โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กูรูคาด SET ไม่หลุด 1,500 จุด แนะลุยหุ้นปันผลสูง

efinanceThai

เผยแพร่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 10.34 น.

โบรกฯคาดหุ้นไทยไม่หลุด 1,500 จุด มองแกว่งตัวในกรอบ 1,500 - 1,560 จุด แม้หลายปัจจัยลบกระหน่ำ ทั้งส่งออก เบิกจ่ายงบรัฐฯสะดุด ไวรัสโคโรน่าระบาด ภัยแล้ง และการลงทุนเอกชนชะลอ มองอาจฉุดจีดีพีปีนี้โตต่ำกว่า 2.8% แถมมีโอกาสหั่นกำไรบจ.ปีนี้ลง จากเดิมคาดอยู่ที่ 95.71 บาท แนะเก็บหุ้นจ่ายปันผลสูง

*** กูรูฟันธง SET ไม่หลุด 1,500 จุด พื้นฐานหุ้นไทยยังแกร่ง

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยไม่ควรหลุดกรอบ 1,500 จุด เนื่องจากพื้นฐานตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าสถานการณ์ถือว่ามีความเสี่ยง และ กระทบต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวก็ตาม

แนะนำกลยุทธ์เลือกหุ้นที่มีการจ่ายปันผล เนื่องจากจะไม่ได้รับผลกระทบ หรือ ความเสี่ยงจากไวรัสโคโรนา แนะนำลงทุนหุ้นในกลุ่มสื่อสาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และรอจังหวะเข้าลงทุนในตอนที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปมากโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มการบิน และ โรงกลั่น

"ไม่เชื่อว่าหุ้นไทยจะหลุด 1,500 จุด เพราะพื้นฐานเรายังดี หากมองย้อนไปก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ส หุ้นปรับตัวลงมา 10-15% ซึ่งตอนนี้ราคาหุ้นก็ปรับลงมาประมาณนี้จึงอยากให้ลงทุนหุ้นในกลุ่มปันผล และ หุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัส"

นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย ประเมินดัชนีหุ้นไทยยังผันผวนในระยะสั้น จากกรณีไวรัสโคโรน่าระบาด แต่หากสถานการณ์สามารถควบคุมได้ภายใน 2 - 3 เดือน ดัชนีในระดับ 1,500 จุด น่าจะสะท้อนความกังวลไประดับหนึ่งแล้ว โดยทางการจีนมีระบบจัดการได้รวดเร็วกว่าในอดีตมาก ดังนั้นน่าจะคุมสถานการณ์แพร่ระบาดได้เร็ว

ส่วนในระยะยาวการลงทุนในหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ คาดว่าดัชนีในปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะที่ระดับ 1,700 จุด  เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องในระบบสูง ประกอบกับราคาหุ้นไทยที่ปรับลงมาในระดับต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ 

*** มองกรอบ SET สัปดาห์นี้ 1,500 - 1,560 จุด เชื่อไวรัสอู่ฮั่นส่งผลกระทบทางอ้อม

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด ระบุว่าประเด็นเชื่อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ขณะนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง มีเพียงแนวโน้มกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีนที่ชะลอตัวลงในระยะสั้น ซึ่งจะมีผลต่อรายได้ของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งให้ปรับตัวลดลง

ซึ่งคาดการณ์ว่าประเด็นดังกล่าวจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P500 และดัชนีตลาดหุ้นยุโรป EUROSTOXX 600 มีโอกาสปรับตัวลดลงประมาณ 3-5% นับจากวันศุกร์ที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่คาดการณ์ว่า ดัชนีตลาดหุ้นจีนมีโอกาสปรับตัวลงประมาณ 6-8% จากสมมุติฐานการรับมือที่ดีของรัฐบาลจีนในปัจจุบันและอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำกว่าหากเทียบกับในอดีต

ส่วนตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ค้าปลีก เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ สายการบิน กลุ่มโรงพยาบาลและธุรกิจโรงแรม ระยะสั้นถูกผลกระทบจากแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่อาจจะลดลงในระยะสั้นมองกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500 – 1,560 จุด

แนะนำให้ทยอยสะสมในกลุ่มหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว อาทิ หุ้นในกลุ่มหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูงและลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 

*** เอเซียพลัส มองสวน ชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยดับ จีดีพีโตต่ำ 2.8%

บล.เอเซีย พลัส ระบุ เศรษฐกิจไทยในปี 63 มีความเสี่ยงที่จะเติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย 2.8% โดยมีทั้งหมด 5 ปัจจัยกดดันหลัก ดังนี้ 

