โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

5 ขั้นตอนขายของยุคดิจิทัลด้วยกลยุทธ์การตลาด “Personalization”

Marketing Oops

อัพเดต 04 มี.ค. 2561 เวลา 00.41 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 00.13 น. • Oops Hardcore

เมื่อเทคโนโลยีและข้อมูลก้าวหน้าขึ้น กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ก็ทำได้ง่ายขึ้น ทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะคนด้วยคอนเทนต์ สินค้า บริการ ช่องทางการสื่อสาร ราคา และประสบการณ์ที่เหมาะกับคนๆนั้น

 

ทำไมต้องทำกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ?

ถ้ามองในแง่ของคนทำธุรกิจ ก็คือกำไรที่มากขึ้น จากสถิติอ้างว่าการทำการตลาดแบบ Personalization ช่วยเพิ่มกำไรอีก 15% สำหรับแบรนด์ที่ตระหนักถึงความต้องการของผู้บริโภค
แต่ถ้ามองในแง่ของผู้บริโภค กลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้ 75% ของผู้บริโภคมาซื้อของที่ร้านโดยเฉพาะร้านคต้าปลีกมากขึ้นหากร้านนั้นจำชื่อลูกค้าได้ คอยดูและแนะนำทางเลือกใหม่ๆโดยดูจากประวัติการซื้อของ ซึ่ง 81% ของผู้บริโภคอยากให้แบรนด์จำตัวลูกค้าได้ รู้ว่าเวลาไหนที่แบรนด์ควรเข้าไปดูแลลูกค้าและเวลาไหนไม่ควร

 

Personalization Marketing

 

ทำไมกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization มีความสำคัญในตอนนี้ ?

เพราะเอาเข้าจริงแนวคิดนี้มีมาเกิน 6 ปีแล้วแต่ที่แนวคิดนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นเพราะเหตุผลต่อไปนี้

1. ธุรกิจให้ลูกค้าเป็นฝ่ายคุมประสบการณ์ในการเสพย์สินค้าและคอนเทนต์ได้มากขึ้นเพื่อให้ลินค้าและบริการแตกต่างจากคู่แข่ง

2. ขั้นตอนกระบวนการในการซื้อของถูกขยายด้วย Internet of Things เครื่องมืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้จะเป็นตัวรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภค ทำให้การทำ Personalization ก็ง่ายขึ้น

3. ความก้าวหน้าของ Artificial Intelligence ทำให้นักการตลาดเข้าถึงและช่วยเหลือลูกค้าแต่ละรายเร็วขึ้น

4. โมเดลธุรกิจแบบ Peer-to-peer ได้รับความนิยม

 

kfc

 

Personalization VS Customization และ Segmentation

พูดง่ายๆคือ Segmentation จะนึกถึงทฤษฎีการตลาดที่ต้องมานั่งแบ่งกลุ่มเป้าหมายลูกค้าด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆตามอายุ เพศ การศึกษา ที่อยู่ รายได้ ทัศนคติ ความชอบ ฯลฯ ซึ่งวิธีแบ่งกลุ่มเป้าหมายแบบนี้มีจุดอ่อนตรงที่เราต้องสมมติว่าคนในกลุ่มเหมือนกันหมด ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่

 

ส่วน Customization จะดีกว่าตรงที่ลูกค้าที่มีลักษณะแตกต่างกันสามารถปรับแต่งสินค้าและบริการได้ “ด้วยตัวเอง” ยกตัวอย่างเช่น Nike ที่ให้ลูกค้าปรับแต่งสีและสไตล์รองเท้าที่อยากได้

 

สุดท้ายคือ Personalization ที่เป็นวิธีตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่นถ้า Nike อยากจะทำ Personalization Nike จะเสนอรองเท้าที่ถูกใจเราที่สุดทันที โดยดูจากประวัติการซื้อรองเท้า หรือข้อมูลของตัวเราที่ให้กับ Nike โดยที่เราไม่ต้องมานั่งปรับแต่งรองเท้าเอง

