โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“YouTube” เปิด 3 กรณีศึกษา ปั้นโฆษณาแบบไหนเข้าถึงแมส-ขายของได้ หมดยุคแนวซึ้ง หันพึ่งมิวสิกวิดีโอ-ซีรีส์

Positioningmag

อัพเดต 03 ต.ค. 2561 เวลา 04.28 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 03.55 น.

ยูทิวบ์ (YouTube) ถือเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอที่เข้ามาในไทยก่อนใคร ทำตลาดเติบโตในไทยต่อเนื่องทั้งในแง่รายได้และผู้ชม 

ข้อมูลจากสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ที่ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาที่มาจากYouTube มีประมาณ2,690 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน18% จากภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลปี2018 มูลค่า14,973 ล้านบาท

ในขณะที่Youtube เองร่วมกับ ทีเอ็นเอส ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย ทำการสำรวจพฤติกรรมคนไทยที่ใช้Youtube ปี2018 พบ92% ของคนไทยที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตบอกว่าใช้Youtube เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดย75% เข้าYoutube เป็นประจำทุกวันซึ่งไม่ได้มีแค่เด็กๆเท่านั้นแต่กลุ่มผู้ใหญ่ก็ชอบที่จะเข้ามาดูเช่นเดียวกัน

เมื่อแยกข้อมูลระหว่างประชากรที่อาศัยในเมืองและอาศัยอยู่นอกเมือง พบกลุ่มคนเมือง93% ดูYoutube เฉลี่ย70 นาทีต่อครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกด้วยกลุ่มนี้มีอัตราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูง

ความน่าสนใจจึงอยู่ที่กลุ่มนอกเมืองที่แม้จะใช้น้อยกว่านิดหน่อยแต่เอาจริงๆ แล้วพฤติกรรมไม่ได้ต่างกันมากโดย92% ดูYoutube เฉลี่ย60 นาทีต่อครั้ง

คนไทยให้เหตุผลที่เข้าYoutube เพราะ1. ต้องการหาแรงบัลดาลใจใหม่ๆ2. อยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกผ่านคอนเทนต์ ที่ครีเอเตอร์ทำขึ้น3. สามารถเข้าถึงได้ง่าย

ไมเคิล จิตติวาณิชย์  หัวหน้าฝ่ายการตลาดGoogle ประเทศไทย บอกว่า โลกดิจิทัลสมัยนี้Reach หรือการเข้าถึงได้ค่อนข้างง่าย เพราะทุกคนใช้โทรศัพย์มือถือตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่ทุกแพลตฟอร์มต้องแข่งขันกัน จึงอยู่ที่การสร้างAttention หรือความน่าสนใจ

Attention กลายเป็นจุดแข็งของYoutube เนื่องจากคนดูเข้ามาด้วยจุดประสงค์เดียวคือเข้ามาดูวิดิโอ ไม่ได้เข้ามาดูเพื่อนอัพสเตตัส อัพรูป หรือเข้ามาอ่านข่าว เหมือนแพลตฟอร์มอื่นๆAttention จึงเกือบ100% เลยทีเดียว

แต่โจทย์ที่ยูทิวบ์ต้องทำควบคูกันคือการหารายได้จากโฆษณาด้วยการ3 กรณีศึกษาของแบรนด์ที่ทำโฆษณาบนYouTube แล้วให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนแพลตฟอร์มอื่น ที่สำคัญบางกรณียังให้“impact” ที่มากกว่า“สื่อแมส” เสียด้วยซ้ำ

1."Mass reach" สร้างได้ในเวลาสั้นๆ

เคยมีความเชื่อว่า เมื่อทำแคมเปญโฆษณาต้องบูสต์ให้ใหญ่ก่อน แล้วค่อยๆ แผ่วลงมา เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มคนทั่วไป ซึ่งวิธีนี้จะให้ผลดีกับสื่อที่เป็นออฟไลน์

หากให้มุมมองของไมเคิลเชื่อว่าในโลกออนไลน์ก็ทำได้เช่นเดียวกันเนื่องจากมีการเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากอีกทั้งยังใช้เวลากับสื่อชนิดนี้มากกว่าทีวีเสียด้วยซ้ำดังนั้นการสร้างการรับรู้ในวงกว้างหรือMass reach ในเวลาอันสั้นก็สามารถทำได้ ถ้าหากวางแพลนไว้ดีๆ

เขายกตัวอย่าง“โค้ก” ที่ทำแคมเปญในเมืองไทยช่วงฟุตบอลโลก เนื่องจากตัวโค้กเองเป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับฟุตบอลโลก จึงต้องการเกาะกระแสเพื่อสร้าง“แบรนด์อะแวร์เนส”

ในอดีตฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆโค้กมักจะใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับสื่อออฟไลน์ทั้งสื่อนอกบ้านและทีวีแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในปีนี้สำหรับโค้กคือเปลี่ยนวิธีใช้สื่อหันมาให้น้ำหนักกับสื่อออนไลน์ทั้งหมดแทน

โดยที่แคมเปญจะเกี่ยวข้องกับเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อฟุตบอลโลกดังนั้นสิ่งที่โค้กทำคือเหมาโฆษณาบนช่องเพลงตัวท็อปกว่า115 ช่องในเมืองไทยเป็นระยะเวลา1 วันเพื่อให้เห็นแต่โฆษณาของโค้กเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นคือMore Impressions หรือ การเข้าถึงโฆษณามากกว่าแผนที่วางไว้1.5 เท่า, มีการดู5.5 ล้านครั้งที่ผู้ชมไม่ซ้ำกันเลย, มีการค้นหาคำว่า“โค้ก” ใน Search Engine เพิ่มขึ้นถึง100% ที่สำคัญราคาต่อการดู (Cost Per View) ถูกลงถึง60%

2. กระตุ้นพฤติก่อนที่จะซื้อจริง**

Youtube ถือเป็นหนึ่งใน7 ผลิตภัณฑ์ของGoogle ที่มีผู้ใช้งานกว่า1,000 ล้านคนต่อเดือน ทำให้Youtube สามารถดึงข้อมูลจำนวนมหาศาล มาทำโฆษณาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคใน3 ช่วงเวลา ได้แก่ เริ่มคิดอยากจะซื้อสินค้า, มีความรู้สึกที่อยากจะซื้อสินค้าและจะซื้อสินค้าจริงๆแล้ว

จากข้อมูลที่ว่านี้มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเองที่แสดงผ่านการค้นหาข้อมูลในSearch Engine, ดูคอนเทนต์แบบไหนบนYoutube หรือกระทั่งโหลดแอพพลิเคชั่นแบบไหนมา ก่อนจะถูกประมวลผลด้วยMachine Learning ซึ่งในที่สุดจะสามารถคาดเดาพฤติกรรมนั้นได้

กรณีศึกษาในเรื่องนี้คือ“นิสสัน” ที่ต้องการสร้างแบรนด์อะแวร์เนสให้กับซิตี้คาร์ที่มีอยู่หลายรุ่นของนิสสันเช่นนิสสันอัลเมร่าหรือนิสสันโน๊ต

โจทย์ที่ท้าทายนิสสันมี3 ข้อด้วย1.พฤติกรรมการใช้สื่อของคนไทยเปลี่ยนจากออฟไลน์ไปเป็นออนไลน์มากขึ้น, 2.คนซื้อรถโดยเฉพาะคนที่ซื้อรถคันแรกมีทางเลือกใหม่ๆ ในการซื้อ พฤติกรรมแต่ก่อนอาจจะเห็นโฆษณาในทีวี วิ่งไปที่ศูนย์ ทดลองขับ คุยกับเซลล์แล้วค่อยซื้อ แต่ตอนนี้มีข้อมูลให้หาในออนไลน์ วิธีเดิมๆ จึงไม่จำเป็นอีกแล้ว และ3.ทำอย่างไรถึงจะโดนใจกลุ่มเป้าหมาย โดยที่ไม่ใช่แค่ข้อความที่ถูกใจ แต่ต้องอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย

โดยผลสำรวจบอกว่า52% ของผู้บริโภคชาวไทย จะซื้อรถก็ต่อเมื่อมีสถานการณ์ทางการเงินดีขึ้น, 26% ครอบครัวมีขนาดใหญ่ขึ้น, 17% เปลี่ยนงานใหม่, 16% แต่งงานและ14% เหตุผลด้านสุขภาพหรืออายุ

จากข้อมูลทั้งหมดที่มีนิสสันจึงวางผลยุทธ์สำหรับแคมเปญนี้3 ข้อ ได้แก่1.ยิงโฆษณาในหลายรูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน, 2.ใช้เครื่องมือทางการตลาด ในการกำหนดเป้าหมายของกลุ่มผู้ชมในขั้นสูง เช่น เลือกจากคนมีความสนใจ หรือมักจะเดินทางไปโชว์รูมบ่อย กับวางกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย และ3.วัดผลผ่านเครื่องมือBrand Lift Survey ของYoutube

