวดาดฟ้า (the peak) ที่สูงจากพื้นของชั้นนี้ขึ้นไปอีกอีก 4 เมตร ตรงนี้เป็นจุดที่สูงที่สุด 314 เมตร

สำหรับรายละเอียดการเข้าชม มหานคร สกายวอล์ก เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-24.00 น. (เปิดให้เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 23.00 น.) ไม่มีกำหนดเวลา อยากอยู่นานแค่ไหนก็ได้

ราคาบัตรมี 2 ระดับ คือ บัตรเข้าชมเฉพาะ มหานคร สกายวอล์ก จุดชมวิวภายในอาคาร ที่ชั้น 74 ราคาสำหรับผู้ใหญ่ 850 บาท สำหรับเด็ก 250 บาท ส่วนบัตรเข้าชมมหานคร สกายวอล์กและรูฟท็อป ที่ขึ้นได้ถึงจุดชมวิวภายในและภายนอกอาคาร ทั้งชั้น 74 และชั้น 78 ราคาบัตรสำหรับผู้ใหญ่ 1,050 บาท สำหรับเด็ก 450 บาท

ให้ข้อมูลไปแล้ว จากนี้จะเป็นส่วนการบอกเล่าและความคิดเห็นของผู้เขียนจากการไปสำรวจจุดชุมวิวที่สูงที่สุดในเมืองไทย ณ เวลานี้ (ไม่นับดอยต่าง ๆ นะจ๊ะ)

พอขึ้นไปถึงชั้น 78 บอกเลยว่า “วิวหลักล้าน” มองเห็นทั่วกรุงเทพฯจริง ๆ ทางทิศตะวันตกเห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าโดยไม่มีอะไรบดบัง เห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวเลี้ยวลดไปจนสุดสายตา ทิศเหนือและทิศตะวันออกเห็นตึกระฟ้าทั่วกรุงเทพฯ ทิศใต้มองเห็นสีเขียวของคุ้งบางกระเจ้าอยู่ไม่ไกล และสิ่งที่เซอร์ไพรส์คือ เมื่อก้มลงสำรวจพื้นที่ด้านล่างโดยรอบตึก เราเห็นว่ามีต้นไม้ มีพื้นที่สีเขียวอยู่มากกว่าที่คิด ต่างจากมุมมองเวลานั่งรถไปตามถนนซึ่งจะเห็นแต่ตึกสูง พอเห็นว่ามีสีเขียวอยู่บ้างก็รู้สึกชุ่มฉ่ำใจขึ้นมา

จุดยอดนิยมที่ใครขึ้นไปถึงบนดาดฟ้าแล้วจะพลาดไม่ได้ก็คือพื้นกระจก ที่ไม่ว่าจะกลัวความสูงแค่ไหน เมื่อขึ้นไปถึงขั้นนั้นแล้วก็ต้องอยากวัดใจและอยากเก็บภาพสวย ๆ สักครั้ง (แม้ว่าจะเดินไป ขาสั่นไปก็เถอะ) จึงมีคนต่อแถวเข้าคิวยาวตลอด ในส่วนพื้นกระจกนี้มีข้อห้ามคือห้ามเอาโทรศัพท์มือถือหรือสิ่งของใด ๆ ติดตัวเข้าไปเด็ดขาด เพราะอาจจะไปขีดข่วนหรือตกหล่นทำให้พื้นกระจกชำรุดเสียหายได้ การเข้าไปในพื้นกระจกไม่ได้กำหนดเวลา จะอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้จนกว่าจะได้รูปสวย ๆ จนพอใจ แต่ถ้านานเกินไปก็ต้องเกรงใจคนที่รอคิวอยู่ด้วย ต้องพิจารณากันเอาเองตามแต่สถานการณ์ตรงหน้าว่าคนมากหรือน้อย

ส่วน the peak จุดที่สูงที่สุดนั้นยิ่งถ่ายรูปได้มุมมองที่ดีมากขึ้นไปอีก เพราะสูงกว่า ไม่มีกระจกกั้นบดบังสายตา และไม่เกิดภาพสะท้อนในกระจกด้วย ถ้าถ่ายรูปจนอิ่มหนำใจหรือเหนื่อยแล้วก็มีเบาะนุ่ม ๆ ที่เตรียมไว้ให้นั่งพักตรงขั้นบันไดที่จะขึ้นไป the peak

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดยอดนิยมอีกจุดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงท้องฟ้าสลัว ๆ หลังจากที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้ารอให้ท้องฟ้ามืดสนิทเพื่อเก็บภาพแสงสี night view

แม้พยายามจะขอข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชม แต่ทางทีมงานของคิง เพาเวอร์ ไม่ยอมเปิดเผย ก็สรุปเอาเท่าที่เห็นมีนักท่องเที่ยวเยอะทีเดียว ประมาณด้วยสายตาเป็นคนไทยและต่างชาติครึ่งต่อครึ่ง ถือว่าประสบความสำเร็จสำหรับแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ยังไม่ได้โปรโมตมากนัก

หลังจากที่ได้ขึ้นไปเยี่ยมชม และลองคิดพิจารณาดูแล้ว ในบรรดาแหลงท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ตั้งเป้าว่า จะเป็นเดสติเนชั่นของกรุงเทพมหานครนั้น ผู้เขียนคิดว่าโครงการคิงเพาเวอร์ มหานคร และมหานคร สกายวอล์ก แห่งนี้ดูจะเข้าเค้าที่สุด เพราะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว เวลาคิดว่าจะไปที่ไหนก็ย่อมอยากชมวิว อยากเห็นภาพมุมสูงที่มองเห็นภาพรวมของเมืองนั้น ๆ เหมือนอย่างคนอยากไปขึ้นลอนดอนอาย ที่ลอนดอน อยากไปตึกไทเป 101 ที่ไต้หวัน หรือใกล้ ๆ บ้านเราที่ตึกแฝดปิโตรนาส ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนมาเลเซียมานานหลายปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...