เพราะฉะนั้นอย่าใช้ Customization สลับกับ Personalization สลับกัน

 

การทำคอนเทนต์ให้ถูกใจทุกคนที่ต่างกันกลายเป็นเรื่องท้าทาย

มีสถิติออกมาบอกว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้บริโภคไม่ชอบเวลาที่เปิดดูเว็บไซต์แล้วข้อมูลในนั้นไม่ตอบโจทย์ การทำคอนเทนต์ที่เหมือนกันแต่ตอบโจทย์ทุกคนที่จริงๆแล้วต่างกันจึงเป็นการทำคอนเทนต์ที่ไม่น่าให้อภัย ฉะนั้นการทำคอนเทนต์แบบทันเวลา (Real-Time) คือคำตอบ รู้ว่าคนใช้เว็บไซต์นั้นมีพฤติกรรมการใช้อย่างไร? คลิกตรงไหนมากสุด คลิกตรงไหนก่อน คลิกเวลาไหน ใช้เวลากับตรงไหนมากที่สุด แล้วเอาข้อมูลที่ได้มาทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คนนั้น

พูดง่ายแต่ทำยากเพราะจะรู้พฤติกรรมคนใช้เว็บไซต์และแบรนด์บางตัวมีคนใช้เป็นจำนวนมาก (ถึงต้องมี AI หรือ Machine Learning มาเก็บและประมวลผลข้อมูล) 83% ของนักการตลาดออกมาบอกว่าการทำคอนเทนต์ให้ถูกใจแต่ละคนเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดแล้ว

 

2

 

กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ทำอย่างไร?

1. ต้องมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือก่อน: จะสื่อสารกับลูกค้า ต้องรู้จักลักษณะของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุ เพศ ที่อยู่ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ พฤติกรรม ทัศนคติ และข้อมูลอื่นๆที่เป็นเรื่องพื้นฐาน ทางที่ดีควรใช้เครื่องมือพวก Analytics ให้เป็นไว้เก็บและดูพฤติกรรมของคนใช้งานเว็บไซต์ด้วยว่าให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ส่วนไหนมากที่สุด และใช้เวลาเท่าไหร่

2. ทำ Persona: ลองสรุปบุคลิก ความคิดและความสนใจของลูกค้าหรือผู้ดูคอนเทนต์ รวมถึงแรงกระตุ้นในการซื้อของและการใช้ชีวิต

3. มีทีม มีทรัพยากร พร้อมทดลองทำคอนเทนต์และอัพเดทข้อมูล: เพราะ Persona ที่มีก็เหมือนกับสมมติฐานว่าลูกค้าจะต้องมีพฤติกรรมแบบเดียวกับข้อมูลที่เราไปหามาเป๊ะๆ เราทำได้เพียงแต่ทดลองทำคอนเทนต์หรือชิ้นงานโฆษณาหลายๆแบบที่ตรงใจลูกค้าแต่ละคน(และต่างกัน) ซึ่งต้องใช้เวลาและกำลังคน จะได้รู้ว่าลูกค้าที่เราคิดไว้เป็นไปตาม Persona หรือเปล่า

4. ทดลองทำคอนเทนต์ โฆษณา: เนื้อหา รูปแบบ ขนาด โทน ตำแหน่ง ทิศทางของคอนเทนต์ในแต่ละเว็บเพจและสื่อสังคมออนไลน์ แต่คิดไว้เลยว่าไม่ใช่ทุกคนที่ถูกใจคอนเทนต์หรือโฆษณาของเราแน่ๆ และอย่าลืมสร้าง Call to action กระตุ้นให้คนมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ด้วย