ผลปรากฎหลังจบแคมเปญมี4 ข้อได้แก่. 1.กลุ่มผู้หญิงมีการจดจำโฆษณาได้เพิ่มขึ้น22%, 2.แบรนด์อะแวร์เนสเพิ่ม13% ในกลุ่มอายุ18-24 ปี, 3.กลุ่มผู้หญิงมีความคิดที่จะซื้อเพิ่มขึ้น19% และ4.ยอดขายกลุ่มซิตี้คาร์ในเดือนธันวาคม2017 - มีนาคม2018 เติบโตถึง32%

3. พฤติกรรม4 ข้อที่สร้างจากYoutube

Youtube สามารถทำให้เกิดพฤติกรรม4 รูปแบบด้วยกันได้แก่1.การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น2.เพิ่มทราฟฟิคเข้าสูเว็บไซต์3.กระตุ้นให้ซื้อสินค้า4.กดGoogle Maps แล้วพาไปในโลเคชั่นที่ต้องการ ผ่านเครื่องมือที่ทิ้งรายละเอียดไว้ได้คลิปวิดิโอ แม้โฆษณาจะจบไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น“Grad” อินโดซีเซีย ที่ต้องการทำให้เกิดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น จึงยิงโฆษณาผ่าน5 แพลตฟอร์มพร้อมกันได้แก่Google Search, Google Chrome, Youtube, Gmail และGoogle Play โดย60% ของการดาวน์โหลดมาจากYoutube และผู้ใช้ใหม่ที่เพิ่งสมัคร68% ก็มาจากYoutube เช่นเดียวกัน

กรณีศึกษาสุดท้ายคือ“คิวเพรส” แบรนด์ที่อยู่ในเมืองไทยมากกว่า40 ปี ต้องการดึงฐานลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงมหาวิทยาลัยและผู้หญิง รู้จัดใช้แบรนด์เยอะขึ้น ผ่านการเปิดตัวสินค้าใหม่“ลิปสติก” 

ไมเคิลบอกว่าความน่าสนใจของ“คิวเพรส” อยู่ที่การทำแคมเปญที่มีระยะเวลาทั้งหมด5 สัปดาห์ แบ่งออกเป็น2 เฟส โดยเฟสแรก2 อาทิตย์แรกยิงโฆษณาบนYoutube อย่างเดียวไม่ลงที่อื่นเลย ที่เหลืออีก3 อาทิตย์ยิงควบคู่ระหว่างYoutube และทีวี

สิ่งที่เกิดขึ้นในเฟสแรกที่ยิ่งในYoutube อย่างเดียวคือ ความสนใจแบรนด์เพิ่มขึ้น60%, ยอดขายเพิ่ม60% ในช่วงนั้น และเพิ่มยอดขายในภาพรวม200%

แต่เมื่อเทียบ2 เฟสจะพบว่า เฟสแรกใช้งบ28% สร้างยอดขาย49% ส่วนเฟสสองใช้งบ72% สร้างยอดขาย51% กลายเป็นว่า เทียบกันแล้วROAS (Return On Advertising Spend) หรือ ผลตอบแทนจากการจ่ายค่าโฆษณาของYoutube มากกว่าใช้ในทีวีถึง2.5 เท่า

เปิดเทรนด์ปั้นโฆษณาให้ปังบน*“Youtube” 2018 *

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปย่อมทำให้การทำโฆษณาต้องเปลี่ยนตาม

สำหรับโฆษณาใน “Youธube” นั้นไมเคิล บอกว่านักโฆษณาพยายามทำโฆษณาให้คล้ายกับคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคดูในYouTube ซึ่งหลังๆโฆษณาที่เน้นความซึ้ง มีค่อนข้องน้อย โดยมี2 เทรนด์หลักๆที่กำลังเห็นตอนนี้ คือ

  • แนวเพลงโดยทำโฆษณาให้เป็นมิวสิกวิดิโอ
  • ทีวีโชว์ที่ทำเป็นซีรีส์มีหลายๆตอน

โฆษณาจะยาวหรือสั้นไม่มีผลว่าคนจะดูจนจบหรือไม่แต่ภาพ-เสียง-ความครีเอทีฟ เป็น3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคดูโฆษณา

อย่างไรก็ตามก่อนจะทำโฆษณาแบรนด์ก็จะทำวิจัยพฤติกรรมอยู่แล้วว่ากลุ่มผู้บริโภคต้องการโฆษณาแบไหนถึงจะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จุดหลักๆจึงต้องดึงความสนใจภายใน5 วินาทีแรกให้ได้ก่อนที่ปุ่ม Skip Ad จะขึ้น.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...