1.การส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนอยู่ เนื่องจากภาษีในรอบ 1 - 3 ยังไม่ถูกยกเลิก ความเสี่ยงจากสงครามการค้าคู่อื่นๆ ความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์ และการที่สหรัฐฯตัดสิทธิ GSP ไทย 

2.การเบิกจ่ายของภาคใช้จ่าย และการลงทุนภาครัฐ: ความเสี่ยงจากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า จากกรณีลงคะแนนเสียงแทนกันของ ส.ส. จากกำหนดการเดิมคาดจะเบิกจ่าย ก.พ.  ล่าสุด คาดว่าอาจจะเบิกจ่ายได้อย่างเร็วคือ เดือน เม.ย-พ.ค.2562 

3.การบริโภคครัวเรือน : ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปีนี้จะแล้งมากที่สุดในรอบ 40 ปี ส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร และฉุดรั้งกำลังซื้อของกลุ่มฐานราก
 

4.การลงทุนเอกชน: ความกังวลของปัจจัยเสี่ยงต่างๆข้างต้น โดยเฉพาะการส่งออกชะลอตัว และงบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า คาดทำให้ภาคเอกชนยังชะลอการลงทุนออกไปก่อน

5.การท่องเที่ยว: การระบาดของไวรัสโคโรนา ที่ยังแพร่ระบาดและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผู้เสียชีวิต 82 ราย และผู้ติดเชื้อ 2.9 พันคน  ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกมีแนวโน้มมาไทยลดลง กระทบรายได้จากการท่องเที่ยว(การท่องเที่ยวมีสัดส่วนใน GDP ไทยประมาณ 20%) 

นอกจากนี้จะกดดันให้ต่างชาติขายหุ้นไทยมากสุดในภูมิภาค รวมถึงเม็ดเงินไหลจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเห็นได้ชัด

*** จ่อปรับลด EPS ปี 63 ลงอีก หลังบริษัทจดทะเบียนหลายรายมีความเสี่ยง

บล.เอเซีย พลัส ระบุเพิ่มเติมว่าประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS ปี 63 ที่ 95.71 บาท ณ ปัจจุบัน SET Index ซื้อขายกันบน P/E ที่ 16.5 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับทั่วไป แต่ยังมีความเสี่ยงที่หลายๆบริษัทอาจถูกปรับประมาณการลงอีก จากหลากหลายปัจจัยแวดล้อมที่กดดันทุกฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนจีดีพีไทย 

อย่างไรก็ตามในระยะสั้น SET Index ยังมีโอกาสรีบาวน์ระยะสั้น เนื่องจากSET Index ปรับฐานแรงผิดปกติซึ่งจากสถิติย้อนหลัง 10 ปี มีเพียง 14 วันที่ SET Index ปรับฐานลงมาเกิน 3% และหลังจากนั้น 3 วัน ส่วนใหญ่ดัชนีมักจะฟื้นตัวได้ดีเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1.2%

*** คลังเล็งหั่นจีดีพี อ่วมพิษโคโรน่าระบาด

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังจะทบทวนจีดีพีปีนี้ จากเดิมคาดจะเติบโต 3.3%  เพราะมีหลายปัจจัยกดดันทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว -  การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ารัฐบาลมีวิธีรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

*** SET วันทำการล่าสุดยังร่วงแรง -10.89 จุด ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 

วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,513.26 จุด ลดลง -10.89 จุด หรือ -0.71% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 67,069.58 ล้านบาท ลดลงแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2
ดัชนี SET100 ปิดที่ 2,222.63 จุด ลดลง -16.32 จุด หรือ -0.73%
ดัชนี SET50 ปิดที่ 1,016.90 จุด ลดลง -7.63 จุด หรือ -0.74%
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 297.12 จุด ลดลง -2.69 จุด หรือ -0.90%

 
หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่

1.AOT ปิดที่ 68.00 บาท ลดลง -0.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 5,989.90 ลบ.
2.BAM ปิดที่ 26.00 บาท ลดลง -0.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,822.51 ลบ.
3.GPSC ปิดที่ 88.25 บาท ลดลง -3.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,538.25 ลบ.
4.GULF ปิดที่ 190.50 บาท ลดลง -4.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,284.11 ลบ.
5.PTT ปิดที่ 43.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,265.88 ลบ.

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...