5. วัดผล วัดผล แล้วก็วัดผล: คล้ายกับขั้นตอนแรก แต่คราวนี้จะดูพฤติกรรมของคนที่เข้ามาดูเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ว่าเปลี่ยนไปแค่ไหน ตอบรับมากขึ้น ใช้เวลามากขึ้นกับคอนเทนต์ส่วนไหน หรือตอบรับน้อยลง ใช้เวลาน้อยลง ซึ่งข้อมูลพวกนี้ไปดูได้จากเครื่องมือจำพวก Analytics หรือคนที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ที่เราติดตั้งให้กับเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์

และพอรู้ข้อมูลที่วัดผลแล้ว เราก็สามารถจำแนกกลุ่มลูกค้า ซอยย่อยได้ละเอียดขึ้น คอนเทนต์ที่จะต้องทดลองต่อไปก็ต้องหลากหลายขึ้น ฉะนั้นการทำ Personalization มันต้องใช้เวลานาน และต้องใช้คน และที่สำคัญคือไม่ใช่แค่คอนเทนต์เท่านั้นที่เราจะทำ Personalization ได้ เราอาจจะไปประยุกต์ใช้กับการออกแบบตัวสินค้าหรือบริการ คำแนะนำสินึค้า หรือการตั้งราคา เพราะแต่ละคนก็ประเมินค้าสินค้าตัวเดียวกันแตกต่างกัน (แต่ต้องระวังลูกค้าจับได้ด้วย ต้องคิดดีๆ)

 

youtube-ios

 

บทบาทของ Machine Learning (ML) กับการทำกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization

ML จะมีบทบาทในการเก็บและประมวลผลข้อมูล: ซึ่งเดี๋ยวนี้มันสามารถรับรู้อารมณ์ของคนได้จากใบหน้า น้ำเสียง คำพูดได้ และเก็บเป็นข้อมูลต่อไป
ML ออกแบบและทำคอนเทนต์ได้เอง: และยิงคอนเทนต์ไปที่แต่ละคนได้แม่นขึ้น ใช้ช่องทางการสื่อสารที่เหมาะกับแต่ละคนได้ถูกต้องไม่ซ้ำซ้อน โดยไม่ต้องเพิ่งคนและงบจำนวนมากๆก็ได้

 

แบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization

เครื่องมือของ Adobe ในการทำ Personalization

Amazon แนะนำสินค้าที่ลูกค้าอาจจะสนใจ

อัลกอริธึ่มของ Netflix ช่วยเลือกซีรีย์แนะนำให้คนดู

 

ข้อเสียของกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization

ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่ชอบกลยุทธ์แบบนี้ เพราะการทำ Personalization ต้องใช้ข้อมูลของลูกค้าและไม่ใช่ทุกข้อมูลที่ลูกค้าอยากให้แบรนด์รู้แล้วเอาไปใช้เป็นข้อมูลวางแผนขายของ Leslie K. John ซึ่งเป็นอาจารย์ของ Harvard Business School พบว่าผู้บริโภคอยากซื้อของน้อยลงเมื่อเห็นโฆษณาที่บอกว่ามาจากการที่ตัวลูกค้าไปคลิกดูโฆษณาจากอีกเว็บไซต์หนึ่ง เพราะเหมือนกับข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าถูกเอาไปใช้โดยที่ไม่ได้ยินยอม

ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดควรใช้ข้อมูลพื้นฐานที่ลูกค้ายอมให้เปิดเผยและบอกวิธีที่แบรนด์ได้ข้อมูลลูกค้า การคอยถามผู้ใช้บริการว่าคอนเทนต์ โฆษณา สินค้าแบบไหนที่อยากได้อยากเห็น ก็ช่วยสร้างความโปร่งใสให้กับการเสนอตคอนเทนต์ สินค้าและราคาได้

 

Smart-Use-of-Mobile-App-Development-for-Improving-Our-Lives-in-2017

 

Copyright © MarketingOops.com

อ่านบทความทั้งหมด ที่ MarketingOops.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...